บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ความหึงหวงของคนหน้านิ่ง

บ่ายสามโมงเศษ แดดร่มลมตกจนอากาศเริ่มเย็นสบายขึ้น

บนทางเดินดินสายเล็กที่ทอดยาวเข้าสู่หมู่บ้าน เจียงซูหลานกำลังเข็นรถเข็นคันเก่ามุ่งหน้ากลับบ้านเพียงลำพัง จังหวะหัวใจของหล่อนยังคงเต้นผิดจังหวะเมื่อนึกถึงอ้อมกอดและกลิ่นยาสูบเจือกลิ่นดินที่เพิ่งได้รับเมื่อตอนกลางวัน

หลังจากเหตุการณ์หน้าโรงงานทอผ้าจบลง ลู่เจิงขอปลีกตัวเข้าไปในตัวอำเภอเพื่อจัดการธุระบางอย่าง ชายหนุ่มกำชับเสียงห้วนให้หล่อนเดินทางกลับหมู่บ้านไปก่อนเพื่อความปลอดภัย เจียงซูหลานจึงได้แต่เชื่อฟังและเข็นรถกลับมาด้วยอารมณ์เบิกบาน

ชัยชนะเหนือสวี่เจียวเจียวและการทำเงินก้อนใหญ่ ทำให้ใบหน้ารูปไข่ของหญิงสาวเปล่งปลั่ง ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวเริ่มมีน้ำมีนวลจากการกินอิ่มนอนหลับ เสื้อผ้าฝ้ายสีอ่อนแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็สะอาดสะอ้านและขับเน้นสัดส่วนอรชรให้ดูเย้ายวนสายตา

ทว่าอารมณ์สุนทรีย์ของหล่อนกลับต้องสะดุดลง เมื่อเงาร่างของใครบางคนก้าวออกมาจากแนวหญ้าสูงข้างทาง ขวางหน้าเกวียนเอาไว้

ซุนปินในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและแว่นตากรอบทอง ยืนปั้นยิ้มอบอุ่นรออยู่ตรงนั้น

ข่าวเรื่องที่เจียงซูหลานไปตั้งแผงขายของหน้าโรงงานจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และเรื่องที่หล่อนงัดข้อกฎหมายมาหักหน้าสวี่เจียวเจียวจนอีกฝ่ายต้องหนีกลับเข้าโรงงาน ดังกระฉ่อนไปทั่วแผนกจัดซื้อ ซุนปินที่แอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ รู้สึกประหลาดใจและสับสน

สตรีที่เคยหัวอ่อนและดีแต่ร้องไห้โวยวาย บัดนี้กลับกลายเป็นแม่ค้าที่มีวาทศิลป์แพรวพราว ซ้ำยังดูงดงามมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาชายหนุ่มมากยิ่งกว่าตอนที่ยังคบหากันเสียอีก ความรู้สึก "เสียดาย" ก่อตัวขึ้นในใจของชายเห็นแก่ตัวอย่างเงียบเชียบ เขาจึงแอบตามหล่อนมาเพื่อดักรอพูดคุยในที่ลับตาคน

"ซูหลาน... ให้ฉันช่วยเข็นรถไหม ทางเดินมันขรุขระ เธอคงจะเหนื่อย" ซุนปินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจอมปลอม ขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้

เจียงซูหลานหยุดรถเข็นทันที หล่อนมองชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตารังเกียจราวกับเห็นแมลงสาบตัวโต

"ถอยไปให้พ้นทาง" น้ำเสียงของหล่อนราบเรียบแต่เย็นเยียบ

"อย่าเพิ่งเย็นชากับฉันสิ" ซุนปินไม่ยอมถอย เขาดันแว่นตาให้เข้าที่ แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดและรู้สึกผิด

"ฉันรู้ว่าเธอโกรธเรื่องที่ฉันไปคบกับเจียวเจียว แต่เธอต้องเข้าใจนะว่าฉันถูกผู้ใหญ่บังคับ ผู้อำนวยการสวี่เป็นเจ้านายของฉัน ฉันขัดคำสั่งเขาไม่ได้ ความจริงแล้ว... ลึกๆ ในใจฉันยังห่วงใยเธออยู่เสมอ เธอออกมาลำบากขายของแบบนี้ ฉันเห็นแล้วปวดใจเหลือเกิน"

เจียงซูหลานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของหล่อนเต็มไปด้วยความสมเพชจนซุนปินหน้าชา

"ซุนปิน นายคิดว่าฉันยังเป็นนังโง่คนเดิมที่เชื่อคำหวานลมๆ แล้งๆ ของนายอยู่อีกหรือ" หล่อนกอดอก ปรายตามองเขาด้วยความเหยียดหยามขั้นสุด

"บอกว่าห่วงใยฉันงั้นหรือ ตอนที่นายรับเงินจากตาแก่ตัณหากลับเพื่อหลอกขายฉัน แลกกับตำแหน่งหัวหน้าแผนกจัดซื้อ ความห่วงใยของนายมันหายหัวไปไหนหมด"

ชายหนุ่มชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก "ธ... เธอพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เคยทำเรื่องแบบนั้น"

"จะเคยทำหรือไม่ นายย่อมรู้อยู่แก่ใจ" เจียงซูหลานเชิดหน้าขึ้น ก้าวเข้าไปใกล้กึ่งก้าวเพื่อกดดัน

"นายมันก็แค่สุนัขหวงก้าง พอเห็นฉันเริ่มมีเงิน เริ่มตั้งตัวได้ ก็อยากจะกลับมาชุบมือเปิบ หวังจะหลอกใช้ฉันให้เป็นเครื่องมือหาเงินอีกงั้นสิ เลิกแสดงละครปาหี่ได้แล้ว ฉันเห็นแล้วจะอาเจียน"

"เจียงซูหลาน" ซุนปินถูกแทงใจดำจนหน้ากากสุภาพบุรุษฉีกขาด ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธจัดและอับอาย

"เธอคิดว่าตัวเองวิเศษมาจากไหน ถึงได้กล้ามาด่าฉันแบบนี้ เธอคิดว่าไอ้ชาวสวนยากจนที่เก่งแต่ใช้กำลังคนนั้นมันจะเลี้ยงดูเธอได้ไปตลอดรอดฝั่งหรือไง มันมีดีอะไรนักหนา"

"มีดีกว่าผู้ชายหน้าเนื้อใจเสืออย่างนายเป็นร้อยเท่า" หล่อนตอกกลับทันควันอย่างไร้ความลังเล

"ลู่เจิงเป็นผู้ชายที่มีกระดูกสันหลัง เขาหาเงินด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ไม่ใช่เอาตัวผู้หญิงไปเร่ขายเพื่อไต่เต้าหาความก้าวหน้า"

คำยกย่องสามีที่หลุดออกมาจากปากของอดีตคนรัก ทำให้ซุนปินขาดสติ เขาตวัดสายตาดุดัน ก้าวพรวดเข้ามาหมายจะคว้าแขนเรียวของหญิงสาวเพื่อบีบบังคับให้หล่อนหุบปาก

ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาแตะลงบนแขนเสื้อผ้าฝ้ายของเจียงซูหลาน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็หยุดลงที่หัวมุมทางเดินดินเบื้องหลังซุนปินพอดี

บรรยากาศรอบบริเวณเย็นเยียบลงกะทันหันราวกับถูกแช่แข็ง

เจียงซูหลานเบิกตากว้างเมื่อมองข้ามไหล่ของซุนปินไป ลู่เจิงยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มเพิ่งเดินกลับมาจากเส้นทางลัดเข้าตัวเมือง ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มดูทะมัดทะแมงและดุดัน

สายตาของเขาจ้องเขม็งมาที่มือของซุนปินซึ่งกำลังจับแขนภรรยาของตนอยู่

สันกรามของลู่เจิงนูนเด่นชัดเจนจากการขบเกร็ง กล้ามเนื้อแผ่นอกขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจที่หนักหน่วง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นไม่ได้มีเพียงความหวาดระแวงเหมือนเช่นเคย แต่มันผสมปนเปไปด้วยรังสีอำมหิตเยือกเย็นและความหึงหวงที่รุนแรงจนแทบจะแผดเผาคนมองให้เป็นจุณ

เขาเห็นภาพอดีตคนรักยืนจับแขนกันในทางเดินสายเปลี่ยว

สำหรับผู้ชายที่มีบาดแผลในใจลึกซึ้งและหวาดระแวงมาตลอดอย่างลู่เจิง ภาพตรงหน้าคือฟางเส้นสุดท้ายที่กระตุ้นความเจ็บปวดและสัญชาตญาณความหวงแหนของเขาให้ปะทุขึ้น

ชายหนุ่มไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่เอ่ยปากถาม ไม่แม้แต่จะรอฟังคำอธิบาย เขาเพียงแค่ตวัดสายตามองเจียงซูหลานด้วยความผิดหวังที่ลึกล้ำ ก่อนจะหมุนตัวเดินดุ่มๆ ก้าวเท้ายาวๆ ทิ้งห่างออกไปทางหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว

"อาเจิง" เจียงซูหลานร้องเรียกเสียงหลง

หล่อนรู้ทันทีว่าหายนะกำลังมาเยือน อาการหึงหวงของคนหน้าตายนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าภูเขาไฟระเบิด หญิงสาวสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมของซุนปินอย่างแรงจนชายหนุ่มหน้าทิ่ม

"อย่ามายุ่งกับฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะให้สามีฉันมาหักขานาย" หล่อนตวาดทิ้งท้ายโดยไม่หันไปมองซุนปินอีก

เจียงซูหลานทิ้งรถเข็นเอาไว้ข้างทาง ไม่สนใจข้าวของใดๆ ทั้งสิ้น หล่อนรวบชายเสื้อผ้าฝ้ายแล้วออกตัววิ่งตามแผ่นหลังกว้างของลู่เจิงไปอย่างสุดกำลัง

เจียงซูหลานวิ่งกระหืดกระหอบตามแผ่นหลังกว้างนั้นมาจนถึงบ้าน ทว่าชายหนุ่มไม่ได้หยุดรอหรือหันกลับมามองหล่อนแม้แต่หางตา

เสียงขวานกระทบไม้ดังสนั่นหวั่นไหวมาจากลานดินหลังบ้าน มันไม่ใช่จังหวะการผ่าฟืนตามปกติ แต่เป็นการลงน้ำหนักที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและแรงอารมณ์คุกรุ่น

หญิงสาวก้าวพ้นประตูรั้วไม้ไผ่ ลัดเลาะไปตามแนวแปลงผักจนถึงลานกว้างด้านหลัง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หล่อนต้องลอบกลืนน้ำลายลงคอ

ลู่เจิงถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกออก ทิ้งไว้บนแคร่ไม้ไผ่อย่างลวกๆ เหลือเพียงเสื้อกล้ามสีหม่นที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับมัดกล้ามเนื้อกำยำ ขวานเหล็กด้ามเก่าถูกเงื้อขึ้นสูงก่อนจะจามลงบนท่อนไม้ขนาดใหญ่ด้วยแรงมหาศาล ท่อนไม้เนื้อแข็งแตกกระจายเป็นสองซีกกระเด็นไปคนละทิศละทาง ทว่าชายหนุ่มยังคงหยิบท่อนใหม่ขึ้นมาวางและฟาดฟันลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึก

นัยน์ตาดุดันที่จดจ่ออยู่กับคมขวานแผ่รังสีเยือกเย็นจนบรรยากาศรอบลานฟืนหนักอึ้ง

เจียงซูหลานรู้ทันทีว่าพายุหึงหวงของอดีตทหารหนุ่มลูกนี้รุนแรงกว่าครั้งไหนๆ หากปล่อยให้ความเข้าใจผิดฝังรากลึก กำแพงน้ำแข็งที่หล่อนเพียรพยายามทลายมาตลอดหลายวันคงถูกสร้างขึ้นมาใหม่จนสูงชันยิ่งกว่าเดิม

หล่อนไม่ลังเล หญิงสาวก้าวเดินฝ่าเศษไม้ที่กระจุยกระจายเข้าไปหาเขาทันที

ในจังหวะที่ลู่เจิงกำลังจะเงื้อขวานขึ้นอีกครั้ง ท่อนแขนเรียวเล็กของเจียงซูหลานก็สอดเข้ามากอดรัดรอบเอวสอบของเขาเอาไว้จากด้านหลังอย่างรวดเร็วและแนบแน่น ใบหน้างดงามซุกลงกับแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและไอความร้อนจากร่างกายของชายหนุ่ม

ร่างสูงใหญ่แข็งทื่อไปในฉับพลัน ขวานในมือชะงักค้างกลางอากาศ กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนบนแผ่นหลังของเขาเกร็งเขม็งรับสัมผัสนั้น

"ปล่อย" ลู่เจิงเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเย็นเยียบ

"ไม่ปล่อยค่ะ อาเจิง... พี่กำลังเข้าใจผิด" หล่อนกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก ซึมซับกลิ่นยาสูบเจือกลิ่นดินอันเป็นเอกลักษณ์ที่หล่อนหลงใหล

"ฉันไม่ได้นัดพบซุนปิน หมอนั่นแอบตามฉันมาและโผล่มาขวางทางเอง พี่ก็เห็นว่าฉันมีสีหน้ารังเกียจแค่ไหนตอนที่เขายื่นมือเข้ามาใกล้ ฉันด่าตอกหน้าเขาไปแล้วว่าเป็นแค่สุนัขหวงก้างที่เทียบกับสามีของฉันไม่ได้แม้แต่ปลายเล็บ"

ความเงียบปกคลุมลงบนลานผ่าฟืน มีเพียงเสียงหอบหายใจหนักหน่วงของชายหนุ่ม เจียงซูหลานขยับใบหน้าถูไถกับแผ่นหลังของเขาอย่างออดอ้อน

"ฉันบอกพี่แล้วไงคะ ว่าฉันตาสว่างแล้ว ในสายตาของฉันตอนนี้... มีแค่พี่คนเดียวจริงๆ"

เส้นความอดทนสุดท้ายของลู่เจิงขาดสะบั้นลง

ชายหนุ่มโยนขวานในมือทิ้งลงบนพื้นดินเสียงดัง ปั๊ก เขาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสตรีที่กล้าเข้ามายั่วยุพายุอารมณ์ของเขา มือหนาที่หยาบกร้านคว้าหมับเข้าที่เอวบาง ก่อนจะตวัดรวบร่างอรชรขึ้นอุ้มพาดบ่าอย่างดุดันโดยไม่เปิดโอกาสให้หล่อนได้ตั้งตัว

"อาเจิง" เจียงซูหลานอุทานด้วยความตกใจ สองมือรีบคว้าเกาะไหล่กว้างเอาไว้แน่น

ลู่เจิงไม่พูดพร่ำทำเพลง นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความหวงแหนและแรงปรารถนาที่ถูกกักเก็บมาเนิ่นนาน ชายหนุ่มก้าวเท้ายาวๆ เดินดุ่มๆ พาหล่อนทะลุผ่านห้องครัว ตรงเข้าไปในห้องนอนแคบที่เงียบสงัด

เขาทิ้งร่างของหล่อนลงบนเตียงเตาอย่างไม่ออมแรง ทว่าที่นอนฝ้ายผืนเก่าก็รองรับแรงกระแทกเอาไว้จนหล่อนไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ

ยังไม่ทันที่เจียงซูหลานจะหยัดกายลุกขึ้น ร่างสูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อก็ทาบทับลงมาปิดกั้นทางหนี เขากักขังหล่อนไว้ใต้เงาร่างของตน สองมือแกร่งตรึงข้อมือบางทั้งสองข้างของหล่อนกดลงกับฟูกที่นอน

นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหงส์ที่กำลังเบิกกว้าง มันไม่ใช่แววตาของชาวสวนผู้เงียบขรึมอีกต่อไป แต่เป็นแววตาของนักล่าที่พร้อมจะกลืนกินเหยื่อตัวน้อยตรงหน้าให้จมเขี้ยว

"อาเจิง" หล่อนเรียกชื่อเขาเสียงสั่นพร่า หัวใจเต้นกระหน่ำรัวจนแทบจะทะลุออกจากอก

ลู่เจิงไม่ปล่อยให้หล่อนได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก เขาโน้มใบหน้าลงมาประกบริมฝีปากบดขยี้กลีบปากนุ่มของหล่อนอย่างเร่าร้อนและรุนแรง สัมผัสของเขาดุดัน เรียกร้อง และเต็มไปด้วยการประกาศความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง

ฟันคมขบเม้มริมฝีปากล่างของหล่อนเบาๆ บีบบังคับให้หล่อนเผยอปากรับปลายลิ้นร้อนที่รุกรานเข้ามาตักตวงความหวาน รสชาติของยาสูบเจือความดิบเถื่อนแบบฉบับชายชาตรีทำเอาเจียงซูหลานหัวหมุนคว้าง หล่อนเพิ่งตระหนักได้ในวินาทีนี้เองว่า การไปยั่วแหย่อดีตทหารผ่านศึกที่เก็บซ่อนเขี้ยวเล็บมาตลอดนั้นอันตรายเพียงใด

หล่อนดิ้นรนขัดขืนในคราแรก ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงความโหยหาและความหวงแหนที่แฝงอยู่ในจุมพิตอันหยาบกระด้างนั้น เจียงซูหลานก็ค่อยๆ คลายแรงต่อต้าน หล่อนหลับตาลงและเปิดทางให้เขารุกไล่ต้อนอย่างเต็มใจ สองมือที่ถูกตรึงไว้ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสอดประสานเข้ากับนิ้วมือหนาของชายหนุ่ม

ความเร่าร้อนไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนอุณหภูมิในห้องนอนพุ่งสูง ลมหายใจของคนสองคนหอบสะท้านประสานกันในความเงียบ

ทว่าในจังหวะที่สติสัมปชัญญะของเจียงซูหลานกำลังจะหลอมละลาย เสียงพลิกตัวเบาๆ จากแคร่ไม้ในห้องโถงด้านนอกก็ดังแทรกเข้ามา มันเป็นเสียงของเสี่ยวเป่าที่กำลังนอนกลางวันอยู่

ลู่เจิงชะงัก กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนบนร่างกายแข็งเกร็ง เขาจำต้องผละริมฝีปากออกอย่างอ้อยอิ่งและแสนเสียดาย ชายหนุ่มหอบหายใจลึก พยายามข่มเพลิงปรารถนาที่กำลังแผดเผาให้สงบลง

ดวงตาคมกริบหลุบมองสตรีใต้ร่าง ใบหน้างดงามของเจียงซูหลานแดงซ่านไปถึงใบหู นัยน์ตาหงส์ฉ่ำเยิ้มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความวาบหวาม ริมฝีปากอวบอิ่มที่ถูกเขาบดขยี้บัดนี้บวมเจ่อและแดงระเรื่ออย่างน่ามอง

ภาพตรงหน้ายิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณความหวงแหนในอกของเขาให้พุ่งทะยาน ลู่เจิงก้มลงไปขบเม้มริมฝีปากที่บวมเจ่อนั้นอีกครั้ง คล้ายเป็นการลงทัณฑ์คนอวดดีที่กล้ามีอดีตกับชายอื่น

ชายหนุ่มเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้ กระซิบชิดใบหูของหล่อนด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงความเด็ดขาดขั้นสุด

"ห้ามให้ผู้ชายคนไหนเข้าใกล้เกินสามก้าวอีก"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel