บทที่ 4 ภรรยาที่ต้องการ
บทที่ 4
หลังเสียงประตูที่โปรดปิดกระแทกใส่หน้าดังสนั่น บ้านทั้งหลังก็พลันจมดิ่งสู่ความเงียบงัน บัวยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับถูกตรึงไว้ด้วยความขมขื่น ความรู้สึกในอกมันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนตักอย่างเงียบเชียบ เธอปล่อยให้มันไหลผ่านแก้มไปโดยไม่คิดจะยกมือขึ้นเช็ดออกด้วยซ้ำ
สัมผัสแผ่วเบาจากฝ่ามือของคุณย่าที่ลูบลงบนศีรษะ ทำให้ไหล่บางสั่นเทิ้ม
“หนูบัว…” น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนน่าใจหาย แต่มันกลับยิ่งตอกย้ำให้หัวใจของเธอร้าวรานกว่าเดิม
“บัวไม่เป็นไรค่ะคุณย่า...” บัวเค้นเสียงตอบ ทั้งที่มันสั่นพร่าจนแทบไม่เป็นคำ
วนิดามองหลานสาวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ย่ารู้ว่ามันปุบปับไป...แต่ย่าไม่มีทางเลือกจริงๆ ลูก” คำว่า “ไม่มีทางเลือก” ทำให้บัวต้องเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด มันเป็นคำที่ตามหลอกหลอนเธอมาทั้งชีวิต ตั้งแต่ต้องทนอยู่อย่างไร้ตัวตนในบ้านหลังนั้น ถูกตราหน้าว่ามีหน้าที่เพียงแค่คอยรับใช้ และตอนนี้...เธอก็ยังคงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ไม่มีสิทธิ์เลือกเดินเองอยู่ดี
“บัวเข้าใจค่ะ” เธอยืนยันคำเดิม พยายามสะกดกั้นความขมขื่นที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก
ตลอดทั้งวัน ทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไร้ชีวิตชีวา ราวกับการจัดเตรียมเอกสารทางธุรกิจมากกว่าการเริ่มต้นชีวิตคู่ บัวถูกพาไปวัดตัวชุดแต่งงาน ดูฤกษ์ยาม และกำหนดวันงาน โดยที่ความเห็นของเธอไม่มีค่าพอที่จะถูกถาม และที่สำคัญ...โปรดไม่โผล่หน้าลงมาให้เธอเห็นอีกเลยแม้แต่วินาทีเดียว
กระทั่งช่วงเย็น บัวรวบรวมความกล้าเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน หัวใจของเธอกระตุกไหวทุกครั้งที่เข้าใกล้ห้องนั้น เธอหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าห้องของโปรดนานนับนาที ก่อนจะตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ
“พี่โปรดคะ…บัวขอคุยด้วยหน่อยได้ไหม”
ความเงียบที่ตอบกลับมาทำให้เธอเกือบจะหันหลังกลับ แต่แล้วเสียงห้วนสั้นก็ดังลอดออกมา
“เข้ามา” บัวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะผลักประตูเข้าไป ภายในห้องเรียบหรูและเย็นชากดดันไม่ต่างจากเจ้าของ โปรดยืนพิงโต๊ะทำงาน สายตาคมกริบที่จ้องมองมานั้นว่างเปล่าจนน่าใจหาย
“มีอะไร” บัวกำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าเนื้อ “บัวอยากอธิบายเรื่องวันนี้ค่ะ คือบัวไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นแบบนี้”
“พอเถอะ” คำสั่งเรียบนิ่งนั้นหยุดทุกคำพูดของเธอทันที เขาก้าวเข้ามาหาเธอช้าๆ จนบัวต้องถอยร่นไปจนชิดกำแพง
“เธอคิดว่าฉันโง่มากนักเหรอ” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแรงกดดันกลับทำให้บัวรู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจ
“ไม่ใช่นะคะ บัวแค่...”
