บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ขับเคลื่อนด้วยแรงด่า

ในตอนนี้ ฉินเสี่ยวเฟิง ได้ย้ายมาอยู่ในตำหนักส่วนตัวของตระกูล ซึ่งก่อนหน้านี้นางอาศัยอยู่ในเรือนของคนใช้ ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน ไม่ได้รู้สึกของความเป็นพ่อแม้แต่น้อย แต่เพราะเขากลัวว่าจะถูกวิจารณ์จากชาวบ้านว่าเขาดูแลลูกที่เกิดจากสาวใช้ไม่ดี จึงย้ายนางไปอยู่ภายในสถานที่ที่ดีขึ้น

ตำหนักส่วนตัวของฉิน เสี่ยวเฟิง แม้จะมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับตำหนักของลูกๆ คนอื่นๆ แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์และความงดงามในแบบฉบับของตำหนักจีนโบราณ ภายในมีลักษณะเป็นอาคารไม้สองชั้นหลังคามุงกระเบื้องสีแดง ตกแต่งด้วยลวดลายไม้แกะสลักอย่างละเอียดที่สะท้อนถึงความประณีตและศิลปะของยุคสมัย

ด้านในมีพื้นที่หลักเป็นห้องนั่งเล่นที่กว้างขวาง แม้จะไม่ใหญ่โต แต่การจัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้แกะสลักและผ้าม่านสีอ่อนทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและสบายตา นอกจากนี้ยังมีห้องนอนขนาดเล็กที่มีเตียงไม้สลักลวดลายดอกไม้และผ้าปูที่นอนสีเนื้ออ่อนที่ให้ความรู้สึกสงบและเป็นส่วนตัว

ตำหนักนี้มีลานภายในล้อมรอบด้วยต้นไม้และดอกไม้ที่ปลูกในกระถาง หญิงสาวสามารถเดินเล่นในสวนเล็กๆ ที่มีน้ำพุเล็กๆ อยู่ตรงกลาง สร้างบรรยากาศที่เงียบสงบและน่าผ่อนคลาย ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน ได้ส่งสาวใช้เพิ่มเติมอีก 2 คนเพื่อช่วยดูแลสิ่งต่างๆ ในตำหนัก ทำให้เสี่ยวเฟิงรู้สึกถึงความสะดวกสบายและได้รับการเอาใจใส่อย่างดี

“ต่อไปพวกเจ้าทั้งสองแม่ลูกพักอาศัยอยู่ที่นี่ งานของพวกคนใช้พวกเจ้าก็ไม่ต้องไปทำอีก” ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงความหงุดหงิดอย่างชัดเจน เขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่งกับสถานการณ์ที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาชาวบ้าน “หึ ดูซิ ว่าใครหน้าไหนมันจะกล้ามาว่าข้าอีก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความเครียดและความไม่พอใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าการดูแลลูกสาวที่เกิดจากสาวใช้จะทำให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายเช่นนี้

เซียง เหวิน ผู้เป็นแม่ของฉิน เสี่ยวเฟิง ซึ่งเป็นเพียงแค่สาวใช้ กล่าวด้วยความรู้สึกซาบซึ้งและเต็มไปด้วยความเคารพ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างจริงใจ สำหรับการที่ท่านแม่ทัพได้จัดหาที่พักอาศัยที่ดีขึ้นให้กับเธอและลูก แม้ว่าเธอจะรู้ดีว่าตำหนักนี้ยังมีขนาดเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับที่อื่น แต่การที่ได้รับความเอื้อเฟื้อจากท่านแม่ทัพถือเป็นการช่วยเหลืออย่างมากสำหรับชีวิตของเธอและลูกสาว

“อืม ยังไงเจ้าก็เป็นคนของข้า” ท่านแม่ทัพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มอารมณ์ดีขึ้นบ้าง เขารู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่เก็บไว้ในใจ เพราะคำพูดของเซียง เหวิน ที่เอ่ยถึงความขอบคุณอย่างจริงใจนั้น ช่วยบรรเทาความรู้สึกขุ่นมัวของเขาได้บ้าง

การที่เขาสามารถเห็นรอยยิ้มและความรู้สึกขอบคุณจากเซียง เหวิน ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น แม้ว่าการพูดคุยกับฉิน เสี่ยวเฟิง จะทำให้เขารู้สึกเหมือนเส้นเลือดจะระเบิด เพราะนางมักจะพูดแดกดันเขาอยู่เสมอ แต่การได้รับคำขอบคุณจากเซียง เหวิน ซึ่งเป็นคนที่เขาเห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทำให้ท่านแม่ทัพรู้สึกถึงความสำเร็จและความพึงพอใจในสิ่งที่เขาทำ

“ท่านแม่จะไปพูดขอบคุณท่านพ่อทำไม เขาทำก็เพียงเพราะเขาหน้าบางเท่านั้น” ฉิน เสี่ยวเฟิง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ

“จงหยุดคำพูดของเจ้าซะ เพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นพ่อของเจ้า” ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเคร่งขรึม แม้จะมีความเครียดจากการที่ลูกสาวพูดแดกดันเขาอยู่ตลอด แต่เขาก็พยายามรักษาอารมณ์ของตัวเอง

“ท่านก็เห็นข้ากับท่านแม่เป็นเพียงแค่สาวใช้เท่านั้นแหละ ท่านยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นพ่ออยู่อีกงั้นเหรอ” ฉิน เสี่ยวเฟิง พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง คำพูดของนางทำให้ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน ถึงกับรู้สึกโกรธจัด เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และจึงหันไปเล่นงานเซียง เหวิน ทันที

