ตอนที่ 2 ข้อตกลง
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากระไรนะ” นางเอ่ยถาม พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจว่านางได้ฟังถูกต้องหรือไม่
“ข้าบอกว่า…แต่งเจ้าค่ะ ท่านเองก็รู้ว่าชีวิตของข้าไม่เคยร่มเย็นนัก ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถไปขอข้าจากท่านป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ นางยอมเป็นม่ายเสียยังดีกว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป
“ได้ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล อีกสองวันข้าจะเข้าไปหาผู้อาวุโสในบ้านของเจ้า ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” ชุยหยูดึงเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่หนักอึ้งเพราะลูกชายที่หลับไม่ฟื้นราวกับมีแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
“เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน” เด็กสาวตอบรับอย่างเต็มใจ นางจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยผิดพลาดเหมือนชาติที่แล้วอีก
ชุยหยูพยักหน้าแล้วจึงรีบเดินกลับบ้านด้วยความหวังล้นอก นางตรงเข้าไปในห้องที่มีร่างของลูกชายนอนนิ่งอยู่ ก่อนนั่งลงข้างเตียง จับมือใหญ่ที่เคยแข็งแรง แต่บัดนี้ผอมบางลงมากแล้วพูดกับเขาเบา ๆ
“แม่หาหญิงสาวผู้นั้นพบแล้ว เจ้าเองก็ต้องฟื้นขึ้นมาสักทีนะ ลูกต้องไม่เป็นอะไร แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ากลับมา” นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาแน่วแน่ แล้วลุกขึ้นเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง ก่อนหยิบถุงผ้าสีทึบออกมา
ตั้งแต่ลูกชายล้มป่วยจนไร้สติ เงินทองในบ้านก็ทยอยหมดไป เหลือเพียงสิบตำลึงเงินเท่านั้น นางรู้ดีว่าตระกูลเหอนั้นโลภนัก หากจะขอซื้อตัวเจ้าสาวให้ลูกชาย นางคงต้องยอมทุ่มสุดกำลัง
เมื่อตัดสินใจแล้ว นางตั้งใจเสนอเงินห้าตำลึง เป็นจำนวนไม่น้อยสำหรับชาวบ้านทั่วไป เพียงหนึ่งตำลึงก็อยู่ได้ถึงสองเดือน ยามนี้ผู้คนขาดรายได้เพราะพืชผลล้มเหลว เงินจำนวนนี้จึงมีค่ามากพอจะทำให้ตระกูลเหอยอมใจอ่อน
ทางด้านเหอเหยา นางยิ้มกว้างด้วยความดีใจขณะหาบน้ำกลับบ้าน การได้แต่งเข้าบ้านตระกูลหวังนั้น หากเป็นเมื่อก่อนคงไม่ง่าย แต่หลังบัณฑิตหวังอันล้มป่วย ก็ไม่มีหญิงใดสนใจเขาอีก ไม่มีใครอยากนำชีวิตวัยสาวไปเสี่ยง ทั้งไม่รู้ว่าชายผู้นั้นจะฟื้นเมื่อใด หรือจะหมดลมหายใจวันไหน…
