ตอนที่ 8 ฟืนคืนสติ
“เขาคงไม่เป็นอันใดหรอกนะ…” เหอเหยามองสีหน้าของคนบนเตียงด้วยแววตากังวล เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหน้าผากของนางยิ่งทำให้ความรู้สึกอัดแน่นในอกเพิ่มขึ้น
นางบรรจงใช้ผ้าขาวเช็ดไปตามกรอบหน้า แล้ววางมือเล็กทาบลงบนมือใหญ่ของเขาแผ่วเบา “ท่านต้องฟื้นขึ้นมาให้ได้ ข้าจะช่วยท่านเอง… ขอเพียงท่านอดทนไว้ก่อนเถิด” หัวใจของนางสั่นไหวเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าเขาค่อยคลายลง นางจึงถอนหายใจโล่งอก
หลายสิบวันผ่านไป หลังจากที่เขาได้กินยาจากโสมป่าที่นางนำมา ผิวพรรณของพี่หวังอันกลับผ่องใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่หลงเหลือเค้าความทรุดโทรมดั่งคนป่วยอีกแล้ว
“เหตุใดเขายังไม่ฟื้นขึ้นมาอีกเล่า โสมป่าที่เจ้าหามาก็ใกล้หมดแล้ว…” ชุยหยูเดินไปมา มือทั้งสองเกาะกันแน่น คิ้วขมวดมุ่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลไม่รู้จบ
เหอเหยารีบปลอบ “ท่านป้าควรใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ พี่หวังอันเพิ่งได้กินโสมป่าเพียงยี่สิบกว่าวัน ร่างกายที่ยังไม่ฟื้นก็ไม่ได้หมายความว่าอาการไม่ดีขึ้น ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานเขาต้องฟื้นแน่นอน ส่วนเรื่องโสมป่า… ข้าพบว่าบนเขายังมีเหลืออีกหนึ่งต้น ข้าจะขึ้นไปนำมันมาให้ท่านเจ้าค่ะ”
แรกเริ่มนางตั้งใจจะเก็บต้นนั้นไว้ขาย แต่เมื่อชายตรงหน้าไม่ฟื้นเสียที นางก็ทำได้เพียงสละทุกอย่างเพื่อช่วยเขา
“จริงหรือ!” ชุยหยูคว้ามือเหอเหยาไว้แน่น สีหน้าเปี่ยมความหวังทันที
“จริงเจ้าค่ะ หากได้อีกต้นมาช่วย ต้องทำให้พี่หวังอันฟื้นแน่นอน ท่านรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าจะรีบขึ้นเขาเดี๋ยวนี้เลย” เหอเหยายืดตัวขึ้น ตัดสินใจแน่วแน่ นางได้วางความหวังของชีวิตตนเองไว้กับคนบนเตียงผู้นั้นแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องฟื้นขึ้นมา
“ได้ รีบไปรีบมาเถิดนะ” ชุยหยูกล่าวพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ในแววตาของนางกลับมามีประกายอีกครั้ง เด็กสาวผู้นี้ช่างนำโชคมาสู่บ้านหลังนี้จริงแท้ หากลูกชายได้กินโสมป่าอีกต้น นางมั่นใจว่าเขาจะต้องได้สติคืนมา
เหอเหยาแบกตะกร้าออกจากเรือน นางไม่อยากเสียเวลาและยังไม่มั่นใจว่าโสมต้นนั้นจะยังอยู่หรือไม่ ระหว่างเดิน นางเอื้อมแตะหินวิเศษที่ห้อยอยู่บนลำคอ หวังจะให้อำนาจของมันช่วยเร่งอายุโสมให้เติบโตมากขึ้น
ไม่นานนักนางก็ขึ้นมาถึงเชิงเขา ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามก็พบต้นไม้ใหญ่ที่มีเถาวัลย์ปกคลุมแน่นหนา ดูเหมือนยังไม่มีผู้ใดค้นพบมัน
เมื่อแหวกใบหญ้าที่ปิดทับอยู่ นางก็พบโสมป่าลำต้นเล็กซ่อนอยู่ด้านล่าง นางตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่ หย่อนหินวิเศษลงไป แล้วตั้งจิตปรารถนาให้โสมต้นนี้มีอายุเพิ่มขึ้นหนึ่งร้อยปี แสงสีแดงที่กระพริบถี่ ๆ จนหยุดลงเป็นสัญญาณว่าสำเร็จ นางจึงรดน้ำวิเศษนั้นลงไปบนต้นโสมทันที
ไม่นานนัก โสมป่าต้นนั้นก็เติบโตจนลำต้นขยายเต็มที่ แม้เคยเห็นการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้มาก่อน แต่นางก็ยังไม่อาจชินได้ง่าย ๆ เมื่อมันหยุดโต นางใช้มีดค่อย ๆ แซะดินออกอย่างระมัดระวัง พบว่าลำต้นสูงกว่าเดิมมาก รากสีเข้มปลายเรียวเผยวงปีเด่นชัด คาดว่ามีอายุร้อยปีอย่างแน่นอน
นางห่อมันด้วยผ้าขาวเก็บซ่อนไว้ในสาบเสื้อชั้นใน และยังขุดรากเล็ก ๆ ติดมือกลับมาเพื่อทดลองปลูกเองอีกด้วย
เมื่อได้โสมตามต้องการ ความกังวลใจของนางก็ลดลง จึงมุ่งหน้าไปยังสวนผลไม้ป่าเพื่อตรวจต้นท้อที่เคยเก็บไว้ก่อนหน้า
ครั้นถึงที่หมาย นางพบว่าต้นท้อสุกเต็มต้น สีชมพูสวยสด แต่ใต้ต้นกลับไม่มีลูกใดร่วงหล่นแม้สักลูกเดียว ชวนให้แปลกใจไม่น้อย นางรีบเก็บพวกมันมากองไว้ด้านล่าง แล้วออกหาปลาเช่นเดิม คราวนี้ได้ปลาตัวใหญ่มาเพียงสิบตัวเพื่อไม่ให้หนักจนเกินไป
นางวางลูกท้อไว้ด้านล่างเช่นเดิม ก่อนใช้ใบไม้วางกั้นแล้วค่อยใส่ปลาลงไป อีกทั้งยังเก็บต้นไม้เล็ก ๆ อย่างต้นท้อที่งอกใหม่ พร้อมทั้งเด็ดรากดอกกุหลาบป่ามาด้วย นางตั้งใจจะปลูกพวกมันไว้ด้านหลังบ้านและตามแนวรั้ว ครานี้นางนำกลับมาเพียงห้าต้น ไว้ครั้งหน้าจะเข้าไปลึกกว่าเดิมอย่างแน่นอน
เมื่อรวบรวมทุกอย่างเสร็จ นางรีบก้าวเท้าลงเขาทันที พอกลับมาถึงบ้านก็เหลือบเห็นท่านป้าชินหยูเดินไปมาอย่างร้อนใจคล้ายกำลังรอคอยบางสิ่ง
“ท่านป้า ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้าง พลางวางตะกร้าลงจากหลัง
“กลับมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้าง ได้ของสิ่งนั้นมาหรือไม่?” ชุยหยูเอ่ยถามพร้อมมองเด็กสาวด้วยสายตาคาดหมาย
เหอเหยาพยักหน้าเบา ๆ “ได้เจ้าค่ะ ครั้งนี้ดูเหมือนว่าโสมป่าจะมีอายุมากกว่าคราวก่อนเสียอีก” นางยื่นห่อผ้าให้ท่านป้าชินหยูกางดูเอง
ทันทีที่ชุยหยูเปิดห่อผ้า รอยยิ้มก็ผุดขึ้นทั้งสองข้างแก้ม หากลูกชายของนางได้กินโสมป่าต้นนี้ เขาคงฟื้นขึ้นมาได้แน่ ทว่าในความยินดีก็ยังมีความกังวลแผ่วบางซ่อนอยู่
“เจ้าให้โสมป่าข้าตั้งสองต้นแล้วนะ หากเอาไปขาย เจ้าจะตั้งตัวได้เลย เช่นนี้จะไม่เป็นไรจริงหรือ?” น้ำเสียงของชินหยูอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พี่หวังอันเป็นสามีของข้า หากเขาฟื้นขึ้นมาได้ก็เป็นผลดีต่อข้ามากกว่า โสมป่าอาจหายาก แต่ก็ใช่ว่าจะหากันไม่ได้เสียทีเดียว แต่ชีวิตของพี่หวังอันมีเพียงชีวิตเดียวเจ้าค่ะ” นางเอียงคอตอบอย่างน่าเอ็นดู
ชุยหยูดึงร่างเล็กเข้ามากอดเบา ๆ “ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” นางไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดแทนคำนี้ได้อีกแล้ว
หลังพูดคุยกันครู่หนึ่ง เหอเหยาก็นำของที่เก็บมาออกมาจัดวาง ปลาที่ยังมีชีวิตนางนำไปใส่โอ่งน้ำ ส่วนปลาที่ตายแล้วก็นำไปเตรียมทำอาหาร
เรื่องอาหารส่วนมากเป็นท่านป้าชุยหยูที่ทำ นางจึงรับหน้าที่ซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน และบางวันก็ออกไปหาฟืนมาสำรองไว้
เวลาผ่านไปอีกห้าวัน ท่านป้าชุยหยูนำโสมป่าต้นที่สองไปต้มแล้วป้อนให้พี่หวังอันกิน ครานี้สีหน้าเขาไม่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดเช่นก่อน อีกทั้งเนื้อตัวก็สะอาดปราศจากคราบสีดำที่เคยซึมออกจากผิว หรือว่านี่จะเป็นสัญญาณที่ดีจริง ๆ
หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากเขาฟื้นขึ้นมา นางควรเอ่ยสิ่งใดกับเขาดี? เขาจะใจดีหรือจะยอมรับนางหรือไม่? หากไม่… นางคิดว่าจะทำข้อตกลงกับเขาบางอย่าง เมื่อสามารถตั้งตัวได้แล้ว นางก็จะจากไปทันที
ถึงท่านป้าชุยหยูอาจไม่เห็นด้วย แต่เมื่อวันนั้นมาถึงจริง นางก็ต้องยอมรับอย่างแน่นอน เพราะความลับของนาง… นางยังไม่อาจบอกใครได้เลยสักคน
คืนนั้นในยามดึก ร่างสูงที่นอนนิ่งมาเนิ่นนานรู้สึกว่าความหนักอึ้งที่กดทับร่างล้วนเบาบางลงอย่างประหลาด ความสบายแผ่ซ่านไปทั่วกาย
ดวงตาเรียวยาวดุจเหยี่ยวค่อย ๆ ลืมขึ้น เขาปรับสายตาให้ชัดเจนแล้วพบหลังคาที่คุ้นเคย แสงจันทร์สาดเข้ามาทำให้ห้องสว่างไสว
เมื่อทอดมองไปรอบ ๆ เขากลับเห็นร่างเล็กของใครบางคนนอนอยู่ข้างเตียง อีกฝ่ายหันหลังให้เขา และระหว่างที่เขายังสงสัยอยู่ว่านางเป็นใคร ร่างเล็กนั้นกลับพลิกตัวหันหน้าเข้าหาเขาพอดี
ใบหน้าเล็กหวานละมุนภายใต้แสงจันทร์ยิ่งดูอ่อนโยนงดงาม คาดว่านางยังเป็นเพียงเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเป็นแน่ แต่… นางเป็นใครกันเล่า?