“เซียง เหวิน เจ้าหัดสั่งสอนบุตรสาวของเจ้าบ้างนะ” ท่านแม่ทัพตะคอกใส่เซียง เหวิน ด้วยความหงุดหงิด เขาไม่พอใจที่เห็นคำพูดของฉิน เสี่ยวเฟิง ทำให้เขารู้สึกถึงความอับอายเพราะสิ่งที่ตัวของนางนั้นพูดออกมานั้นล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้นเพราะที่แล้วมาตัวของเขานั้นไม่เคยทำหน้าที่ของผู้เป็นพ่อเลย

ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน เป็นบุคคลที่ขับเคลื่อนด้วยแรงด่า แต่ถึงแม้ว่าในวันนั้นเขาจะโกรธจัดจนเดินหนีไป แต่เช้าวันถัดมาเขาก็ส่งอาจารย์สอนอ่านเขียนมาให้กับฉิน เสี่ยวเฟิง

ท่านแม่ทัพคาดหวังว่าอย่างน้อยฉิน เสี่ยวเฟิง จะสามารถเรียนรู้การอ่านเขียนได้ เพื่อไม่ให้เป็นคนที่สร้างเรื่องอับอายขายหน้าให้กับเขาในอนาคต เขาหวังว่าการศึกษาและการเรียนรู้จะช่วยเพิ่มพูนความสามารถและการพัฒนาให้กับนาง

“ท่านพี่ นี่ท่านถึงขนาดส่งอาจารย์ฝึกสอนไปให้นางเด็กนี่เลยเหรอ?” เหยา เหม่ยหลิง ฮูหยินใหญ่ กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ

“หากนางอ่านเขียนไม่ได้ ข้าในฐานะแม่ทัพใหญ่จะไม่อับอายขายหน้าแย่เหรอ?”ท่านแม่ทัพใหญ่ตอบคำถามของฮูหยินใหญ่ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เจ้าอยู่เฉยๆ อย่ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของข้า” หลังจากนั้นเขาพูดตัดจบในทันที เขาไม่ต้องการอธิบายเหตุผลอะไรให้มากความ

ฮูหยินใหญ่ทำได้เพียงแค่แสดงสีหน้าที่ไม่พอใจออกมา แต่ตัวของนางก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะการตัดสินใจที่เด็ดขาดทั้งหมดมาจากท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน หากนางดิ้นรนหรือขัดขืน การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลให้ตัวนางไม่ได้เป็นคนโปรดของท่านแม่ทัพอีกต่อไป นางกลัวว่าความไม่พอใจของตนจะทำให้คนอื่นมีโอกาสขึ้นแทนตำแหน่งของนาง หรือทำให้สถานะของนางในครอบครัวเสื่อมเสีย ดังนั้น นางจึงต้องยอมรับและสงบปากสงบคำ แม้จะมีความไม่พอใจอยู่ในใจ นางต้องรักษาตำแหน่งของตนและความสัมพันธ์กับท่านแม่ทัพให้ดีเพื่อความมั่นคงในตำแหน่งและสถานะของนาง

ฉิน เสี่ยวเฟิง เป็นเด็กที่มีความฉลาดเป็นอย่างมาก เพียงแค่ไม่กี่บทเรียนในการอ่านเขียน นางก็สามารถเรียนรู้และทำได้อย่างดี จนถึงขั้นที่อาจารย์ผู้สอนพูดชมนางอย่างไม่ขาดปาก ท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน เองก็รู้สึกตกใจเมื่อเห็นความฉลาดที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวบุตรสาวที่เกิดจากสาวใช้คนนี้

เมื่อเปรียบเทียบกับลูกๆ ที่เกิดจากฮูหยินใหญ่ ซึ่งยังไม่สามารถแตกฉานในการอ่านเขียนได้เลยแม้แต่คนเดียว ความฉลาดและความสามารถของฉิน เสี่ยวเฟิง ทำให้ท่านแม่ทัพเริ่มสนใจและเอาใจใส่บุตรสาวคนนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางมีความสามารถที่ท่านแม่ทัพไม่คาดคิดว่าจะพบในลูกที่เกิดจากสาวใช้ นอกจากนี้ ความสามารถของนางยังสร้างโอกาสให้ท่านแม่ทัพได้หน้า ในฐานะพ่อผู้มีบุตรสาวที่มีความสามารถ แม้จะการเกิดจากสาวใช้ แต่ก็สามารถทำให้เขาภูมิใจและเพิ่มชื่อเสียงให้กับตระกูลได้เป็นอย่างดี

แม้ฉิน เสี่ยวเฟิง จะได้รับการดูแลและเอาใจใส่เป็นพิเศษจากท่านแม่ทัพฉิน หย่งเทียน ด้วยความสามารถและความฉลาดของนางที่ทำให้ท่านแม่ทัพตื่นตกใจ แต่ถึงอย่างนั้น ท่านแม่ทัพก็ยังคงเป็นแม่ทัพลักษณะนิสัยของเขานั้นก็ดังเดิมไม่เคยเปลี่ยน

บุตรที่เกิดจากสาวใช้คนอื่นๆ ยังคงมีชีวิตที่ลำบากและไม่เปลี่ยนแปลง พวกเขายังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากและข้อจำกัดในชีวิตที่ไม่แตกต่างจากเดิม การดูแลและความเอาใจใส่ที่ได้รับจากท่านแม่ทัพนั้นยังคงถูกจัดสรรให้กับฉิน เสี่ยวเฟิง เพียงผู้เดียว สำหรับคนอื่นแล้วถ้าไม่ทำตัวให้โดดเด่นก็เป็นเพียงแค่คนรับใช้ธรรมดา

 

 

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel