บท
ตั้งค่า

บทที่ 5 ตบหน้าคนพาลกลางสหกรณ์

เก้าโมงกว่าของวันถัดไป อาคารปูนสองชั้นของสหกรณ์ร้านค้าประจำอำเภอคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอย ด้านในตึกโอ่โถงและสว่างไสว บนเคาน์เตอร์กระจกใสมีสินค้าเรียงรายเป็นระเบียบ ตั้งแต่ผ้าฝ้ายพับใหญ่ เครื่องอุปโภคบริโภค ไปจนถึงวิทยุราคาแพง สถานที่แห่งนี้คือศูนย์รวมสินค้าที่ทันสมัยที่สุดในยุคแปดศูนย์

เจียงซูหลานยืนประสานมืออยู่หน้าเคาน์เตอร์แผนกอาหารแห้ง ท่าทีของหล่อนสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ไร้ซึ่งความประหม่าแบบที่ชาวบ้านทั่วไปมักเป็นเมื่อต้องเจรจากับพนักงานรัฐระดับผู้จัดการ

บนตู้กระจกเบื้องหน้าหล่อนคือโหลแก้วบรรจุซอสพริกสีแดงสดใส และโหลบรรจุหัวไชเท้าตากแห้งคลุกน้ำมันพริก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดไม่ใช่เพียงสีสันของอาหาร แต่เป็นกระดาษสีน้ำตาลที่ถูกตัดเป็นแถบขนาดเท่ากัน คาดทับกลางโหลแก้วทุกใบอย่างประณีต บนกระดาษเขียนด้วยลายมือบรรจงและหนักแน่นเป็นตราสัญลักษณ์ว่า 'หม่าล่าสูตรสกุลเจียง'

มันคือการสร้างมูลค่าให้สินค้าดูพรีเมียมและน่าจดจำ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวล้ำกว่าแม่ค้าหาบเร่ทั่วไปในยุคนี้ไปมากนัก

ตรงข้ามเคาน์เตอร์คือเจิ้งหยวนไค ผู้จัดการสหกรณ์ร้านค้าอำเภอ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์สวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นและหนีบกระเป๋าหนังไว้ข้างลำตัว เขากำลังใช้ตะเกียบไม้คีบชิ้นหัวไชเท้าเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ เพื่อประเมินรสชาติ

เจียงซูหลานมองท่าทีนั้นด้วยรอยยิ้มการค้า ในอดีตชาติ หลังจากหล่อนดิ้นรนหนีรอดจากขุมนรกของตาแก่ตัณหากลับที่ซุนปินขายหล่อน หล่อนต้องระหกระเหินไปเป็นลูกมือล้างจานในร้านอาหารซอมซ่อ มือที่เคยนุ่มนวลต้องเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากน้ำร้อนลวก หล่อนอดทนรองรับอารมณ์ลูกค้าและลักจำวิชาทำอาหารจนกระโจนเข้าสู่สมรภูมิการค้ายุคทุนนิยมเบ่งบาน ไต่เต้าจนกลายเป็นเถ้าแก่เนี้ยระดับมณฑล

การเจรจาธุรกิจกับผู้จัดการสหกรณ์ในวันนี้ จึงเป็นเพียงเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ

"รสชาติจัดจ้าน เคี้ยวกรุบกรอบ ไม่เลวเลยทีเดียว" เจิ้งหยวนไควางตะเกียบลง แววตาของนักธุรกิจฉายแววพึงพอใจ

"ฉันเพิ่งเคยเห็นคนนำหัวไชเท้าตากแห้งธรรมดาๆ มาคั่วไล่ความชื้นและคลุกเคล้ากับเครื่องเทศแบบนี้ มันเข้ากับหมั่นโถวหรือข้าวต้มได้ดีมาก ส่วนซอสพริกนี่ก็กลมกล่อม... หล่อนบอกว่าทำเองทั้งหมดเลยงั้นหรือ"

"ใช่ค่ะ ผู้จัดการเจิ้ง" หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน

"วัตถุดิบมาจากสวนของสามีฉันเอง รับรองความสะอาดและปลอดภัย ที่สำคัญ สินค้าตัวนี้ผ่านการไล่ความชื้นและเคลือบผิวด้วยน้ำมันพริกอย่างดี จึงสามารถเก็บในโหลแก้วปิดสนิทหรืออุณหภูมิห้องได้นานนับเดือนโดยไม่ต้องแช่เย็น ซึ่งตอบโจทย์การกักตุนอาหารของชาวบ้านและคนงานในยุคนี้อย่างมากค่ะ"

เจิ้งหยวนไคพยักหน้าช้าๆ เขาเป็นคนหัวการค้า มองเห็นช่องทางทำกำไรจากสินค้าที่เก็บได้นานและมีบรรจุภัณฑ์สวยงามตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากตกลงเรื่องราคา เสียงรองเท้าส้นสูงก็กระทบพื้นกระเบื้องดังสะท้อนเข้ามาใกล้

"กลิ่นอะไรเหม็นฉุนขนาดนี้ รบกวนคนอื่นเขาซื้อของหมด"

น้ำเสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสดังแทรกขึ้น เจียงซูหลานปรายตามองไปด้านข้าง สตรีรูปร่างผอมบางในชุดเดรสตะวันตกสีแดงสดกำลังยกมือขึ้นปิดจมูกด้วยท่าทีรังเกียจ

ผมดัดลอนใหญ่และริมฝีปากที่ทาลิปสติกสีแดงสดบ่งบอกถึงรสนิยมตามแฟชั่นนิยม สวี่เจียวเจียว ลูกสาวผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า ก้าวเข้ามายืนเชิดหน้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์

ด้านหลังของหล่อนคือซุนปิน ชายหนุ่มยังคงสวมแว่นตากรอบทองและเสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนดูภูมิฐาน ทว่ารอยยิ้มที่เคยมั่นใจกลับแข็งค้างไปชั่วขณะเมื่อสบตาเข้ากับเจียงซูหลาน

"อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็ภรรยาของชาวสวนยากจนนี่เอง" สวี่เจียวเจียวกวาดสายตามองการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายสีอ่อนของเจียงซูหลานตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาเหยียดหยาม ก่อนจะปรายตามองโหลสินค้าที่มีป้ายกระดาษคาดไว้

"สหกรณ์ระดับอำเภอเดี๋ยวนี้ตกต่ำถึงขนาดเอาของชั้นต่ำจากพวกชาวนาบ้านนอกมาวางขายรวมกับสินค้ามีระดับแล้วหรือคะ ผู้จัดการเจิ้ง"

เจิ้งหยวนไคขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ชอบใจท่าทีอวดดีของคุณหนูตระกูลสวี่ผู้นี้มานานแล้ว แต่ด้วยบารมีของผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า เขาจึงเลือกที่จะรักษามารยาท

"สินค้าของแม่ค้าเจียงรสชาติดีและมีคุณภาพครับ คุณสวี่ ทางสหกรณ์พิจารณารับซื้อตามความเหมาะสม" เขาตอบเรียบๆ

"คุณภาพงั้นหรือ" สวี่เจียวเจียวแค่นเสียงขึ้นจมูก หล่อนหันไปควงแขนซุนปินเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ

"ซุนปินบอกฉันว่าผู้หญิงคนนี้เป็นแค่คนบ้านนอกที่ทำอะไรไม่เป็น วันๆ เอาแต่เกาะผัวกินไปวันๆ จู่ๆ จะมาทำของกินขาย ของที่หล่อนทำออกมาจะสะอาดสักแค่ไหนกันเชียว ระวังคนงานที่ซื้อไปกินจะท้องเสียเอาได้นะคะ"

ซุนปินยืนหน้าตึง เขาพยายามหลบสายตาเย็นเยียบของเจียงซูหลาน แม้ในใจจะแอบนึกเสียดายความงดงามที่เพิ่มมากขึ้นของอดีตคนรัก แต่เพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน เขาก็ต้องแสดงตัวเข้าข้างคุณหนูสวี่

"เจียวเจียวพูดมีเหตุผลครับ ผู้จัดการเจิ้ง" ซุนปินเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลจอมปลอม

"ทางโรงงานทอผ้าของเรามีมาตรฐานความสะอาดสูง หากคนงานมาซื้อของที่ไม่มีแหล่งผลิตชัดเจนไปกินแล้วเกิดล้มป่วย คงเป็นเรื่องใหญ่ ผมว่าสหกรณ์ไม่ควรรับความเสี่ยงกับอาหารที่ไม่ได้มาตรฐานแบบนี้นะครับ"

รอยยิ้มมุมปากของเจียงซูหลานลึกขึ้น หล่อนมองชายหญิงตรงหน้าด้วยสายตาที่คล้ายกำลังมองดูตัวตลกแสดงงิ้วฉากปาหี่ ความสงบนิ่งของหล่อนเยือกเย็นจนซุนปินเริ่มรู้สึกชาวาบที่สันหลัง

"มาตรฐานความสะอาดสูงงั้นหรือคะ หัวหน้าแผนกจัดซื้อซุน" น้ำเสียงของหล่อนราบเรียบแต่เชือดเฉือนทะลุถึงกระดูก

"ถ้าฉันจำไม่ผิด เมื่อเดือนก่อนคนงานในโรงงานทอผ้าเพิ่งจะท้องร่วงกันนับสิบคน เพราะกะหล่ำปลีเน่าเสียที่ทางแผนกจัดซื้อของคุณอนุมัติให้รับเข้ามาทำอาหารไม่ใช่หรือคะ หรือว่ามาตรฐานความสะอาดขั้นสูงที่คุณพูดถึง คือการรับเงินใต้โต๊ะจากพ่อค้าคนกลางเพื่อเอาของห่วยๆ มายัดเยียดให้คนงานกิน"

คำพูดของเจียงซูหลานเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ฟาดลงกลางใบหน้าของซุนปินอย่างจัง ชายหนุ่มหน้าถอดสี ข้อมูลวงในเรื่องนี้ถูกปิดข่าวไว้อย่างมิดชิดเพื่อรักษาหน้าตาของโรงงาน หล่อนไปรู้เรื่องนี้มาจากที่ใด

สวี่เจียวเจียวเบิกตากว้าง หล่อนไม่เคยรู้เรื่องกะหล่ำปลีเน่ามาก่อน หญิงสาวหันขวับไปมองชายคนรัก "ซุนปิน หล่อนพูดเรื่องอะไร"

"อย่าไปฟังนังผู้หญิงแพศยาคนนี้พูดพล่อยๆ นะเจียวเจียว" ซุนปินรีบปฏิเสธเสียงหลง เหงื่อเย็นเริ่มซึมตามไรผม เขาขยับแว่นตากรอบทองด้วยมือที่สั่นน้อยๆ

"หล่อนแค่โกรธแค้นที่ฉันทิ้งหล่อนมาหาคุณ เลยกุเรื่องขึ้นมาใส่ร้ายผม"

เจียงซูหลานแค่นหัวเราะในลำคอ หล่อนก้าวเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์กระจก สบตากับสวี่เจียวเจียวโดยตรง

"ฉันไม่จำเป็นต้องกุเรื่องใส่ร้ายผู้ชายที่กระดูกสันหลังอ่อนยวบยิ่งกว่าเส้นหมี่ต้มสุกหรอกค่ะ คุณสวี่ ในเมื่อคุณชอบเก็บเศษสวะที่ฉันทิ้งแล้วไปเชิดชูเป็นสมบัติล้ำค่า ฉันก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่ขอเตือนไว้สักนิด ผู้ชายที่เคยใช้ฉันเป็นสะพานเพื่อไต่เต้าหาตำแหน่ง วันหนึ่งเขาก็สามารถใช้คุณเป็นบันไดเพื่อเหยียบขึ้นไปสูงกว่านี้ได้เช่นกัน"

"นังบ้านนอก แกกล้าด่าฉันว่าเป็นถังขยะงั้นหรือ" สวี่เจียวเจียวกำมือแน่น ใบหน้าสวยเฉี่ยวบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด หล่อนง้างมือขึ้นหมายจะตบหน้าหญิงสาวฝั่งตรงข้าม

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ"

เสียงตวาดอันทรงอำนาจของเจิ้งหยวนไคดังลั่นสหกรณ์ สวี่เจียวเจียวชะงักมือค้างกลางอากาศ ผู้จัดการเจิ้งเดินอ้อมเคาน์เตอร์ออกมายืนขวางกลางระหว่างสตรีทั้งสอง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาด

"ที่นี่คือสหกรณ์ร้านค้าของรัฐ ไม่ใช่โรงงานทอผ้าของพ่อคุณที่จะมาทำตัวกร่างใส่ใครก็ได้" เจิ้งหยวนไคเอ่ยเสียงแข็ง

"แม่ค้าเจียงคือคู่ค้าของสหกรณ์ และฉันเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะรับซื้อสินค้าของหล่อน คุณสวี่ หากคุณมาเพื่อซื้อของก็กรุณาทำตัวให้มีมารยาท แต่ถ้ามาเพื่อหาเรื่อง ก็เชิญออกไป"

สวี่เจียวเจียวอ้าปากค้าง หล่อนไม่เคยถูกพนักงานรัฐคนไหนกล้าหักหน้าเช่นนี้มาก่อน ผู้อำนวยการโรงงานทอผ้ามีอำนาจบาตรใหญ่ในอำเภอ ใครๆ ต่างก็ต้องก้มหัวให้หล่อน ทว่าผู้จัดการสหกรณ์คนนี้กลับเลือกเข้าข้างนังผู้หญิงบ้านนอก

"คุณเจิ้ง คุณจะเสียใจที่กล้าเป็นศัตรูกับครอบครัวสวี่" หล่อนเค้นเสียงลอดไรฟัน ชี้หน้าเจียงซูหลานสลับกับเจิ้งหยวนไค

"คอยดูเถอะ ฉันจะให้พ่อระงับการสั่งซื้อสินค้าทุกอย่างจากสหกรณ์ของคุณ"

"เชิญตามสบายครับ" เจิ้งหยวนไคตอบกลับอย่างไร้เยื่อใย

"สหกรณ์ของเราไม่ได้พึ่งพายอดขายจากโรงงานของคุณเพียงแห่งเดียว"

สวี่เจียวเจียวกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ หล่อนสะบัดหน้าเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากสหกรณ์อย่างรวดเร็ว ซุนปินรีบวิ่งตามหลังไปติดๆ ทว่าก่อนพ้นประตู เขาหันกลับมามองเจียงซูหลานด้วยสายตาอาฆาตแค้น

เมื่อตัวตลกจากไปแล้ว บรรยากาศภายในสหกรณ์ก็กลับมาเป็นปกติ เจียงซูหลานหันกลับมาหาผู้จัดการเจิ้ง หล่อนโค้งศีรษะให้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณ

"ต้องขอโทษผู้จัดการเจิ้งด้วยนะคะ ที่ทำให้ต้องมาปวดหัวกับเรื่องส่วนตัวของฉัน"

"ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ทนพฤติกรรมผยองของพวกสวี่มานานแล้ว" เจิ้งหยวนไคโบกมือปัด

"เรามาคุยเรื่องธุรกิจกันต่อดีกว่า ฉันตกลงรับซื้อซอสพริกทั้งหมดยี่สิบโหล และหัวไชเท้าตากแห้งคลุกน้ำมันพริกอีกห้าสิบโหล ให้ราคาซอสพริกโหลละสองหยวน หัวไชเท้าโหลละห้าเหมา ราคานี้หล่อนตกลงไหม"

เจียงซูหลานคำนวณตัวเลขในหัวอย่างรวดเร็ว ยอดเงินรวมคือหกสิบห้าหยวน ซึ่งถือเป็นเงินก้อนใหญ่มากในยุคที่คนงานทั่วไปมีเงินเดือนเพียงสามสิบหยวน หล่อนระบายรอยยิ้มกว้าง

"ตกลงค่ะ ผู้จัดการเจิ้ง ขอบคุณที่ให้โอกาสสินค้าหม่าล่าสูตรสกุลเจียงนะคะ"

เจิ้งหยวนไคเดินกลับไปที่หลังเคาน์เตอร์ เขาเปิดลิ้นชักเหล็ก หยิบธนบัตรใบละสิบหยวนจำนวนหกใบ และใบละห้าหยวนอีกหนึ่งใบออกมานับอย่างระมัดระวัง ก่อนจะส่งมอบให้หญิงสาวพร้อมกับใบเสร็จรับเงิน

เจียงซูหลานรับเงินปึกนั้นมาถือไว้ สัมผัสของกระดาษพิมพ์ลายสัญลักษณ์ประเทศจีนในยุคแปดศูนย์ทำให้หัวใจของหล่อนเต้นแรง นี่คือชัยชนะก้าวแรกในสมรภูมิการค้า หล่อนพับเงินเก็บเข้ากระเป๋าผ้าฝ้ายอย่างมิดชิด กล่าวลาผู้จัดการเจิ้งด้วยความสุภาพ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากสหกรณ์ร้านค้าด้วยท่วงท่าสง่างามและเชิดหน้าขึ้นอย่างผู้ชนะ

เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายโมงเศษ อากาศด้านนอกอาคารเริ่มร้อนอบอ้าว เจียงซูหลานก้าวพ้นประตูบานกระจกออกมา หล่อนสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ เตรียมตัวจะเดินกลับไปขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อกลับหมู่บ้าน

ทว่าฝีเท้าของหล่อนกลับต้องหยุดชะงักลง

ที่ริมกำแพงอิฐแดงหน้าสหกรณ์ ร่างสูงใหญ่ที่คุ้นเคยกำลังยืนพิงกำแพงรออยู่อย่างเงียบเชียบ ลู่เจิงในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มพับแขนและกางเกงขายาวสีมอๆ ดูหล่อเหลาและดุดันประดุจรูปสลัก เขายืนกอดอก นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวกำลังจ้องมองตรงมาที่หล่อน

กลิ่นยาสูบเจือกลิ่นดินจางๆ ลอยมาตามสายลม

ข้างกายของชายหนุ่ม มีรถจักรยานยี่ห้อเฟยเกอคันใหม่เอี่ยมจอดพิงอยู่ โครงเหล็กสีดำขลับสะท้อนความเงางาม เบาะหนังสีน้ำตาลดูนุ่มสบาย นี่คือยานพาหนะราคาแพงที่ชาวบ้านทั่วไปต้องเก็บเงินค่อนชีวิตถึงจะซื้อได้ และต้องใช้คูปองพิเศษที่หาตัวจับยากในการแลกซื้อเท่านั้น

"อาเจิง" เจียงซูหลานพึมพำเรียกชื่อเขาด้วยความประหลาดใจ

ลู่เจิงไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ผละแผ่นหลังออกจากกำแพงอิฐ มือหนาเอื้อมไปจับแฮนด์จักรยานให้ตั้งตรง ก่อนจะปรายตาลงมองพื้นที่ว่างบนเบาะซ้อนท้าย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเด็ดขาด

"ขึ้นมา"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel