ภรรยาเด็กของบันฑิตผู้หลับไหลพร้อมหินวิเศษ

120.0K · อัพเดทล่าสุด
ฤดูหนาวที่เงียบเหงา
59
บท
2.0K
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เหอเหยาย้อนเวลากลับมาในช่วงอายุสิบสามปี ก่อนจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาตนเองให้หลุดพ้นจากความตาย โดยครั้งนี้นางเลือกที่จะแต่งงานกับบันฑิตผู้ซึ่งนอนไม่ได้สติมาหลายเดือน ยอมเป็นม่ายดีกว่าถูกกลั่นแกล้งจนตาย

นิยายจีนโบราณนักศึกษานางเอกเก่งเหนือธรรมชาติ สัมพันธ์ครอบครัวเกิดใหม่เรื่องมหัศจรรย์ปลูกผักจีนโบราณโรแมนติก

ตอนที่ 1 ย้อนเวลากลับมาอีกครั้ง

เสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนา

ดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว

‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’

เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิด

นางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสาม

หรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพราะอีกไม่กี่วัน ท่านป้าชุยหยูจะมาขอซื้อนางไปเป็นภรรยาของลูกชายที่ป่วยติดเตียง

ครั้งนั้น นางปฏิเสธสุดกำลังจึงหนีออกจากบ้านอยู่ระยะหนึ่ง พอกลับมา นางก็ได้รู้ว่าบุรุษลูกชายป้าชุยหยูเสียชีวิตแล้ว จนจวบอายุยี่สิบ นางจำต้องทำงานทุกอย่างที่บ้านตระกูลเหอ ไม่ได้แต่งงานกับผู้ใด และยังถูกครหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พี่หวังอันตาย ไม่มีชายใดกล้าเข้ามาสู่ขอ

แต่ชาตินี้… นางจะไม่ยอมให้ตนเองถูกรังแกอีกต่อไป แม้ต้องแต่งให้พี่หวังอันแล้วเขาจะตาย นางก็ยังถือว่ามีสถานะเป็นม่าย ดีกว่าทนอยู่ในบ้านนี้จนตายอย่างไร้ค่า

เมื่อคิดแผนการลาง ๆ ในใจ เหอเหยาก็ค่อย ๆ พยุงร่างอ่อนแรงลุกขึ้น นางมองไล่รอบห้องที่เคยเป็นสถานที่ซึ่งนางสิ้นลมหายใจในชาติที่แล้ว ความเจ็บปวดพลันแล่นกลับมา แต่ครั้งนี้มีความมุ่งมั่นก่อตัวอยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ปึง! ปึง! เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ! หากยังมีลมหายใจ ก็รีบลุกไปทำงานเสียที!”

เสียงเหอถงดังขึ้นพร้อมแรงเคาะประตูอย่างรำคาญ ราวกับไม่อยากเหยียบย่างมาที่นี่ด้วยซ้ำ

เหอเหยาฝืนร่างหนักอึ้งไปเปิดประตู พบหญิงสาววัยสิบห้าปีผู้มีใบหน้าคุ้นเคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

“เหอถง… ข้ารู้แล้ว” นางตอบเสียงเบา ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะถกเถียงกับพี่สาวผู้นี้

“ยังไม่ตายงั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงเอาแต่นอนอยู่ได้!” เหอถงปรายตามองนางอย่างดูแคลน

“ข้าเพิ่งฟื้น เดี๋ยวข้าไปทำงาน” นางพยายามรักษาน้ำเสียงให้นุ่มนวลที่สุด จนกว่าจะย้ายออกไป นางต้องเก็บตัวเงียบเช่นเดิม

“ให้มันจริงเถิด หากไม่อยากถูกมารดาของข้าตี ก็รีบลุกไปทำงาน” เหอถงพูดจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป

เมื่อเสียงฝีเท้านั้นหายไป เหอเหยานั่งลงบนเตียงอีกครั้ง มือเล็กบีบนวดร่างกายที่ยังอ่อนแรงเพื่อให้พอขยับได้ นางสูดลมหายใจลึกก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องอย่างยากลำบาก

