ตอนที่ 3 สู่ขอเจ้าสาว
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกัน
เหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน
“ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน
เกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน
“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอ
ได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก
“เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีก
ชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ”
“สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไม่เคยรู้เลยว่านางมองหาสตรีเช่นใด
เหอถงที่ได้ยินก็รู้สึกอิจฉาวูบหนึ่ง ทว่าเมื่อคิดถึงพี่หวังอันผู้ยังนอนหลับไม่รู้สึกตัว นางก็ลดความริษยาลงทันที ดีเสียอีก หากนางนั่นแต่งออกไป แล้วพี่หวังอันตายลง นางก็ต้องกลายเป็นหญิงม่ายเช่นเดียวกับท่านป้าชุยหยูแน่นอน
“แล้วท่านจะขอหลานสาวข้าเท่าใด” เกาเหออดถามขึ้นไม่ได้ ขอใครก็ช่าง หากไม่ใช่ลูกสาวของนางก็เพียงพอแล้ว
เหอยู่ปรายตาดุใส่ภรรยาเล็กน้อยก่อนเอ่ยขึ้น “แต่หลานสาวข้าเพิ่งอายุสิบสาม นางยังไม่ถึงวัยปักปิ่น เรื่องนี้อาจทำให้ครอบครัวข้าเสียชื่อได้”
ชุยหยูได้ฟังแล้วก็โล่งใจที่อย่างน้อยเขาไม่ได้ปฏิเสธทันควัน นางเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา “เรื่องนั้นข้ามิได้ให้พวกเขาเข้าหอ เพียงแต่แต่งหมั่นหมายเอาไว้ก่อนเท่านั้น ข้าขอสู่ขอนางด้วยเงินสี่ตำลึงเงินเจ้าค่ะ”
“สี่ตำลึงหรือ!” เกาเหอเบิกตากว้าง ช่วงนี้เงินในบ้านร่อยหรอไม่น้อย ได้เงินก้อนนี้ก็นับว่าดี นางเหลือบมองสามีด้วยความคาดหวัง
เหอยู่เห็นสายตาของภรรยาก็พอเข้าใจ แต่งไปอยู่บ้านของสตรีผู้นี้ก็คงดีกว่าอาศัยที่บ้านเขา ถึงหวังอันจะยังนอนนิ่งไร้สติ อย่างน้อยนี่ก็เป็นหนทางเดียวที่เขาพอจะช่วยให้หลานของน้องชายมีชีวิตดีขึ้นได้บ้าง ทว่า…ราคาสี่ตำลึงเงินนั้นช่างน้อยเกินไป
“หลานสาวของข้ามีค่าเพียงเท่านี้หรือ” เหอยู่เอ่ยขึ้นอย่างหนักแน่น อย่างน้อยเงินสินสอดก็ต้องพอเป็นค่าเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก
ชุยหยูเห็นสีหน้าเคร่งของเขา ก็ลอบเม้มปาก ชายผู้นี้ภายนอกทำท่ามีศีลธรรม แต่คำพูดช่างแฝงความตระหนี่ไม่น้อย
“เช่นนั้น ข้าให้ห้าตำลึงเจ้าค่ะ มากกว่านี้เกรงว่าข้าจะให้ไม่ได้แล้ว” เงินที่เหลือต้องเก็บไว้ซื้อยารักษาลูกชาย
“ดี ห้าตำลึงก็ห้าตำลึง เหอถง ไปตามน้องสาวของเจ้ามา” เหอยู่รีบเร่งตัดสินใจ เพราะห้าตำลึงถือว่าไม่น้อยสำหรับการแต่งงานในหมู่บ้าน
เหอถงแม้จะไม่พอใจนักกับราคาที่ชุยหยูเสนอ แต่สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงกลืนความขุ่นเคืองไว้ นางมิได้อยากไปเป็นภรรยาบัณฑิตที่นอนเป็นผักอยู่แล้ว
“เหอเหยา ท่านพ่อเรียกให้เจ้าไปพบ” นางมองสภาพมอมแมมของเด็กสาวตรงหน้า พร้อมยิ้มน้อย ๆ ที่มุมปาก
เหอเหยารอเวลานี้อยู่ก่อนแล้ว นางวางของในมือลง แสร้งทำท่าอ่อนแอพลางเดินออกไปอย่างน่าสงสาร นางเห็นท่านป้าชุยหยูตั้งแต่ยืนที่หน้าประตู แสดงว่าข้อตกลงระหว่างกันคงมาถึงเวลาที่ต้องนำมาใช้จริงแล้ว
“ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ” นางเหลือบมองทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ ก่อนเลือกนั่งลงห่างออกมาเล็กน้อย
“เจ้ามาแล้วหรือ วันนี้มีคนมาขอเจ้าแต่งงาน เจ้าคิดอย่างไรบ้าง” เหอยู่พูดพร้อมส่งสายตากดดันเล็กน้อย
“แต่งข้าหรือเจ้าคะ แต่ข้าเพิ่งอายุสิบสามปีเอง” นางเอียงคอทำท่าแปลกใจ
“สิบสามแล้วอย่างไร อีกเพียงสองปีเจ้าก็ถึงวัยปักปิ่น สามารถแต่งงานได้แล้ว อีกอย่าง…การแต่งออกไปก็นับเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พวกเราดูแลเจ้ามา” เกาเหอรีบเอ่ยขึ้นด้วยกลัวว่าเหอเหยาจะปฏิเสธ
เหอยู่เห็นภรรยาเริ่มพูดมากเกินงาม จึงส่งสายตาดุมองให้นางสงบปาก
“ข้าไม่บังคับเจ้า แต่เจ้าก็อย่าลืมว่าตลอดหลายปีนี้ ใครเลี้ยงดูเจ้ามา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ หากแฝงแรงกดดันอยู่ไม่น้อย พลางเหลือบมองหลานสาวที่ก้มหน้าอยู่
“ข้าขึ้นอยู่กับท่านลุงเจ้าค่ะ” เหอเหยาก้มหน้าแสร้งทำท่าอ่อนหวาน แต่ปลายมุมปากกลับยกขึ้นอย่างยากจะมองเห็น
“เช่นนั้นก็ดี เจ้าก็แต่งกับลูกชายของนางเถอะ อย่างไรหวังอันก็เป็นบัณฑิต ถือว่าข้าหาคู่ที่ดีให้เจ้าแล้ว” เหอยู่ยิ้มอย่างพึงใจที่หลานสาวไม่ขัดใจ
“เจ้าค่ะ” นางตอบเบา ๆ แม้ในใจยิ้มเยาะ คำพูดดูงดงาม แต่แท้จริงก็เพื่อแลกเงินค่าตัวของนางเท่านั้น
“ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้ข้ารับตัวนางเมื่อใดดี” ชุยหยูถามพลางมองเด็กสาวแวบหนึ่ง ถึงจะเห็นว่าเหอยู่พูดดูดี แต่แท้จริงแล้วเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่น้อย
“อีกสองวันท่านค่อยมารับนางกลับไปเถอะ ถึงอย่างไรนางก็เป็นหลานสาวของข้า ควรมีเวลาได้ร่ำลากันบ้าง” เหอยู่ทำเสียงเศร้าเล็กน้อย
“เช่นนั้นสองวัน ข้าจะมารับนางไป แต่เรื่องนี้…ควรเขียนสัญญาไว้เสียหน่อย ดีหรือไม่” ชุยหยูเอ่ยด้วยความระมัดระวัง
“ได้สิ เหอถง ไปนำพูกันจากห้องข้ามา” เขาสั่งลูกสาวด้วยน้ำเสียงเข้ม
เมื่อได้หมึกและพู่กัน เหอยู่จึงร่างสัญญาตามที่ตกลง นับแต่นี้เหอเหยาไม่ใช่คนของบ้านหลักอีกต่อไป เมื่อแต่งออกไปแล้วถือว่าเป็นคนอื่น หากวันหนึ่งฝ่ายใดได้ดี ก็ห้ามเรียกร้องใด ๆ ต่อกันอีก เหอยู่เขียนตามที่ชุยหยูขอ หญิงผู้นี้ช่างรอบคอบนัก
“เท่านี้ท่านพอใจหรือไม่” เหอยู่ยื่นสัญญาให้ทั้งสองประทับลายนิ้วมือ ก่อนแบ่งกันเก็บคนละฉบับ
ชุยหยูอ่านแล้วพยักหน้าเบา ๆ “ตรงทุกประการเจ้าค่ะ นี่ค่าสินสอด ห้าตำลึงเงิน” นางส่งถุงเงินให้ เหอยู่รับไว้พร้อมเหลือบตามองเหอเหยาเพียงครู่ ก่อนชุยหยูเดินออกไปจากเรือนตระกูลเหอ
“ท่านพ่อ…เช่นนี้ดีแล้วหรือ แล้วใครจะทำงานบ้านให้พวกเราล่ะเจ้าคะ” เหอถงเอ่ยขึ้นด้วยความเสียดายแรงงานที่กำลังจะหายไป
เหอยู่ได้ยินก็ส่งสายตาดุใส่ทันที “ไม่มีนาง เจ้าก็ทำเองสิ แม่เจ้าก็ยังอยู่ ไม่ตายสักหน่อย ช่วยกันทำไป” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ก่อนเขาจะเดินออกไป
เขาเก็บสัญญาลงกล่อง แยกเงินไว้ส่วนหนึ่งในถุง อีกส่วนส่งให้เกาเหอใช้จ่ายในบ้าน
“ท่านแม่ดูท่านพ่อสิ แม้แต่มือของข้าก็ต้องกร้านหรือ แล้วข้าจะมีคู่ดี ๆ ได้อย่างไร ถ้าคนที่ข้าแต่งด้วยไม่ร่ำรวย แล้วข้าจะเอาเงินที่ใดมาเลี้ยงท่านเล่า” เหอถงออดอ้อนมารดา
“ไม่เป็นไร งานหนักเจ้าไม่ต้องทำ งานเบาเจ้าช่วยนิดหน่อยก็พอ” แม้นางจะสงสารลูก แต่ก็มิอาจปฏิเสธว่าไม่มีใครจะทำแทนได้จริง ๆ
เหอถงกำมือแน่น พูดจนขนาดนี้ มารดายังไม่เข้าข้างนางอีกหรือ แต่สุดท้ายนางก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เหอเหยาจะออกเรือนไปในอีกสองวัน เช่นนั้นก็ใช้งานให้คุ้มเสียก่อน มือที่กำแน่นค่อย ๆ คลายลง พร้อมความขุ่นข้องในใจที่เริ่มจางหายไปช้า ๆ
