ภรรยาตัวร้ายยุค 80 ขอทวงคืนสามีชาวสวน

83.0K · จบแล้ว
Ocean Books
25
บท
2.0K
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

คำโปรย ชาติก่อน ‘เจียงซูหลาน’ เป็นภรรยาที่โง่เขลาและร้ายกาจ หล่อนหลงเชื่อคำหวานของชายชู้ ทิ้ง ‘ลู่เจิง’ สามีชาวสวนผู้ยากจนและลูกชายตัวน้อยไปเสพสุข สุดท้ายถูกหลอกขายและต้องจบชีวิตอย่างอนาถอย่างโดดเดี่ยวกลางสายฝน โดยมีเพียงลู่เจิงที่ยอมฝ่ามรสุมมาเก็บศพและหลั่งน้ำตาให้หล่อน เมื่อสวรรค์เมตตาให้หล่อนลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งในปี 1980 ตรงหน้าคือหนังสือหย่าขาดและชายชู้ที่รอรับตัว หล่อนไม่ลังเลที่จะฉีกมันทิ้ง! ชาตินี้ หล่อนจะใช้ความรู้จากอนาคตสร้างอาณาจักรธุรกิจเพื่อชดเชยบาป ทวงคืนความรักจากลูกและสามีที่เคยทอดทิ้ง...

เกิดใหม่นิยายย้อนยุคข้ามมิติยุค80การแต่งงานแบดเกิร์ลนางเอกเก่งแฮปปี้เอนดิ้ง

บทที่ 1 ฉีกสัญญาหย่าขาด

"ปล่อยนะ"

เสียงแหลมปรี๊ดของตนเองดึงสติของเจียงซูหลานให้กลับเข้าร่าง

แรงกระชากจากกระเป๋าผ้าใบสีขี้ม้าทำให้ตัวเธอเซถลาไปข้างหน้า ตรงข้ามคือร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มที่จับสายหูหิ้วกระเป๋าอีกด้านไว้แน่น ใบหน้าคมคายของเขาเรียบตึง แววตาดุดันแฝงความรวดร้าว

"แม่... อย่าไป" เสียงเล็กจ้อยสั่นเครือดังมาจากเบื้องล่าง

เสี่ยวเป่ากอดขาเธอไว้แน่น แรงยื้อแย่งกระเป๋าระหว่างผู้ใหญ่สองคนทำให้เด็กชายวัยสี่ขวบเสียหลัก ร่างผอมบางสะดุดลานดินกำลังจะล้มฟาดลงกับเหลี่ยมโต๊ะไม้กลางลาน

ลมหายใจของเจียงซูหลานสะดุด ภาพความตายอันโดดเดี่ยวจากการถูกวางยาพิษในชาติก่อนเพิ่งผ่านพ้นไปเพียงเสี้ยววินาที หล่อนปล่อยมือจากหูหิ้วกระเป๋าทันทีแล้วถลาตัวลงไปคว้ากอดร่างของลูกชายเอาไว้ได้ฉิวเฉียดก่อนที่ศีรษะเล็กๆ จะกระแทกกับมุมโต๊ะ

เด็กน้อยหลับตาปี๋ ตัวสั่นงันงกในอ้อมแขน

เจียงซูหลานตระกองกอดร่างที่ผอมจนคลำเจอซี่โครงไว้แน่น กลิ่นสบู่ราคาถูกและกลิ่นดินจางๆ จากตัวลูกชายยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน สวรรค์เมตตาให้หล่อนย้อนเวลากลับมาในสิบโมงกว่าของเช้าวันแตกหัก

วันที่หล่อนกำลังจะทำลายชีวิตตัวเองด้วยการทิ้งครอบครัวไปคว้าเศษสวะ

หล่อนซุกหน้าลงกับไหล่เล็กของเสี่ยวเป่า สูบดมกลิ่นกายของลูกชายเพื่อเรียกขวัญและข่มความสั่นเทาของร่างกาย ก่อนจะช้อนตาขึ้นมองชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

ลู่เจิงในวัยยี่สิบหกปีสวมเสื้อกล้ามสีหม่นทับด้วยเสื้อเชิ้ตเปิดกระดุม เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและกล้ามเนื้อที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม

ชายชาวสวนที่หล่อนเคยด่าทอว่าหยาบกระด้างและยากจน หากแต่ว่าในวันที่หล่อนเน่าเฟะไม่มีชิ้นดี เขากลับเป็นคนเดียวที่มาเก็บศพหล่อนไปทำพิธีและหลั่งน้ำตาให้ในวาระสุดท้าย

แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขากำลังมองมาที่หล่อนด้วยความตื่นตะลึงและสับสนที่จู่ๆ ภรรยาผู้เกรี้ยวกราดก็ทิ้งกระเป๋าเสื้อผ้าไปกอดลูกชาย

"ซูหลาน ทำไมไม่รีบหยิบกระเป๋ามาล่ะ"

เสียงนุ่มนวลคุ้นหูดังแทรกบรรยากาศตึงเครียด เจียงซูหลานหันขวับไปมองทางประตูรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน

ซุนปินยืนอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนดูภูมิฐาน สวมแว่นตากรอบทอง รอยยิ้มบนใบหน้าดูอบอุ่นและเปี่ยมด้วยการศึกษาตามแบบฉบับหัวหน้าแผนกของโรงงานรัฐ

ทว่าแววตาหลังเลนส์แว่นกลับซ่อนความร้อนรนและรำคาญใจเอาไว้อย่างมิดชิด

ภาพที่ซุนปินรับเงินจากตาแก่ตัณหากลับเพื่อขายหล่อนเข้าซ่อง แลกกับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานทอผ้า ผุดขึ้นมาในหัวเจียงซูหลานอย่างแจ่มชัด ความแค้นสุมทับในอกจนหล่อนต้องขบกรามเพื่อข่มอารมณ์ไม่ให้พุ่งเข้าไปฉีกเนื้อหมอนั่น

"รีบเซ็นชื่อสิ" ซุนปินพยักพยิดไปทางโต๊ะไม้กลางลาน

"หนังสือหย่าเขียนเสร็จแล้ว ตลับหมึกแดงก็วางอยู่ตรงนั้น เซ็นให้จบๆ ไป เราจะได้รีบเข้าเมืองไปเริ่มชีวิตใหม่ด้วยกันเสียที"

ชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ริมรั้วเริ่มส่งเสียงซุบซิบ สายตาหลายคู่มองเจียงซูหลานด้วยความสมเพชและรังเกียจ สตรีที่ทิ้งสามีชาวสวนผู้ทำมาหากินไปหาพนักงานรัฐ เป็นเรื่องคาวโลกีย์ยุค 80 ที่ใครๆ ก็อยากเอาไปนินทาเหยียบย่ำ

ลู่เจิงยืนนิ่งราวกับรูปสลักหิน สันกรามของเขานูนเด่นจากการขบเกร็ง เขาไม่เอ่ยปากรั้ง ไม่ด่าทอประจานความสวมเขา เพียงแค่มองหล่อนด้วยสายตาที่เริ่มว่างเปล่าลงเรื่อยๆ ราวกับยอมรับชะตากรรม

เจียงซูหลานผละจากเสี่ยวเป่าอย่างทะนุถนอม หล่อนหยัดกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นดินออกจากกางเกงผ้าฝ้ายของตนให้เข้าที่ แล้วก้าวเดินไปที่โต๊ะไม้ตัวนั้น

บนโต๊ะมีกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนข้อความขอหย่าขาดด้วยลายมือ กระดาษใบนี้คือตั๋วเดินทางสู่นรกของหล่อนในอดีตชาติ

ซุนปินยกยิ้มกว้างเมื่อเห็นหญิงสาวหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา เขาขยับแว่นตาเตรียมพร้อมจะเดินเข้ามาพาตัวหล่อนออกไปจากบ้านซอมซ่อหลังนี้

ทว่าเจียงซูหลานไม่ได้เอื้อมมือไปหยิบตลับหมึกแดง

หล่อนจับปลายกระดาษทั้งสองข้าง สบตาซุนปินด้วยสายตาเย็นเยียบ แล้วออกแรงฉีกกระดาษแผ่นนั้นขาดเป็นสองท่อน

แคร่ก

เสียงกระดาษขาดดังท่ามกลางความเงียบของลานดิน เจียงซูหลานจับกระดาษที่เหลือมาทบกันแล้วฉีกซ้ำอีกครั้งและอีกครั้ง ท่าทีของหล่อนเด็ดขาดและไร้ความลังเลจนกระทั่งหนังสือหย่าขาดกลายเป็นเพียงเศษซากชิ้นเล็กชิ้นน้อย

หล่อนสะบัดมือ ปล่อยเศษกระดาษเหล่านั้นให้ปลิวว่อนตกลงบนพื้นดินสีฝุ่นเบื้องหน้าลู่เจิง

เศษกระดาษสีหม่นร่วงหล่นปะปนกับฝุ่นดิน

ใบหน้าหล่อเหลาของซุนปินแข็งค้าง รอยยิ้มอบอุ่นจอมปลอมที่ประดับไว้เพื่อสร้างภาพลักษณ์พังทลายลงในพริบตา เขาจ้องมองเศษหนังสือหย่าสลับกับใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวด้วยความงุนงง ก่อนที่ความโกรธจะพุ่งขึ้นมาบนใบหน้าจนแดงก่ำ

"เจียงซูหลาน นี่เธอเสียสติไปแล้วหรือไง" เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน พยายามรักษาระดับเสียงไม่ให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ได้ยิน

"กระดาษนั่นฉันอุตส่าห์ใช้เส้นสายไปขอให้ผู้จัดการเซ็นรับรองเป็นพยานให้ เธอทำบ้าอะไรลงไป"

เจียงซูหลานแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะของหล่อนเยือกเย็นจนซุนปินชะงัก

"ขอให้ผู้จัดการเป็นพยานงั้นสิ" หล่อนก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปรายตามองชายตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาเหยียดหยาม

"ซุนปิน นายคิดว่าฉันโง่จนมองธาตุแท้ของนายไม่ออกหรือไง พนักงานรัฐสวมเสื้อเชิ้ตขาวดูภูมิฐาน แต่แท้จริงแล้วกระดูกสันหลังอ่อนยวบยิ่งกว่าเส้นหมี่ต้มสุก

ผู้ชายที่วันๆ เอาแต่พ่นคำหวานหลอกล่อภรรยาชาวบ้านให้ทิ้งครอบครัว เพียงเพื่อจะเอาตัวผู้หญิงไปประเคนให้ตาแก่ตัณหากลับ แลกกับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายจัดซื้ออย่างนาย มีสิทธิ์อะไรมาขึ้นเสียงใส่ฉัน"

ข้อกล่าวหาที่พุ่งตรงแสกหน้าทำให้บรรยากาศบริเวณลานดินเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเป็นเสียงซุบซิบดังอื้ออึง

ป้าเฝิง หญิงวัยกลางคนร่างท้วมที่อยู่บ้านติดกันเบิกตากว้าง หล่อนหันไปกระซิบกระซาบกับแม่บ้านคนอื่นอย่างออกรส ทิศทางลมปากของชาวบ้านเปลี่ยนเป้าหมายจากสตรีที่ทิ้งสามี กลายเป็นชายหนุ่มที่สวมหน้ากากสุภาพบุรุษเพื่อทำเรื่องสกปรกทันที

ซุนปินหน้าถอดสี ความลับที่เขาซุกซ่อนไว้ถูกแฉออกมากลางแจ้ง เขาขยับแว่นตาด้วยมือที่สั่นเทา ก้าวพรวดเข้ามาหวังจะคว้าแขนหญิงสาวเพื่อปิดปาก

"เธอพูดพล่อยอะไร อยากอยู่กับไอ้ชาวสวนยาจกนี่จนสมองกลับแล้วใช่ไหม มันมีปัญญาซื้อเนื้อหมูให้เธอกินสักมื้อหรือเปล่า ถึงได้มาแว้งกัดฉันแบบนี้"

ทว่ามือของซุนปินยังไม่ทันได้แตะต้องแม้แต่ปลายแขนเสื้อผ้าฝ้ายของเจียงซูหลาน ร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งมาตลอดก็ขยับวูบเดียว

ลู่เจิงก้าวขึ้นมายืนบังหน้าภรรยาเอาไว้มิดชิด แผ่นหลังกว้างตระหง่านราวกับกำแพงหิน กลิ่นยาสูบเจือกลิ่นดินโชยเข้าจมูกเจียงซูหลาน มันเป็นกลิ่นที่ทำให้หล่อนรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

ชายหนุ่มปรายตาลงมองพนักงานรัฐที่เตี้ยกว่าตนเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ สายตาของลู่เจิงเยือกเย็นและดุดันประดุจสัตว์ป่ากำลังประเมินจุดตายของเหยื่อ เขาไม่ได้ง้างหมัด ไม่ได้ตะคอกเสียงดัง เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็แผ่รังสีคุกคามจนซุนปินต้องก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ

"ไสหัวไป"

น้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาดเอ่ยออกมาสั้นๆ

ซุนปินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาหวาดกลัวดวงตาคู่นั้นของลู่เจิงมาตลอด ชายชาวสวนคนนี้เงียบขรึมเกินไป ดุดันเกินกว่าจะเป็นแค่ชาวสวนธรรมดา ชายหนุ่มสวมแว่นตากัดฟันกรอด ชี้หน้าเจียงซูหลานที่ยืนหลบอยู่หลังแผ่นหลังกว้าง

"เธอจะตัองเสียใจที่เลือกไอ้ยาจกนี่ เจียงซูหลาน" เขาฝากคำขู่ไว้แค่นั้นก่อนจะหันหลังเดินแกมวิ่งหนีออกไปจากบริเวณหน้าบ้านอย่างรวดเร็วเพื่อหนีสายตาจับผิดของชาวบ้าน

เมื่อตัวตลกหนีไปแล้ว เจียงซูหลานจึงหันไปมองกลุ่มแม่บ้านที่ยังคงชะเง้อคอมองอยู่ริมรั้ว หล่อนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ก่อนจะส่งยิ้มที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุดออกไป

"ป้าเฝิงคะ ละครจบแล้ว รบกวนป้าช่วยบอกคนอื่นๆ ให้แยกย้ายกันเถอะค่ะ บ้านฉันกำลังจะทำกับข้าวแล้ว คงไม่มีอะไรให้พวกป้าดูอีก"

ป้าเฝิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อถูกเรียกชื่อ หล่อนกระแอมในคอ โบกมือไล่แม่บ้านคนอื่นๆ ให้แยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตน แม้ในใจจะยังคันปากอยากรู้เรื่องต่อใจแทบขาด แต่แววตาของเจียงซูหลานในวันนี้ดูเอาเรื่องจนหล่อนไม่กล้าต่อปากต่อคำ

ลานหน้าบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงคนสามคน

เจียงซูหลานผ่อนลมหายใจยาว หล่อนหันกลับมาเตรียมจะพยุงเสี่ยวเป่าให้ลุกขึ้นยืน ทว่าข้อมือกลับถูกคว้าเอาไว้ด้วยนิ้วมือที่แข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก

ลู่เจิงออกแรงดึงเพียงนิด ร่างอรชรของหล่อนก็เซถลาเข้าไปประชิดอกกว้าง เขาไม่ยอมปล่อยมือ ดวงตาคมกริบที่เพิ่งใช้ข่มขู่ซุนปิน บัดนี้กำลังหรี่มองหล่อนด้วยความหวาดระแวงขั้นสุด กำแพงน้ำแข็งในดวงตาคู่นั้นหนาทึบจนแทบจะแช่แข็งคนมอง

เขาไม่เชื่อว่าสตรีที่ร้องห่มร้องไห้ก่นด่าความยากจนของเขาทุกเช้าค่ำ จะเปลี่ยนใจกะทันหันเพียงเพราะความสงสาร

"ต้องการอะไรอีก" น้ำเสียงของลู่เจิงราบเรียบ ซ่อนความกดดันเอาไว้มิดชิด

"คิดจะใช้ลูกเป็นข้ออ้างเพื่อรีดไถเงินก้อนสุดท้ายของบ้านไปงั้นหรือ หรือว่านี่เป็นแผนใหม่ของพวกเธอที่จะเอาลูกไปขาย"

ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้ามาในอกของเจียงซูหลาน หล่อนสมควรแล้วที่จะโดนเขามองด้วยสายตาเช่นนี้ ในอดีตชาติหล่อนทำตัวร้ายกาจจนเกินเยียวยา การจะทำลายกำแพงความระแวงนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะจบลงในวันเดียว

เจียงซูหลานไม่สะทกสะท้านต่อสายตาเย็นชานั้น หล่อนก้าวเข้าไปประชิด สอดนิ้วเข้าจับมือที่หยาบกร้านของเขาไว้แน่น พลางช้อนตาขึ้นมองด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย

"อาเจิง... ฉันหิวแล้ว เราเข้าบ้านไปทำกับข้าวกันเถอะ"