บทที่ 6 เปิดศึกแย่งกระเพาะคนงาน
เวลาเที่ยงตรงของวันรุ่งขึ้น เสียงออดพักเที่ยงของโรงงานทอผ้าประจำอำเภอดังยาวเหยียด ประตูเหล็กบานใหญ่ถูกเปิดกว้าง คนงานในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินนับพันคนหลั่งไหลออกมาที่ลานดินกว้างหน้าโรงงานด้วยความหิวโหยหลังจากการทำงานหนักตลอดช่วงเช้า
เจียงซูหลานยืนรออยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ริมถนนหน้าโรงงาน หล่อนเข็นรถเข็นคันเล็กที่ยืมมาจากป้าเฝิงมาจอดจับจองพื้นที่ทำเลทองตั้งแต่สิบเอ็ดโมง บนรถเข็นมีหม้ออะลูมิเนียมใบใหญ่ปิดฝาสนิท และโหลแก้วบรรจุหัวไชเท้าตากแห้งคลุกน้ำมันพริกที่เหลือจากการขายส่งให้สหกรณ์เมื่อวาน
หล่อนรู้ดีว่าโรงอาหารของโรงงานทอผ้าถูกครอบครัวสวี่ผูกขาดมานาน อาหารที่นั่นมีแต่ผักต้มจืดชืดและเนื้อสัตว์ที่นับชิ้นได้ คนงานส่วนใหญ่จำใจต้องกินเพราะไม่มีทางเลือก การมาตั้งแผงขายอาหารหน้าโรงงานแห่งนี้ จึงไม่ใช่แค่การหาเงิน แต่เป็นการประกาศศึกแย่งชิงกระเพาะคนงาน เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงของศัตรูโดยตรง
เมื่อเห็นคลื่นคนงานเริ่มเดินผ่านหน้าแผง เจียงซูหลานก็ขยับตัว หล่อนเปิดฝาหม้ออะลูมิเนียมออก ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกับกลิ่นเผ็ดร้อนของน้ำมันพริกและเครื่องเทศที่ลอยไปทั่วในอากาศ คลุ้งกระจายไปเตะจมูกเหล่าคนงานที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปโรงอาหาร
ข้างในหม้อคือข้าวสวยหุงสุกเม็ดอวบที่คลุกเคล้ากับซอสพริกหม่าล่าจนกลายเป็นสีแดงอมส้มดูน่ากิน
หลายคนชะงักฝีเท้า หันมองตามต้นตอของกลิ่นยั่วน้ำลาย ทว่าด้วยค่านิยมความประหยัดและความไม่คุ้นเคยกับแม่ค้าแปลกหน้า ทำให้ยังไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาซื้อ
เจียงซูหลานไม่รอช้า หล่อนหยิบชามกระเบื้องใบเล็กขึ้นมา ตักข้าวสวยคลุกซอสพริกใส่ลงไปเล็กน้อย โปะหน้าด้วยหัวไชเท้าตากแห้งสีแดงก่ำ แล้วยื่นส่งให้คนงานชายรูปร่างผอมบางที่เดินอยู่ใกล้ที่สุด
"พี่ชาย ทำงานเหนื่อยมาทั้งเช้า ลองชิมข้าวคลุกซอสหม่าล่าสูตรสกุลเจียงดูก่อนสิคะ" หล่อนระบายรอยยิ้มการค้าที่เป็นมิตร
"ชิมฟรีคำแรก ไม่คิดเงิน ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ต้องซื้อค่ะ"
คำว่าชิมฟรีได้ผลเสมอในยุคข้าวยากหมากแพง คนงานชายคนนั้นรับชามไปอย่างงงๆ เขาใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปาก ทันทีที่ลิ้นสัมผัสกับรสชาติจัดจ้านของซอสพริก ความเค็มปะแล่มและความเผ็ดร้อนก็ซึมซาบเข้าสู่ต่อมรับรส ยิ่งเมื่อเคี้ยวโดนหัวไชเท้าตากแห้งที่กรุบกรอบและหอมกลิ่นงาคั่ว ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น
"นี่มัน... รสชาติดีมาก" เขาอุทาน พุ้ยข้าวคำที่เหลือเข้าปากจนหมดอย่างรวดเร็ว
"แม่ค้า ข้าวชามนี้ขายยังไง"
"ข้าวคลุกซอสพริกพูนชาม โปะหน้าหัวไชเท้าตากแห้ง ราคาแค่สองเหมาค่ะ" หล่อนตอบเสียงฉะฉาน
ราคาสองเหมาถือว่าถูกแสนถูกเมื่อเทียบกับรสชาติที่จัดจ้านและปริมาณที่กินอิ่มท้องได้หนึ่งมื้อ คนงานชายรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเงินจำนวนสองเหมายื่นให้หล่อนทันที
เมื่อมีคนเปิดประเดิม คนงานคนอื่นๆ ที่ยืนลังเลอยู่ก็เริ่มทนความเย้ายวนของกลิ่นและคำยืนยันรสชาติไม่ไหว ต่างพากันกรูกันเข้ามาต่อแถวหน้าแผงรถเข็นของเจียงซูหลานจนยาวเหยียด เสียงสั่งอาหารและเสียงเหรียญกระทบกันดังจอแจ เปลี่ยนพื้นที่เงียบเหงาริมถนนให้กลายเป็นตลาดขนาดย่อมในพริบตา
เวลาเดียวกันนั้นเอง ภายในรั้วโรงงานทอผ้า
สวี่เจียวเจียวในชุดเดรสลายดอกสีสันสดใส กางร่มกันแดดคันเล็กเดินกรีดกรายออกมาตรวจตราบริเวณหน้าโรงงาน หล่อนเพิ่งทานอาหารกลางวันมื้อพิเศษที่ซุนปินสั่งพ่อครัวแยกทำมาให้เสร็จ จึงตั้งใจจะออกมาเดินย่อยและอวดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกคนงานอิจฉา
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้รอยยิ้มหยิ่งยโสบนใบหน้าของหล่อนแข็งค้าง
แทนที่คนงานจะเดินเรียงแถวเข้าโรงอาหารตามปกติ พวกเขากลับไปมุงออกันอยู่ริมถนนหน้าโรงงาน ส่งเสียงเซ็งแซ่แย่งกันซื้ออาหารจากรถเข็นซอมซ่อคันหนึ่ง
สวี่เจียวเจียวหรี่ตามองทะลุฝูงชน เมื่อเห็นใบหน้าของแม่ค้าที่กำลังตักข้าวและรับเงินอย่างคล่องแคล่ว เลือดในกายของหล่อนก็เดือดพล่าน
นังผู้หญิงแพศยา เจียงซูหลาน
ความอับอายจากการถูกหักหน้ากลางสหกรณ์ร้านค้าเมื่อวานยังคงฝังลึกอยู่ในอก สวี่เจียวเจียวไม่คิดเลยว่านังชาวนาบ้านนอกคนนี้จะกล้าเหิมเกริม นำอาหารชั้นต่ำมาตั้งแผงขายถึงหน้าประตูโรงงานของหล่อน นี่มันไม่ใช่แค่การท้าทาย แต่เป็นการหยามหน้าครอบครัวสวี่และแย่งรายได้จากโรงอาหารไปอย่างโจ่งแจ้ง
"ยาม" หล่อนแผดเสียงเรียกยามรักษาการณ์หน้าประตูโรงงานสองคนที่กำลังยืนมองฝูงชนอยู่
ชายร่างใหญ่ในชุดเครื่องแบบสะดุ้งสุดตัว รีบวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารับคำสั่งคุณหนูตระกูลสวี่
"พวกแกมัวยืนโง่อยู่ทำไม" หล่อนชี้ร่มกันแดดไปทางรถเข็นของเจียงซูหลาน ใบหน้าสวยเฉี่ยวบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด
"ไม่เห็นหรือไงว่ามีคนมาตั้งแผงขายของสกปรกกีดขวางทางเข้าออกโรงงาน ไปไล่นังบ้านนอกนั่นออกไปเดี๋ยวนี้"
ยามทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเล "แต่ว่าคุณหนูสวี่ ตรงนั้นมันเป็นพื้นที่ถนนสาธารณะ ไม่ใช่ที่ของโรงงานนะครับ"
"ฉันสั่งให้ไปไล่ก็ไปสิ" สวี่เจียวเจียวกระทืบเท้า
"ถ้ามันไม่ยอมไป ก็คว่ำหม้อข้าวและโยนของสวะพวกนั้นทิ้งให้หมด ใครกล้าขัดขวาง ฉันจะให้พ่อไล่ออกให้หมด"
เมื่อถูกขู่ด้วยอำนาจของผู้อำนวยการโรงงาน ยามทั้งสองก็ไม่มีทางเลือก พวกเขาเดินแหวกฝูงชนคนงานที่กำลังต่อแถวเข้าไปหาเจียงซูหลานด้วยท่าทีคุกคาม
เจียงซูหลานกำลังก้มหน้าตักข้าวใส่ชามให้ลูกค้า ทว่าจู่ๆ แรงกระแทกจากฝ่ามือหนาก็ผลักเข้าที่ขอบรถเข็นจนมันสั่นคลอน โหลแก้วใส่หัวไชเท้าตากแห้งขยับเลื่อนเกือบตกจากโต๊ะ
"หยุดขายเดี๋ยวนี้" ยามร่างใหญ่คนหนึ่งตวาดเสียงดัง ชี้หน้าหญิงสาว
"ที่นี่ห้ามตั้งแผงขายของสกปรก ไสหัวไปให้พ้นหน้าโรงงาน"
คนงานที่กำลังรอต่อแถวต่างชะงักและถอยกรูดด้วยความตกใจ ไม่มีใครกล้ามีเรื่องกับยามของโรงงานเพราะกลัวจะกระทบกับหน้าที่การงานของตนเอง
เจียงซูหลานประคองโหลแก้วเอาไว้ หล่อนเงยหน้าขึ้นมองยามทั้งสอง ก่อนจะปรายตามองเลยไปยังสวี่เจียวเจียวที่ยืนกางร่มแสยะยิ้มเยาะเย้ยอยู่ไม่ไกล
รอยยิ้มมุมปากของภรรยาตัวร้ายถูกจุดขึ้น หล่อนไม่สะทกสะท้านต่อเสียงตวาด ไม่แม้แต่จะแสดงความหวาดกลัวออกมาให้เห็นสักนิด
หล่อนกวาดสายตามองยามตรงหน้าด้วยความเยือกเย็น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเด็ดขาด
"ถนนเส้นนี้เป็นพื้นที่สาธารณะ รัฐบาลเปิดนโยบายการค้าเสรีแล้ว พวกคุณมีสิทธิ์อะไรมาไล่ฉัน"
"สิทธิ์ของผู้อำนวยการโรงงานไงล่ะ" ยามอีกคนแค่นเสียง หัวเราะเยาะความอวดดีของหญิงสาว
"คุณหนูสวี่สั่งให้รื้อแผงนี้ทิ้ง ถ้ายังปากดีไม่ยอมไสหัวไป ก็อย่าหาว่าพวกฉันรังแกผู้หญิงก็แล้วกัน"
ชายร่างใหญ่ง้างหมัดขึ้น หวังจะทุบลงบนหม้อข้าวอะลูมิเนียมเพื่อทำลายสินค้าทั้งหมดตามคำสั่ง
ทว่ายังไม่ทันที่หมัดนั้นจะตกลงมากระทบเป้าหมาย ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านของใครบางคนก็พุ่งพรวดเข้ามาจากด้านข้าง คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของยามคนนั้นเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก
ชายร่างใหญ่ชะงักค้าง แรงบีบที่ข้อมือหนักหน่วงและรุนแรงจนเขาต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด เมื่อหันไปมองต้นตอ เขาก็ปะทะเข้ากับนัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่แฝงรังสีฆ่าฟันอันเยือกเย็น
ลู่เจิงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แผ่นหลังกว้างบดบังร่างอรชรของเจียงซูหลานเอาไว้มิดชิด ชายหนุ่มออกแรงบิดข้อมือของยามคนนั้นเพียงเล็กน้อย เสียงข้อต่อกระดูกลั่นดังขึ้นเบาๆ ตามมาด้วยเสียงร้องโอดครวญ ร่างอันใหญ่โตของยามโรงงานถูกเหวี่ยงกระเด็นล้มกลิ้งไปคลุกฝุ่นบนพื้นดินอย่างหมดสภาพ
"รนหาที่ตาย"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดหลุดออกจากริมฝีปากหยักลึก ลู่เจิงไม่ได้ตั้งท่าเตรียมสู้ เขาเพียงแค่ยืนกอดอกกวาดสายตามองยามทั้งสองคนด้วยความนิ่งสงบ ทว่ารังสีอำมหิตที่แผ่กระจายออกมาจากตัวอดีตทหารผ่านศึกกลับกดดันจนอากาศรอบบริเวณหนาวเหน็บ
ยามอีกคนที่เตรียมจะเข้ามาช่วยเพื่อนถึงกับขาสั่นกึก เขาเคยเห็นนักเลงหัวไม้มาก็มาก แต่ผู้ชายชาวสวนตรงหน้ากลับมีกลิ่นอายของคนที่เคยผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แค่ถูกสายตานั้นจ้องมอง เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเท้าออกไปข้างหน้า
เมื่อเห็นว่าสามีคุมสถานการณ์เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ เจียงซูหลานจึงก้าวออกมาจากหลังแผ่นหลังกว้าง หล่อนไม่โวยวาย ไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนก หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าผ้าฝ้าย หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ประทับตราสีแดงของสหกรณ์รัฐขึ้นมาชูไว้ระดับสายตา
"รัฐบาลกลางประกาศนโยบายการค้าเสรีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ทำการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย" น้ำเสียงของหล่อนกังวานและฉะฉาน
"สินค้าของฉันได้รับการรับรองและเป็นคู่ค้าโดยตรงกับผู้จัดการเจิ้งแห่งสหกรณ์ร้านค้าประจำอำเภอ หากพวกคุณหรือคุณหนูสวี่กล้าทำลายทรัพย์สินของคู่ค้ารัฐบาล ก็เตรียมตัวไปอธิบายเหตุผลที่สถานีตำรวจได้เลย ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าอำนาจของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า จะใหญ่คับฟ้าจนสามารถอยู่เหนือกฎหมายของประเทศได้เชียวหรือ"
คำประกาศกร้าวที่มาพร้อมหลักฐานและข้อกฎหมายทำให้บรรยากาศหน้าโรงงานเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เหล่าคนงานที่ยืนมุงดูอยู่จะเริ่มส่งเสียงซุบซิบและพยักหน้าเห็นด้วย
"แม่ค้าพูดถูก ตอนนี้เขาเปิดเสรีกันหมดแล้ว จะมาห้ามคนอื่นขายของได้ยังไง" คนงานหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่จงใจให้เข้าหูสวี่เจียวเจียว
"ใช่ โรงอาหารทำแต่อาหารห่วยๆ รสชาติจืดชืดมาให้พวกเรากินทุกวัน พอมีคนเอาของอร่อยราคาถูกมาขายก็ยังจะใช้เส้นสายมาไล่เขาอีก ทำแบบนี้มันเอาเปรียบกันชัดๆ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เริ่มดังระงมขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางลมเปลี่ยนไปเข้าข้างเจียงซูหลานอย่างสมบูรณ์ คนงานนับพันที่เคยจำยอมต่ออำนาจของครอบครัวสวี่เริ่มแสดงความไม่พอใจออกมาทางสายตา
สวี่เจียวเจียวยืนนิ่งงัน ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เคยเชิดหยิ่งบัดนี้แดงก่ำสลับกับซีดเผือด หล่อนไม่คิดเลยว่านังชาวนาบ้านนอกคนนี้จะรู้จักอ้างข้อกฎหมาย ซ้ำยังมีหนังสือรับรองจากสหกรณ์รัฐเป็นเกราะป้องกัน การใช้กำลังทำลายแผงของหล่อนต่อหน้าคนงานนับพันย่อมสร้างความเสื่อมเสียให้พ่อของหล่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งเมื่อปะทะเข้ากับสายตาดุดันของลู่เจิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ หล่อนก็รู้ทันทีว่าวันนี้หล่อนพ่ายแพ้อย่างหมดรูป
"ฝากไว้ก่อนเถอะ" หล่อนเค้นเสียงลอดไรฟัน กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าหมุนตัวเดินหนีกลับเข้าไปในรั้วโรงงานอย่างรวดเร็วเพื่อหนีความอับอาย ทิ้งให้ยามสองคนพยุงกันลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามเจ้านายไปติดๆ
เมื่อตัวตลกจากไปแล้ว สมรภูมิการค้าก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง เจียงซูหลานหันไปยิ้มให้ลูกค้า ก่อนจะตักข้าวคลุกซอสพริกขายอย่างต่อเนื่องด้วยท่าทีเบิกบาน
เวลาล่วงเลยจนถึงบ่ายโมงเศษ เสียงออดเข้างานดังขึ้น คนงานทยอยกลับเข้าโรงงานจนลานดินหน้าประตูเริ่มเงียบเหงา
เจียงซูหลานขายข้าวและหัวไชเท้าตากแห้งจนหมดเกลี้ยง หล่อนหยิบผ้าสะอาดขึ้นมาเช็ดคราบน้ำมันบนโต๊ะ ก่อนจะก้มๆ เงยๆ ยกหม้ออะลูมิเนียมใบใหญ่และโหลแก้วที่ว่างเปล่ากลับขึ้นไปวางบนรถเข็นด้วยอารมณ์ที่เบิกบานสุดขีด ชัยชนะในวันนี้ไม่เพียงแต่ได้เงิน แต่ยังเป็นการเหยียบหน้าสวี่เจียวเจียวได้อย่างเจ็บแสบ
ทว่าด้วยความรีบร้อนและพื้นดินที่ไม่ราบเรียบ จังหวะที่หล่อนก้าวถอยหลังเพื่อดึงรถเข็นให้ตั้งตรง ส้นเท้าของหล่อนก็เหยียบพลาดลงบนก้อนหินขนาดใหญ่
ข้อเท้าของหญิงสาวพลิกอย่างกะทันหัน ร่างอรชรเสียหลักหงายหลังกำลังจะล้มกระแทกพื้นดินสีฝุ่น
เจียงซูหลานหลับตาปี๋ เตรียมรับความเจ็บปวด ทว่าความแข็งกระด้างของพื้นดินกลับไม่มาเยือน
ท่อนแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กพุ่งเข้ามาโอบรัดรอบเอวบางของหล่อนเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด แรงดึงนั้นมหาศาลแฝงความนุ่มนวล ร่างของหล่อนลอยหวือเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอันแข็งแกร่งอย่างจัง
ใบหน้าของเจียงซูหลานซุกอยู่ตรงแผงอกตำแหน่งหัวใจของชายหนุ่มพอดี กลิ่นยาสูบเจือกลิ่นดินจางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของลู่เจิงโชยเข้าเต็มปอด สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแผ่นอกที่เกร็งเขม็ง และจังหวะหัวใจที่เต้นหนักหน่วงเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่เบื้องหลังชั้นเสื้อผ้า
หล่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น สบเข้ากับนัยน์ตาดุดันที่กำลังก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน
ลู่เจิงไม่ยอมคลายวงแขนที่รัดเอวหล่อน แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกล้ำที่ยากจะคาดเดา เขายืนนิ่งงัน ปล่อยให้ความเงียบและลมหายใจอุ่นร้อนของคนสองคนประสานกันท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย
