ตอนที่ 6 ความสามารถของหินวิเศษ
“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา
“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”
“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า”
เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาด
หลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้ว
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถูกรื้อเก็บจนแทบไม่เหลือเศษใดไว้ให้เก็บอีกแล้ว
เส้นทางราบที่เคยใช้เดินขึ้นเขาเป็นประจำยังคงเหมือนเดิม หากครั้งนี้นางตั้งใจจะเดินลึกเข้าไปมากกว่าทุกที เพราะจำได้ว่าในส่วนลึกของภูเขามีลำธารอีกสายหนึ่ง ลำธารที่เต็มไปด้วยปลา แตกต่างจากลำธารในหมู่บ้านที่แทบไม่เหลืออะไร เพราะถูกจับกินจนเกลี้ยง
ตลอดทาง เหอเหยาใช้ไม้ขนาดย่อมตีพงหญ้าเบื้องหน้าเพื่อป้องกันสัตว์มีพิษที่อาจซ่อนอยู่ เมื่อเดินจนถึงลำธาร น้ำที่ไหลผ่านนั้นใสจนมองเห็นปลาแหวกว่ายอยู่ภายในชัดเจน ทว่ามองเห็นไม่เท่าไร ก็ใช่ว่าจะจับกลับไปได้
“ข้าจะทำอย่างไรเล่า ปลาพวกนี้ว่ายไวเหลือเกิน จับด้วยมือคงไม่ไหวแน่” นางพึมพำกับตัวเองพลางถอนหายใจแรง ทั้งที่พูดพูดอวดใส่ท่านป้าชุยหยูไว้เสียดี แต่พอมาถึงจริง ๆ อาจต้องกลับบ้านมือเปล่า นางไม่ยอมเด็ดขาด จะต้องมีทางทำได้สิ
ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมา นางเคยเห็นคนขุดหลุมดักปลาในลำธารมาก่อน หรือควรลองวิธีเดียวกันดูสักครั้ง
เหอเหยาไม่รอช้า นางใช้มีดที่พกติดตัวขุดหลุมตื้น ๆ ในน้ำแล้วค่อย ๆ ลากก้อนหินจากริมลำธารมากั้นทางน้ำ แต่น่าแปลก… พอมือของนางจุ่มลงในลำธาร ปลาที่ควรจะว่ายหนีกลับว่ายเข้ามาหาแทน
“แปลกนัก…ทำไมไม่ว่ายหนี?”
แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ปลาพวกนั้นไม่ได้ว่ายเข้ามาหานาง ทว่ากลับว่ายเข้าหาหินที่นางผูกไว้ตรงข้อมือเสียมากกว่า พอนางลองยกมือลงจนหินจมน้ำ ปลาก็ว่ายเข้ามา พอยกมือขึ้นพ้นน้ำ พวกมันก็แตกกระเจิงหนีทันที
นางทดลองซ้ำอยู่นับครั้งไม่ถ้วน จนแน่ใจว่าปลาทั้งหมดไม่ได้สนใจนางเลย แต่อยากเข้าใกล้หินวิเศษนั้นต่างหาก
เหอเหยาจ้องหินที่ผูกอยู่บนข้อมือ ใบหน้าค่อย ๆ เผยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกเจ็บแผ่ว ๆ นี่มันของวิเศษชัด ๆ
เมื่อมั่นใจในความพิเศษของก้อนหิน นางจึงมัดหินเข้ากับไม้และให้หินจมลงในน้ำ ปลาหลายตัวก็ว่ายเข้ามารุมอีกครั้ง นางจึงสอดตะกร้าที่เตรียมไว้ใต้น้ำเฉียงให้รับตัวปลา รอจนมีจำนวนมากพอแล้วจึงยกตะกร้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
ปลาหลายตัวดิ้นพล่านอยู่ภายใน… นางจับมันได้แล้วจริง ๆ!
