บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 7 พื้นที่แห้งแล้ง

เหอถงเดินถือไม้เล็ก ๆ ตรงมาตีนเขาด้วยใบหน้าบูดบึ้ง ความขุ่นมัวอัดแน่นอยู่เต็มอก ตั้งแต่เหอเหยาออกจากบ้าน งานทุกอย่างก็ไหลมาเป็นภาระของนางอยู่ฝ่ายเดียว จึงยิ่งรู้สึกน้อยใจหนักขึ้นทุกวัน ระหว่างกำลังบ่นพึมพำกับตนเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างที่กำลังคิดถึงอยู่พอดี

มุมปากเหอถงยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเย็น

“วันนี้ข้าเจอใครกันนี่…เจ้าไปขึ้นเขามาหรือ”

เหอเหยาเหลือบมองผู้อยู่เบื้องหน้า แววตาไร้อารมณ์นัก ต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด

“ใช่แล้ว”

“เจ้าพูดกับข้าอย่างไร ไม่มีหางเสียงเสียด้วย ข้าก็พี่สาวของเจ้านะ ว่าแต่ด้านหลังนั่น…เจ้าได้อะไรมากัน”

เหอถงก้มมองตะกร้าที่มีใบไม้คลุมไว้ พยายามมองลอดเข้าไป แม้จะไม่เห็นสิ่งใด แต่กลิ่นคาวปลาลอยออกมาจาง ๆ จนคาดเดาได้ไม่ยาก

เหอเหยาหาได้สนใจคำถามของอีกฝ่ายไม่ นางเพียงเร่งก้าวเพื่อเลี่ยงให้พ้น

“ข้าขึ้นไปหาของเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดหรอก พี่สาวคงมีธุระ ข้าขอตัวก่อน”

นางเบี่ยงตัวเพื่อผ่านไป แต่เหอถงกลับขยับมาขวางทางไว้

“จะรีบไปไหนกัน ไม่เปิดตะกร้าให้พี่สาวดูหน่อยไม่ได้หรือ หรือว่าแต่งออกไปแล้วก็คิดจะลืมคนที่เคยให้ข้าวให้น้ำเล่า”

ถ้อยคำเย้ยหยันนั้นทำให้แววตานางดูเหนือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เหอเหยาเงยหน้าขึ้นตอบอย่างไม่หวั่นไหว

“ข้าไม่ลืมหรอกเจ้าค่ะ ว่าบ้านหลังนั้นเคยเป็นของข้ามาก่อน และไม่ลืมด้วยว่าพวกท่าน ทำอะไร เอาไว้กับข้า แต่ท่านขวางเช่นนี้ หากแม่สามีของข้ารู้เข้า คงไม่พอใจนัก ท่านจะอธิบายให้ท่านลุงฟังอย่างไรเล่า”

น้ำเสียงของนางเรียบเฉียบ แววตานิ่งดุจคมมีด ไม่มีความจำเป็นต้องเสแสร้งอีกต่อไปแล้ว

“เจ้ากล้าพูดเช่นนี้กับข้า!”

เหอถงชี้นิ้วมาที่นาง แต่เสียงเบาลงอย่างชัดเจน ราวหวาดกลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยิน

“ความกล้าของข้า…ขึ้นอยู่กับการกระทำของท่าน”

เหอเหยาตอบ ก่อนเบี่ยงตัวเดินผ่าน จนร่างเหอถงเซไปเล็กน้อย

เหอถงกัดฟันแน่น ตะโกนไล่หลังด้วยความโกรธแค้น

“เจ้าช่างกล้านัก! ข้าจะสมน้ำหน้าเจ้า เมื่อพี่หวังอันตาย เจ้านั่นแหละจะเป็นหญิงม่ายไร้ค่าที่ไม่มีผู้ใดต้องการ!”

นางจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่เดินห่างออกไป มือกำแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น ข่มอารมณ์แทบไม่อยู่

ด้านเหอเหยา นางได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ไม่คิดเก็บมาใส่ใจ สามีของนางจะไม่ตาย เขาต้องฟื้นขึ้นมาแน่ แม้เมื่อก่อนนางจะลังเล แต่หลังมีหินวิเศษอยู่ในมือ นางมั่นใจถึงแปดส่วนแล้วว่าไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

ระหว่างทาง นางพบชาวบ้านอยู่ประปราย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยคุยกับใครนัก ตัวตนของนางในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากเด็กสาวไร้เงาอยู่แล้ว

เมื่อมองเห็นบ้านบนเนินสูงที่คุ้นตา เหอเหยาเร่งฝีเท้า เดินผ่านรั้วเข้าไป เห็นท่านป้าชุยหยูนั่งรออยู่ไม่ไกล

ชุยหยูพอเห็นเด็กสาวกลับมา นางก็รีบลุกขึ้นมารับด้วยรอยยิ้มกว้าง

“เจ้ากลับมาแล้วหรอกหรือ ข้าเป็นห่วงนัก กลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น”

สายตานางมองตะกร้าที่เหอเหยาหาบมาอย่างหนักอึ้ง คล้ายจะเดาได้ว่าภายในนั้นเต็มไปด้วยของมากเพียงใด

“ข้าไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ เส้นทางขึ้นเขานั้นข้าเดินจนชินแล้ว” นางวางตะกร้าลง ก่อนค่อย ๆ เปิดใบไม้ที่ปิดไว้อย่างแน่นหนาออก

“วันนี้ข้าเดินลึกเข้าไปกว่าเดิมเล็กน้อย ตรงนั้นมีลำธาร ปลามันชุกชุมยิ่งนัก ข้าจึงจับมาได้หลายตัวเจ้าค่ะ บางตัวตายแล้ว บางตัวยังดิ้นอยู่ รีบนำมันไปใส่น้ำเถิด ก่อนมันจะตายเสียหมด”

นางรีบเร่งลงจากเขาเพราะกลัวว่าปลาที่จับมาจะไม่ทันรอดชีวิต

“ได้ ข้าจะไปตักน้ำมา” ชุยหยูรีบวิ่งเข้าไปในครัว ตักน้ำมาใส่ให้ปลาที่ยังไม่ตาย ส่วนปลาที่ตายแล้วก็แยกไว้สำหรับทำอาหาร ปลาทั้งหมดตัวใหญ่จนน่าตกใจ พอกินได้อีกหลายวัน

“ยังไม่หมดเจ้าค่ะ ข้าเจอต้นท้ออยู่แถวนั้นด้วย ลูกของมันหวานมาก ท่านลองชิมสิเจ้าค่ะ ข้าคิดว่าพอเก็บของเสร็จจะขึ้นเขาอีกรอบเพื่อเอาลูกท้อลงมาเพิ่ม ก่อนคนอื่นจะไปเจอเข้าก่อน”

“ไม่ต้องไปตอนนี้หรอก แม้มีมากเกินไปก็เก็บไว้ไม่ได้ กินหมดเมื่อไร เจ้าค่อยขึ้นไปเก็บใหม่ก็พอ” ชุยหยูมองลูกท้อขนาดใหญ่สีสวยที่นางนำมา ไม่คิดว่าลูกท้อป่าจะโตได้ถึงเพียงนี้

“เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ” นางเงยหน้ามองตะวันที่เกือบตรงศีรษะ พลางคิดอยากลองนำน้ำวิเศษมาต้มรวมกับโสมป่า อาจช่วยให้พี่หวังอันดีขึ้นก็เป็นได้

“ท่านป้าต้มยาให้พี่หวังอันหรือยังเจ้าค่ะ” นางถามขึ้นเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก

“เพิ่งต้มเมื่อครู่นี้เอง เจ้าถามทำไมรึ” ชุยหยูเอียงคอมองเด็กสาวที่ดูท่าทางลุกลี้ลุกลน

“ข้าเพียงถามดูเจ้าค่ะ หากท่านยังไม่ได้ต้ม ข้าจะทำให้แทน”

นางส่งยิ้มบาง ๆ ก่อนอุ้มผลไม้เดินเข้าเรือนไป

ชุยหยูหัวเราะเบา ๆ “เจ้าคงเป็นห่วงว่าที่สามีของเจ้าล่ะสิ ไม่ต้องอายดอก ถึงวัยปักปิ่นเมื่อไร ข้าจะให้พวกเจ้าแต่งกันแน่นอน”

นางมองเด็กสาวด้วยความเอ็นดู หากได้เป็นสะใภ้ก็ดีไม่น้อย

“เจ้าค่ะ” นางตอบสั้น ๆ ไม่คิดพูดอะไรต่อ จึงเดินกลับเข้าครัว

เมื่อแน่ใจว่าป้าชินหยูไม่ได้ตามเข้ามา นางรีบเทน้ำในกระบอกไม้ไผ่ลงในหม้อยาที่ต้มไว้ จากนั้นใช้น้ำที่เหลือเทใส่ลงในโอ่งที่ใช้ประกอบอาหารด้วย หากน้ำจากหินวิเศษดีจริง อีกไม่นานพี่หวังอันคงฟื้นขึ้นมา

พอเก็บของเสร็จ นางเดินไปดูด้านหลังบ้านแล้วต้องหยุดนิ่ง เพราะพืชผักที่ปลูกไว้แห้งเหี่ยวจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม อากาศร้อนจัดหลายวันติดกัน อีกทั้งฝนไม่ตกมานาน ลำธารที่ไหลผ่านหน้าบ้านก็แห้งขอดจนเห็นก้นลำธาร

แม้บ้านป้าชุยหยูจะอยู่ติดลำธาร ผลผลิตยังไม่รอด แล้วบ้านอื่นเล่าจะเหลืออะไร

ชุยหยูเดินตามมาด้านหลังบ้าน ก่อนสายตาจะหยุดตรงร่างเล็กที่ยืนมองดินแตกระแหงด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย นางเองก็ถอนหายใจเมื่อเห็นผักที่ปลูกไว้ใกล้ตายเต็มที

“เจ้าอยากปลูกผักหรือ” นางเดินมายืนข้างหลังร่างเล็ก

“เจ้าค่ะ แต่ช่วงนี้แล้งหนักนัก ข้าไม่รู้ว่ามันจะรอดหรือไม่” เหอเหยาเอ่ยพลางมองดินแห้งแตกด้วยความหดหู่

ทั้งสองถอนหายใจออกพรืด ก่อนหันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะแผ่วเบา ราวกับหัวเราะใส่ความทุกข์ของตัวเองอย่างสิ้นหวัง

“ผักเหล่านี้…ข้าขอดูแลมันได้หรือไม่เจ้าค่ะ” นางอยากลองใช้น้ำจากหินวิเศษฟื้นมันดูสักครั้ง

“ได้สิ เจ้าจะทำอะไรก็ทำเถิด ในบ้านนี้ไม่มีใครว่าเจ้าอยู่แล้ว” ชุยหยูตอบอย่างอ่อนโยน ไม่อยากให้นางรู้สึกกดดัน

“ขอบคุณเจ้าค่ะที่ท่านเข้าใจข้า” นางยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับคิดถึงชาติก่อน วันที่ตนผลักไสคนดีเช่นนี้ ช่างน่าอับอายเพียงใด

หลังพูดคุยกันเสร็จ เหอเหยาถือถ้วยยาเดินเข้าห้องพี่หวังอันเหมือนทุกวัน แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางใช้น้ำจากหินวิเศษผสมลงไปด้วย

นางนั่งลงข้างเตียง มองถ้วยยาที่ถือไว้ครู่หนึ่ง ใจเต้นระส่ำ แต่เมื่อนางลองกินเองแล้วไม่เกิดอาการใด ย่อมต้องปลอดภัยสำหรับเขาด้วย

นางค่อย ๆ ตักยา มืออีกข้างประคองศีรษะเขาขึ้นเล็กน้อยให้กินได้ง่าย เมื่อป้อนจนหมด นางจึงนั่งเฝ้าดูสีหน้าของชายบนเตียง

ใบหน้าที่ซูบซีดนั้นเหมือนกำลังทุรนทุราย คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันราวกับต้องต่อสู้กับความเจ็บปวดภายใน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel