ตอนที่ 5 พบหินตกจากฟ้า
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้
“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่ม
เมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลย
นางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา
เมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอ
นางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนาง
หรือว่านางเห็นผิดไปเอง?
นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว
“เป็นอย่างไรบ้าง เขากินยาหมดหรือไม่?” ชุยหยูเงยหน้าขึ้นถามทันทีที่เห็นนางกลับมา
“หมดเจ้าค่ะ เพียงแต่…หลังดื่มยาแล้วพี่เขามีเหงื่อออกทั่วใบหน้าด้วย” นางรายงานอาการอย่างละเอียด
“จริงหรือ เจ้าก็เห็นเช่นนั้น? ตั้งแต่ข้าให้เขากินโสมป่าต้ม ทุกครั้งหลังกลืนยาไม่นานเขาจะเหงื่อออกมาเช่นนี้ อาการก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นเลย”
หรือว่าก่อนหน้านี้ข้าจะไม่ได้ให้ลูกชายกินโสมกันนะ… ชินหยูคิดพลางขมวดคิ้วน้อย ๆ
“เช่นนั้นก็นับว่าเป็นสัญญาณดี อีกไม่นานพี่หวังอันคงฟื้นขึ้นมาแล้ว” นางกล่าวด้วยความหวัง ทำให้หัวใจของชินหยูเหมือนถูกแต้มด้วยแสงสว่าง
ดวงตาของสตรีสูงวัยเปล่งประกายมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เพียงลูกฟื้นขึ้นมา…นางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว
หลังพูดคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ทั้งสองก็นั่งรับประทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างเรียบง่าย รอยยิ้มที่มอบให้กันแฝงไว้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้นกว่าครั้งแรกที่พบกันนัก ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพัก
เหอเหยาต้องพักในห้องเดียวกับพี่หวังอัน เผื่อว่าเขาอาจมีอาการใดผิดปกติในยามค่ำคืน ป้าชุยหยูแม้จะเป็นห่วงลูกชาย แต่เมื่อเห็นว่าร่างกายตนเองล้าจนแบกภาระไม่ไหว นางจึงรับหน้าที่เฝ้าแทน
คืนนี้เป็นคืนที่สามที่นางนอนในห้องนี้ แต่กลับรู้สึกแปลกนัก เพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เลย นางลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง มองออกไปยังดวงจันทร์กลมโตที่ทอแสงเจิดจ้า รัศมีนวลทำให้มองเห็นสวนเล็ก ๆ ด้านนอกได้ชัดเจน
ระหว่างที่สายตากำลังหลงใหลในความงามของคืนเดือนเพ็ญ พลันมีประกายแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ตกลงบนพื้นสวนเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
สิ่งนั้นคืออะไรกัน… แววตาของนางสั่นไหวด้วยความสงสัย
เมื่อความอยากรู้มีมากกว่าอาการเหนื่อยล้า เหอเหยาจึงเปิดประตูออกไปยังสวนหลังเรือนทันที เมื่อนางเดินไปถึงจุดที่แสงนั้นตกลงมา ก็พบเพียงก้อนหินขนาดเล็กที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ได้กลิ่นแล้วสบายตัวไม่น้อย
เมื่อจับก้อนหินเล็กขึ้นมาดู พบว่าด้านในของมันทึบสนิท ราวกับเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่บางส่วนกลับมีเสี้ยนคมบาดมือโดยที่นางไม่ทันระวัง ความเจ็บแปลบแล่นผ่านเมื่อเห็นเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อย เลือดหยดนั้นกระทบกับแผ่นหินจนเกิดแสงวาบขึ้นมาแผ่วหนึ่ง ความประหลาดนี้ทำให้นางรู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงเก็บหินก้อนนั้นกลับมาที่ห้องด้วย
เมื่อกลับเข้ามา นางเห็นว่าพี่หวังอันยังคงหลับนิ่ง ใบหน้าของเขามีเหงื่อผุดพรายอีกครั้ง นางหยิบผ้ามาเช็ดอย่างอ่อนโยน ดวงตาค่อย ๆ สำรวจกรอบหน้าของเขาในแสงจันทร์ เผลอยกมือลูบปลายนิ้วไปตามแนวกรามอย่างแผ่วเบา