เมื่อยกตะกร้าขึ้นมาแล้ว นางเปิดดูด้านใน พบปลาหลายตัวดิ้นขลุกขลักอยู่ในนั้น ทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่ นางเลือกเก็บไว้เฉพาะตัวโต ส่วนตัวเล็กค่อย ๆ ปล่อยกลับลงลำธารดังเดิม
เหอเหยาทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนตะกร้ามีปลาจนเกือบครึ่ง จึงหยุดพัก เพราะหากเอาเพิ่มกว่านี้เกรงว่าจะหาบไม่ไหว ในความดีใจนั้นยังมีความสงสัยแทรกอยู่ไม่น้อย นางหยิบหินที่ผูกกับไม้ยาวขึ้นมาส่องกับแสงอาทิตย์ เห็นแสงกระพริบเบา ๆ ราวกับซ่อนความลับบางอย่างเอาไว้
ด้วยความอยากรู้ นางหยิบกระบอกน้ำขึ้นมาลองหย่อนหินลงไป เมื่อมองผ่านน้ำใสก็เห็นละอองสีฟ้าจาง ๆ ลอยพริ้วออกมาเป็นวง นางรู้สึกได้อย่างประหลาดว่าน้ำนี้มีคุณสมบัติพิเศษบางอย่าง จึงลองจิบชิมรสเพื่อดูว่าจะเป็นอันตรายหรือไม่
แต่ทว่า… ในยามที่น้ำไหลลงคอ กลับรู้สึกว่าร่างกายเหมือนได้รับพลังบางอย่างเพิ่มขึ้น ผิวพรรณดูจะชุ่มชื้นขึ้นเล็กน้อย นางมองมือตนเองพลางใจเต้นแรง ความอยากรู้อยู่ไม่น้อยก็ยังไม่อาจหยุดได้
เหอเหยานำหินจุ่มลงในน้ำอีกครั้ง ไม่รู้ว่านางคิดเช่นไรในตอนนั้น จู่ ๆ ก็อยากทดลองให้น้ำช่วยเร่งอายุไม้สักต้นให้เติบโตสิบปี ความคิดนั้นทำให้นางหัวเราะในลำคอ เพราะดูไม่น่าจะเป็นไปได้ ของวิเศษอะไรจะทำได้ถึงเพียงนั้นกันเล่า
แต่แล้วหินกลับวูบสว่างเป็นสีแดงติดกันสิบครั้ง นางชะงัก มองทุกความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่กล้ากะพริบตา ก่อนทอดสายตาไปยังต้นท้อเล็ก ๆ ต้นหนึ่งที่เพิ่งโผล่พ้นดินไม่เท่าไหร่
เหอเหยานำน้ำในกระบอกไปรดลงบนต้นท้อ นางนั่งรอด้วยหัวใจเต้นระส่ำ
ไม่นาน…
ต้นท้อเริ่มสั่นไหว ก่อนจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วต่อหน้าต่อตา เหอเหยาเบิกตากว้าง หัวใจเต้นถี่แทบหายใจไม่ทัน มือสั่นระริกแตะไปที่ลำต้นอ่อนที่ตอนนี้สูงท่วมหัว อีกทั้งยังมีลูกท้อสุกจัดผลใหญ่โผล่ออกมาเต็มกิ่ง
นางตีแขนตนเองแรงจนเจ็บจี๊ด “นี่ข้าไม่ได้ฝันใช่หรือไม่!” ความเจ็บทำให้นางได้สติ ก่อนจะกระโดดลุกขึ้นด้วยความดีใจจนน้ำตาคลอ ไม่เคยมีครั้งใดที่นางรู้สึกมีความหวังเช่นวันนี้
หากครอบครองสิ่งนี้ นางย่อมมีทางรอดในโลกโหดร้ายใบนี้แน่นอน
นางมองหินที่กลับมาสงบนิ่งด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง จากเดิมที่ผูกไว้กับข้อมือ นางรีบถอดออกแล้วร้อยเป็นสร้อยคอเพื่อซ่อนมันไว้ไม่ให้ใครเห็น
“เอาไว้กลับเรือน ข้าจะหาเชือกมาร้อยเจ้าให้ดีขึ้น” นางกระซิบกับหินที่ซ่อนอยู่ในคอเสื้อด้วยความปลื้มปิติจนยิ้มไม่หุบ
ดวงตาเหลือบไปยังต้นท้อที่เพิ่งเติบโตเต็มที่ ผลที่สุกงอมล่อสายตาเสียจนอดใจไม่ไหว เหอเหยารีบปีนขึ้นไปเก็บลงมา แล้วกัดชิมคำแรก รสหวานฉ่ำละมุนจนแทบหลับตาพริ้ม หากเอาไปขายก็คงได้ราคาดีนัก แต่หากปลูกไว้ที่สวนหลังเรือนก็คงจะดีไม่แพ้กัน
นางเก็บลูกท้อทั้งหมดใส่ก้นตะกร้าแล้ววางปลาทับด้านบน ก่อนหาบกลับลงเขาด้วยความทุลักทุเล ทั้งผลท้อและปลาล้วนหนักจนนางต้องพักหลายครั้งกว่าจะกลับมาถึงเส้นทางของหมู่บ้านได้
แรกทีเดียวตั้งใจจะแวะดูต้นโสม แต่ตอนนี้หลังแทบจะหัก ไม้แห้งที่ตั้งใจจะหาก็หมดปัญญาแบกลงไปด้วย สุดท้ายนางต้องเลือกเฉพาะของที่จำเป็นที่สุดติดตัวกลับเรือน
ทว่าในระหว่างที่เดินกลับ จู่ ๆ นางก็พบคนที่ไม่อยากเจอที่สุด…เหอถง
นางมายืนอยู่ตรงตีนเขาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ช่างน่าแปลกเสียจริง