“หรือจะบอกว่าทุกอย่างมันคือเรื่องบังเอิญ” เขาหยุดยืนตรงหน้า ระยะห่างที่ใกล้กันทำให้เธอได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้มันกลับทำให้เธอรู้สึกหนาวสั่น เขามองเธอด้วยสายตาเย็นเฉียบ “มันดูไม่เหมือนเลยสักนิด”
“บัวไม่ได้วางแผนอะไรเลยจริงๆ นะคะ” เธอส่ายหน้าพัลวัน ดวงตารื้นไปด้วยหยาดน้ำตา
โปรดแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะใช้นิ้วแกร่งเชยคางเธอขึ้นมาสบตาอย่างไม่อ่อนโยน “งั้นก็แปลว่าเธอแค่โชคร้าย...ที่ต้องตกถังข้าวสารแต่งงานกับฉันงั้นสิ”
บัวน้ำท่วมปาก ความเสียใจแล่นริ้วขึ้นมาจนพูดไม่ออก เพราะในสายตาของเขา เธอคงไม่ต่างจากผู้หญิงหิวเงินที่ร่วมมือกับครอบครัวเพื่อจับเขา
เขาละมือออกราวกับรังเกียจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบที่กรีดลึกเข้าไปในใจ “ฟังให้ดีนะบัว ฉันไม่สนว่าเธอจะวางแผนอะไรไว้ หรือกำลังพยายามเล่นบทนางเอกผู้น่าสงสาร แต่ในเมื่อเธอเลือกจะเดินเข้ามาในชีวิตฉันแล้ว ก็เตรียมใจไว้ให้ดี...เพราะฉันไม่ใช่คนใจดีที่จะมายอมรับการเกี่ยวดองที่น่ารังเกียจแบบนี้ได้”
บัวกำชายกระโปรงจนยับยู่ รู้สึกตัวเล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียวภายใต้เงาของเขา
“และอย่าสำคัญตัวผิด คิดว่าการได้ชื่อว่าเป็นเมียฉันจะทำให้เธอมีค่าขึ้นมา” เขามองเธอด้วยสายตาที่นิ่งงันจนน่ากลัว “สำหรับฉัน...เธอก็ยังเป็นแค่ภาระที่ฉันถูกบังคับให้แบกไว้เหมือนเดิม”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานอันโอ่อ่า บัวยืนนิ่งค้างเหมือนถูกตบหน้ากลางอากาศ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับช้าๆ อย่างจำนน
“ค่ะ...บัวจะจำใส่ใจไว้”
คืนนั้น บัวนอนมองเพดานท่ามกลางความมืดมิด บ้านหลังใหญ่ที่ควรจะปลอดภัย กลับกลายเป็นกรงขังที่แน่นหนาและเยือกเย็น และสิ่งที่ทรมานที่สุดคือการที่คนคุมกรงคนนี้...คือผู้ชายคนเดียวกับที่เธอแอบรักและเทิดทูนมาตลอดทั้งชีวิต
น้ำตาไหลรินลงข้างแก้มซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชีวิตที่เธอคิดว่ากำลังจะหลุดพ้นจากนรกที่บ้านหลังเก่า กลับกลายเป็นการก้าวเท้าเข้าสู่นรกขุมใหม่...ที่ไม่มีทางหนีพ้น
งานแต่งงาน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับภาพฝันที่บิดเบี้ยว งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายภายในบ้านหลังใหญ่ตามความต้องการของคุณวนิดา มีเพียงญาติสนิทและแขกผู้ใหญ่ไม่กี่ท่านที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกมะลิและกุหลาบสีขาว แต่มันกลับไม่ได้ทำให้บัวรู้สึกถึงความมงคลแม้แต่น้อย
บัวในชุดไทยศิวาลัยสีครีมทองงดงามหมดจด ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างประณีตจนดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ทว่าดวงตาคู่สวยกลับหม่นแสง เธอทำหน้าที่เป็นเจ้าสาวที่ดี ยืนเคียงข้างชายหนุ่มที่สวมสูทสากลสีเข้มภูมิฐาน
“ยิ้มหน่อยสิบัว แขกมองอยู่ ไม่ดีใจเหรอที่ได้แต่งงานกับฉัน” เสียงทุ้มที่กระซิบข้างหูไม่ได้มีความอ่อนโยนแม้แต่นิด โปรดไม่ได้หันมามองเธอด้วยซ้ำ เขายังคงปั้นหน้ายิ้มรับแขกอย่างเป็นมืออาชีพ ขณะที่มือหนาซึ่งโอบเอวเธอไว้นั้นบีบกระชับจนบัวรู้สึกเจ็บ
“ค่ะ…พี่โปรด” บัวฝืนยิ้มจนปวดแก้ม หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความอึดอัด
คืนเข้าหอ
เมื่อสิ้นสุดพิธีการส่งตัวเข้าหอ ประตูห้องนอนใหญ่ถูกปิดลงพร้อมกับความเงียบที่น่าอึดอัด โปรดถอดสูทตัวนอกเหวี่ยงลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี ก่อนจะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออกสองสามเม็ดท่าทางเหนื่อยหน่าย
“ไปอาบน้ำซะ แล้วมาคุยกันให้รู้เรื่อง” เขาพูดโดยไม่หันมามอง
บัวใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าปกติ เธออยากยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด แต่สุดท้ายเธอก็ต้องเดินออกมาในชุดนอนผ้าแพรสีอ่อนที่ดูมิดชิดที่สุดเท่าที่จะหาได้ เธอเห็นโปรดนั่งรออยู่ที่ปลายเตียง ในมือมีซองเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่
“นี่คือข้อตกลงระหว่างเรา” เขาพูดพลางโยนซองเอกสารลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี ก่อนจะจ้องมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
“ฟังให้ดี... อย่างแรกคือการแต่งงานครั้งนี้จะเป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น ฉันจะไม่มีวันยกย่องเธอไปมากกว่าคนอาศัยร่วมบ้าน และสอง... ห้ามเธอก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของฉันเป็นอันขาด ฉันจะไปไหน ทำอะไร กับใคร มันไม่ใชธุระของเธอ”
โปรดขยับกายลุกขึ้นเดินเข้าหาบัวช้าๆ จนเธอต้องถอยร่น “แล้วข้อสุดท้าย...ห้ามแสดงตัวว่าเป็นภรรยาของฉันต่อหน้าคนอื่น ถ้าฉันไม่ได้สั่ง จำไว้ว่าฉันไม่ได้อยากให้ใครรู้ว่าเธอเป็นอะไรกับฉัน”
“พี่โปรด...นี่มัน...”
“ทำไมหรือมันน้อยไปสำหรับคนอย่างเธอ” โปรดกวาดสายตาคมกริบมองร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม “อย่าหวังว่าฉันจะนอนร่วมเตียงกับเธอเหมือนสามีภรรยาทั่วไป บัว...ที่ตรงนี้มีไว้สำหรับคนที่เป็น ‘เมีย’ จริงๆ ไม่ใช่คนที่ถูกยัดเยียดมาแบบเธอ”
“บัวทราบค่ะ บัวไม่ได้หวังอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว” บัวตอบเสียงแผ่ว พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่
“ดี งั้นก็นอนที่โซฟานั่นไป จนกว่าย่าจะเลิกจับตามองเรา แล้วฉันจะหาทางเขี่ยเธอออกไปจากชีวิตฉันเอง” คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนแผลเดิม บัวพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะเดินไปหยิบหมอนและผ้าห่มมุ่งหน้าไปยังโซฟาตัวยาวที่มุมห้อง
แสงไฟในห้องดับลง เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา โปรดนอนบนเตียงกว้างที่แสนสบาย ส่วนบัวขดตัวอยู่บนโซฟาแคบๆ ความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศเทียบไม่ได้เลยกับความเย็นชาที่กัดกินหัวใจของเธอ
เขารังเกียจเธอ...รังเกียจเสียจนไม่อยากจะหายใจร่วมห้องด้วยซ้ำ บัวซุกหน้าลงกับหมอน ปล่อยให้น้ำตาแห่งความเสียใจไหลซึมลงสู่เนื้อผ้าอย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้ชายหนุ่มบนเตียงได้ยินเสียงสะอื้นของ ‘ภรรยา’ ที่เขาไม่ต้องการ