‘บุรุษผู้นี้…จะกลายมาเป็นสามีของข้าหรือ’ นางคิดอย่างไม่แน่ใจ ทั้งชีวิตไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่ผ่านมา นางไม่เคยได้ใกล้ชิดกับบุรุษคนใดอย่างนี้เลย เมื่อตระหนักว่าตนลูบใบหน้าของเขานานเกินควร จึงรีบดึงมือกลับ
ทว่าเมื่อเห็นมือของตนมีรอยเลือดแห้งเกาะอยู่ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าไปได้บาดแผลนี้มาตอนไหนกันนะ…หรือจะเป็นเมื่อครู่” นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ
ก่อนล้มตัวลงนอนด้านล่างเตียง นางหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากมัน…เบาสบายและหอมอ่อน ๆ ราวกับช่วยให้ผ่อนคลาย จึงวางมันไว้ใต้หมอนก่อนจะค่อย ๆ หลับไป
ยามร่างเล็กหลับสนิท แสงจาง ๆ ละมุนตาได้ไหลออกจากหินใต้หมอน แผ่คลุมคนทั้งสองในห้องอย่างเงียบงัน โดยไม่มีใครรู้ตัวแม้แต่น้อย
รุ่งเช้าวันต่อมา เหอเหยาตื่นขึ้นพร้อมความสดชื่นไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อน นางเหลือบมองชายบนเตียงที่ยังคงนอนนิ่งดังเดิม ก่อนลุกขึ้นจัดที่นอน หินก้อนเล็กกลิ้งตกลงมาอยู่ตรงหน้า เป็นก้อนเดิมที่เก็บมาเมื่อคืนนี้ พอเห็นในยามเช้าแล้วกลับดูน่ารักอย่างประหลาด นางจึงหาเชือกเส้นเล็กมาผูกแล้วสวมไว้ที่ข้อมือ
เสียงประตูเปิดขึ้นช้า ๆ เหอเหยาเงยหน้าไปเห็นท่านป้าชุยหยูยกถังน้ำและผ้าเช็ดตัวเข้ามา
“เจ้าตื่นแล้วหรือ เมื่อคืนมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่” นางเอ่ยถาม
“เมื่อคืนพี่หวังอันมีเหงื่อออกอีกครั้งเจ้าค่ะ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ” เหอเหยาเล่าเท่าที่เห็น โดยไม่กล่าวถึงเรื่องของหินก้อนนั้น
ชินหยูพยักหน้าเบา ๆ
“เขาไม่มีอาการอื่นเพิ่มใช่หรือไม่…เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว ป้าจะเช็ดตัวให้เขาก่อน เจ้าไปเตรียมสิ่งอื่นเถิด” สีหน้าของนางผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนหันไปดูแลลูกชายด้วยความหวังเช่นทุกวัน
เมื่อเห็นดังนั้น เหอเหยาจึงไม่รบกวน ทั้งเดินไปยังครัวเพื่อเตรียมอาหาร ขณะเปิดถังข้าว นางก็พบว่ามีข้าวเหลือน้อยลงทุกที ฟืนที่เหลืออยู่ก็แทบจะใช้ไม่พอ นางคิดว่าคงต้องขึ้นเขาไปหาอาหารและเก็บฟืนไว้สำรองเสียบ้าง
ตอนนี้นางรับรู้แล้วว่าเสบียงในเรือนใกล้จะหมดลงทุกวัน เงินที่ท่านป้ามีก็ลดน้อยลงเพราะต้องซื้อยาให้พี่หวังอันรักษาตัว
หลังทำอาหารเสร็จ นางยกยาต้มไปป้อนให้เขาเช่นทุกวัน เมื่อเสร็จแล้วจึงกลับมานั่งกินข้าวร่วมกับท่านป้าชุยหยู พลางจับสังเกตสีหน้าของนางอย่างเงียบ ๆ เหอเหยารู้ดีว่าท่านป้ามักเก็บความลำบากไว้ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นห่วง แต่ครั้งนี้นางไม่อาจนิ่งเฉย
“ท่านป้าชุยหยูเจ้าค่ะ อาหารในเรือนแทบไม่เหลือแล้ว ฟืนก็ลดลงมาก ข้าคิดว่าจะขึ้นเขาไปหาอาหารสักหน่อยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนางนุ่มนวลแต่แฝงความตั้งใจ
มือของชุยหยุที่ถือช้อนอยู่ชะงักลงทันที ใบหน้าไหวสะท้อนความกังวล
“ป้าคงปิดบังเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้ามาลำบาก เงินในบ้านแต่เดิมมีเพียงสามีของป้ากับลูกชายเป็นคนหา พอหวังอันล้มป่วย ทุกอย่างก็หมดไปกับค่ายาของเขา…” นางถอนหายใจพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย
เหอเหยาจับมือท่านป้าแผ่วเบา
“ท่านป้าอย่าได้กังวลเลยเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องอาหารข้าจัดการได้ แม้อายุเพียงสิบสามปี แต่ก่อนข้าก็เป็นคนดูแลเรื่องปากท้องของเรือนหลังเก่ามาตลอด ยังไงต้องหาทางได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานหวังให้ป้าชุยหยูคลายใจลง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