ณ บ้านหลังหนึ่งซึ่งปลูกด้วยอิฐแดงอย่างประณีต หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังนั่งข้างเตียงของเด็กหนุ่มที่หลับใหลไม่รู้สึกตัว ราวกับดวงวิญญาณถูกพันธนาการไว้

“หวังอัน… ตื่นเถิดลูก แม่รอเจ้ามานานแล้ว”

นางลูบใบหน้าลูกชายคนเดียวด้วยมืออันสั่นเทา เขานอนนิ่งเช่นนี้มานานถึงสามเดือน นับตั้งแต่กลับมาจากการสอบฉิวไฉ่ที่เขาคว้าอันดับหนึ่ง ทว่าไม่นานหลังจากนั้น กลับล้มป่วยและไม่ได้สติอีกเลย

นางก้มหน้าร้องไห้จนน้ำตาแทบกลายเป็นเลือด ลูกชายคนเดียว… ความหวังทั้งหมดของครอบครัว ดันมานอนเป็นผักอยู่ตรงหน้า

ในยามสิ้นหวัง นางพลันนึกถึงคำพูดของพระภิกษุท่านหนึ่ง เขาเคยกล่าวไว้ว่า ผู้ที่จะยื้อชีวิตของลูกชายได้ จะต้องเป็นหญิงสาวที่เกิดวันที่หนึ่ง เดือนหนึ่ง และเกิดในคืนเดือนเพ็ญ แต่นางออกตามหาเท่าไรก็ยังไม่พบหญิงสาวที่เกิดในวันนั้นเลยสักคนเดียว…

นางพยายามทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้แล้ว นางยกถ้วยข้าวต้มขึ้น ก่อนค่อย ๆ ป้อนให้ลูกชายทีละคำ ยังดีที่เขายังคงมีกำลังพอกลืนอาหารได้บ้าง หากถึงวันที่เขาไม่อาจทำเช่นนี้ได้อีก… นางไม่กล้าคิดให้ใจเจ็บปวดยิ่งไปกว่านี้

เมื่อเช็ดตัวลูกชายเรียบร้อยแล้ว ชุยหยูจึงเดินออกมายังหน้าชานบ้าน แสงอาทิตย์ยามเช้าสะท้อนลงบนลำธารใสที่ไหลผ่านหน้าบ้าน ทำให้นางพลอยคิดถึงวันวานสมัยสามียังมีชีวิต เขาเคยเก็บหอมรอมริบสร้างบ้านหลังนี้ไว้บนเนินเล็ก ๆ ริมลำธาร เป็นทำเลที่ดีนัก หากชะตาไม่เล่นตลก ครอบครัวของนางคงดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขไปแล้ว

แต่สวรรค์กลับไม่เมตตา สามีผู้เป็นเสาหลักของบ้านจากไปอย่างกะทันหัน เรื่องนั้นผ่านมาถึงเจ็ดปีได้แล้ว แม้ความเศร้าจะฝังลึก แต่นางก็ทำใจยอมรับได้ในที่สุด สิ่งที่ทำให้นางยืนหยัดอยู่ได้ มีก็เพียงลูกชายเพียงคนเดียวที่คอยปลอบประโลมใจ

ขณะที่สายตาเหม่อมองสายน้ำ นางก็สะดุดเข้ากับร่างเล็กตรงลำธาร เด็กสาวคนนี้นางเห็นอยู่เสมอ มักมาตักน้ำเป็นประจำ

‘ใช่สิ ข้าไม่เคยรู้วันเดือนปีเกิดของเด็กผู้นี้เลย’

ตอนนี้นางไม่สนใจว่าเด็กสาวผู้นี้เป็นใคร มาจากที่ใด ขอเพียงตรงตามที่พระภิกษุท่านนั้นบอก นั่นย่อมเพียงพอแล้ว

ไม่รอช้า ชุยหยูรีบก้าวฉับตรงไปยังลำธาร นางยืนอยู่ด้านหลังร่างเล็กที่กำลังตักน้ำ ดูจากแผลบนศีรษะ คงเพิ่งผ่านเหตุร้ายมาไม่นาน

“เจ้าชื่อเหอเหยาใช่หรือไม่” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อย

เหอเหยาได้ยินเสียงที่รอคอยมานาน นางวางกระถังน้ำลง ก่อนหมุนตัวกลับไปมองหญิงร่างบอบบางใบหน้าอ่อนโยนตรงหน้า

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านคือเจ้าของบ้านบนเนินนั้นใช่หรือไม่” นางชี้ไปยังบ้านอิฐแดงหลังงดงามที่ตั้งโดดเด่นอยู่

“ใช่นั่นเป็นบ้านของข้าเอง ข้าขอถามอันใดเจ้าอย่างหนึ่งได้หรือไม่… เจ้าเกิดวันที่เท่าใด?” น้ำเสียงของชุยหยูสั่นเล็กน้อยราวกับกำลังกลั้นลมหายใจรอฟังคำตอบ

เหอเหยาทำหน้าสงบ แต่แววตาแอบสั่นระริกด้วยความหวัง

“ข้าเกิดวันที่หนึ่ง เดือนหนึ่งเจ้าค่ะ”

ดวงตาของชุยหยูสว่างวาบ นางพยายามกลั้นความดีใจจนตัวสั่น

“แล้ว…เจ้าเกิดวันแรมใดหรือ” ผ้าเช็ดหน้าในมือถูกกำแน่นจนสั่น

“แรมจันเพ็ญเจ้าค่ะ” เหอเหยายิ้มบาง ๆ พลางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่ม

เพียงได้ฟัง ชุยหยูถึงกับน้ำตาริน ‘ในที่สุด…ข้าก็พบผู้ที่มีชะตาเชื่อมโยงกับลูกชายของข้าแล้ว’

นางเอื้อมมือไปจับมือเล็กตรงหน้า สายตากวาดสำรวจใบหน้าที่แม้ยังเยาว์วัย แต่งดงามสะดุดตา นางพยักหน้าอย่างพอใจ เด็กกำพร้าผู้นี้ทั้งขยันและอ่อนโยน หากถึงวัยปักปิ่น นางต้องกลายเป็นหญิงงามผู้หนึ่งอย่างแน่นอน

“ท่านป้าเป็นอันใดหรือเจ้าค่ะ” เหอเหยาถามด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นหญิงตรงหน้าร้องไห้ไม่หยุด

“ป้าขอร้องเจ้าได้หรือไม่…ช่วยป้าได้หรือไม่” ชุยหยูเสียงสั่น วิงวอนจากก้นบึ้งหัวใจ นางไม่อาจบังคับใครมาแต่งงานกับลูกชายได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ลูกของนางจากไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้

“มีสิ่งใดให้ข้าช่วยเจ้าคะ” เหอเหยาเอ่ย แม้รู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งใดกำลังจะตามมา

“เจ้าช่วยมาแต่งงานกับลูกชายของป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวังและความกลัวปะปน

“แต่งงานหรือเจ้าคะ แต่ทว่า…ลูกชายของท่าน…” เหอเหยาเอ่ยพร้อมสีหน้าเศร้าลึก

“ใช่…เด็กสาวใดก็คงไม่อยากแต่งกับบุรุษที่นอนหลับไร้สติ ป้ารู้…มันคงเหลือเกินสำหรับเจ้า หากเขาไม่ฟื้น เจ้าก็ต้องเป็นม่ายตั้งแต่วัยสาว…” น้ำเสียงของชุยหยูสั่นเครือ นางก้มหน้าเหมือนยอมรับความจริงที่เจ็บปวด

แต่ทันใดนั้นเอง เสียงหวานนุ่มของเด็กสาวก็ดังขึ้น

“ข้าแต่งเจ้าค่ะ”

เหอเหยายิ้มบาง ๆ ตอบออกมาอย่างหนักแน่น