ระหว่างที่นางกำลังเดินคิดเรื่อยเปื่อย ไม้ขนาดใหญ่ท่อนหนึ่งก็ถูกเหวี่ยงมาหานางอย่างแรงจนเกือบเฉียดหน้า เหอเหยาหลบได้หวุดหวิด ก่อนมองไปยังต้นทางของไม้ เห็นหญิงร่างอวบอ้วนผิวเข้มผู้หนึ่ง ใบหน้าบึ้งตึงจนชวนหวั่นใจ
“ท่านป้า ข้าได้ทำสิ่งใดผิดหรือเจ้าคะ” นางถามอย่างสุภาพ ทั้งที่กำลังแบกน้ำกลับบ้านอย่างตั้งใจ ไม่ได้อู้แม้แต่น้อย
“แค่หมั่นไส้เจ้าเท่านั้นเอง แล้วอย่างไร จะไปฟ้องลุงเจ้าหรือ?” เกาเหอเหล่มองหลานสาวด้วยสายตาไม่ชอบใจนัก
“ไม่เจ้าค่ะ ข้าไม่ฟ้องท่านลุงหรอก” นางตอบเสียงเบา เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าบอกไปก็ไร้ประโยชน์ ท่านลุงไม่เคยช่วยนางสักครั้ง มองนางเป็นเพียงตัวปัญหาที่นำความเดือดร้อนมาให้ครอบครัวเสียด้วยซ้ำ
เห็นเด็กสาวนิ่งไม่ตอบโต้ เกาเหอจึงตะโกนว่า
“มัวยืนทื่ออยู่ทำอะไร! รีบไปตักน้ำสิ ทำหน้าเอื่อยเฉื่อยอยู่นั่นน่ารำคาญนัก” คำดุดันพรั่งพรูออกมาอย่างสะใจ
เพียงแค่เห็นใบหน้าของเด็กสาวผู้นี้ นางก็อดนึกถึงมารดาของเด็กไม่ได้ หญิงงามผู้ทำให้นางพลาดได้แต่งกับเหอเอี๋ยน แต่ก็ดี หากนางได้ไปอยู่แทนที่ อาจเป็นคนที่ตายเสียเองก็ไม่รู้ แม้จะเสียดายอยู่บ้าง เพราะเหอเอี๋ยนก็รูปงามไม่น้อย
“ท่านแม่…ท่านทำอะไรนางอีกแล้วหรือ” เหอถงเดินเข้ามาถามด้วยน้ำเสียงเอาใจ ตั้งแต่มารดาคลอดน้องชายคนเล็กออกมา มารดาก็สนใจนางน้อยลงมาก
“ข้าจะไปทำอะไรนางได้กัน” เกาเหอหันมองลูกสาวที่หน้าตาคล้ายตนอยู่ไม่น้อย นางเคยรักใคร่บุตรสาวคนนี้นัก หากแต่เมื่อมีลูกชายในวัยสามสิบกว่า ความรักนั้นก็เจือจางลงจนอีกฝ่ายคงเจ็บใจอยู่ไม่น้อย
เหอถงเหลือบมองสายตาของมารดาที่อ่อนลงเล็กน้อย นางจึงรีบเอาใจพลางออดอ้อน
“ท่านแม่เข้าไปนั่งด้านในดีกว่าเจ้าค่ะ อย่าไปด่านางผู้นั้นให้เปลืองปากเลย ถึงอย่างไรมันก็ไม่มีวันได้ดีไปกว่านี้แล้ว” มุมปากของนางยกขึ้นอย่างเย่อหยิ่งชวนเวทนา
ยามใดที่มองใบหน้าของเหอเหยา นางมักถูกชาวบ้านเปรียบเทียบอยู่ร่ำไป มีหน้าตางดงามแล้วอย่างไรเล่า เพราะไม่ว่าอย่างไร เหอถงก็เชื่อว่าตนมีข้อได้เปรียบกว่าอีกฝ่ายมากนัก
“มีแต่เจ้าที่ดีกับแม่ มาเถิด เข้าไปด้านในกัน” เกาเหอจับมือบุตรสาวกลับเข้าเรือน ลูกชายของนางยังเล็กนัก เมื่อเติบใหญ่ขึ้น ลูกสาวคนนี้ก็ต้องแต่งออกไป ช่วงเวลานี้จึงควรเอาใจไว้ก่อน จะได้ไม่ลืมบุญคุณที่นางเลี้ยงดูมา
เหอเหยาเมื่อหาบน้ำเสร็จ นางแอบมองสองแม่ลูกที่เข้ากันดีอยู่เสมออย่างอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ แม้ท่านป้าจะไม่เคยรักนางสักนิด แต่กับเหอถงแล้วกลับเอ็นดูยิ่งนัก
นางนั่งลงข้างโอ่งน้ำ ความคิดลอยกลับไปหาบิดามารดา… เมื่อห้าปีก่อนท่านทั้งสองเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง หวังทำเงินก้อนใหญ่ จึงฝากนางไว้กับท่านลุงเป็นการชั่วคราว ทว่าระหว่างการเดินทางกลับ ได้เกิดเหตุโจรภูเขาปล้นขบวนสินค้า บิดาและมารดาของนางถูกสังหารด้วยคมดาบของพวกโจร
เมื่อนางไร้ที่พึ่ง ท่านป้ากับท่านลุงก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของนาง ก่อนยึดห้องเดิมของนางให้เหอถง และไล่นางไปอยู่ห้องเก็บของ ทุกสิ่งที่เป็นของมารดา ตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงเงินเก็บ ท่านป้าก็เอาไปหมด แม้ของเหล่านั้นจะเป็นสมบัติของบิดามารดา แต่ด้วยแรงที่มีเพียงน้อยนิด นางไม่อาจทวงคืนได้ ได้แต่เฝ้ามองอย่างเจ็บปวด
สิ่งเดียวที่นางเหลือไว้ คือปิ่นเงินรูปดอกเหมยซึ่งเก็บซ่อนมาโดยตลอด ปิ่นนั้นเป็นของรักของมารดา เป็นของขวัญชิ้นแรกที่บิดาเคยมอบให้เมื่อครั้งยังเป็นหนุ่มสาว นางจึงปกป้องสิ่งนี้ไว้ดั่งชีวิต
สองวันล่วงผ่านไป หน้าบ้านตระกูลเหอมีร่างบางผู้หนึ่งมายืนอยู่
“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” น้ำเสียงหวานดังลอดเข้ามาในบ้าน
“นั่นเสียงใครหรือ ท่านแม่?” เหอถงรีบชะโงกหน้ามอง เห็นเป็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง
“เสียงนี้…คุ้นหูอยู่บ้าง เจ้าออกไปดูสิว่าใครมา” เหอยู่นั่งอยู่บนม้านั่ง พลางเหลือบมองไปทางหน้าบ้าน
เมื่อได้ยินคำสั่ง เหอถงก็รีบลุกไปดูทันที ก่อนพบว่าเป็นท่านป้าชุยหยู มารดาของพี่หวังอัน ชายผู้ที่นางแอบชอบมานาน น่าเสียดายที่เขายังไม่ฟื้น หากไม่เช่นนั้น นางคงเลือกเขาไว้เป็นตัวเลือกแต่งงานแล้ว
“ท่านป้าชุยหยู มาบ้านข้าด้วยเรื่องใดหรือเจ้าคะ” เหอถงถามด้วยความสงสัย
“พ่อกับแม่ของเจ้าอยู่หรือไม่” ชุยหยูถามพลางมองเด็กสาวตรงหน้า หากจำไม่ผิด นี่คือเหอถง บุตรสาวคนโตของบ้านนี้
“อยู่เจ้าค่ะ ท่านมีเรื่องจะสนทนากับท่านแม่หรือ?” เหอถงอดสงสัยไม่ได้ว่าหญิงผู้นี้มาถึงที่นี่ด้วยเรื่องใด นางรู้ว่าป้าชุยหยูกำลังเดือดร้อนเรื่องหาหญิงมาแต่งให้ลูกชายของนางอยู่มิใช่หรือ
“ใช่ ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดคุย” ชุยหยูตอบเสียงหนักแน่น ไม่คิดจะอธิบายต่อหน้าบุตรสาวบ้านนี้
“เชิญเจ้าค่ะ ท่านเข้ามาเถิด” เหอถงเปิดประตูให้กว้างขึ้น
ชุยหยูเดินเข้ามาในบ้านแห่งนี้เป็นครั้งแรก นางทอดสายตามองบ้านสามห้องนอนตรงหน้าอย่างซับซ้อน หากจำไม่ผิด บ้านนี้เคยเป็นของพ่อแม่ของเหอเหยา แต่ครอบครัวนี้กลับเข้ามาอยู่แทน ส่วนเรื่องหลังจากนั้น นางไม่รู้รายละเอียดมากนัก เพราะมักไม่สุงสิงกับคนในหมู่บ้าน
