บทที่ 4 เงามืดของผู้คุ้มครอง
ห้าโมงเย็นเศษ ตลาดนัดที่เคยคึกคักเริ่มบางตา ชาวบ้านหลายคนทยอยเก็บแผงกลับบ้านเพื่อเตรียมอาหารเย็น ทำให้บริเวณท้ายตลาดแห่งนี้ค่อนข้างเปลี่ยว
ชายฉกรรจ์สามคนในชุดเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมและกางเกงผ้าเนื้อหยาบยืนล้อมโต๊ะของหล่อนเอาไว้ กลิ่นสุราราคาถูกผสมกลิ่นเหงื่อโชยมาจากตัวพวกมัน
"ขายดีนี่ น้องสาว" ชายที่เป็นหัวหน้าเอ่ยทัก รอยยิ้มของมันบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยการคุกคาม
"มาตั้งแผงแถวนี้ ไม่รู้กฎหรือว่าต้องจ่ายค่าคุ้มครองให้ใคร"
เจียงซูหลานกวาดสายตามองพวกมันอย่างใจเย็น หล่อนประเมินท่าทางกร่างแบบคนไร้การศึกษาเหล่านั้นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่นักเลงคุมถิ่น แต่เป็นเพียงอันธพาลรับจ้างกระจอกๆ ที่มีคนจ่ายเงินให้มาก่อกวน
ในอดีตชาติ หล่อนเคยเป็นถึงคุณหนูตระกูลร่ำรวยที่ล้มละลาย เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อและทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แม้แต่ตอนที่จำใจแต่งงานกับลู่เจิง หล่อนก็ยังคงติดนิสัยเย่อหยิ่ง รักความสบาย และเอาแต่ใจ
ทว่าหลังจากหล่อนหนีรอดจากเงื้อมมือของตาแก่ตัณหากลับที่ซุนปินขายหล่อนให้ โลกแห่งความเป็นจริงก็ตบหน้าหล่อนอย่างจัง
หากไม่สลัดคราบคุณหนูทิ้ง หล่อนก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น
หล่อนต้องระหกระเหินไปเป็นลูกมือล้างจานในร้านอาหารซอมซ่อ ต้องทนรองรับอารมณ์พวกขี้เมาและนักเลงข้างถนนมานับครั้งไม่ถ้วน กว่าหล่อนจะตะเกียกตะกายใช้รสมือและมันสมองถีบตัวเองขึ้นมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยที่ร่ำรวย หล่อนผ่านมาแล้วทุกสมรภูมิการค้าที่สกปรกโสมม
นักเลงปลายแถวสามคนนี้ ไม่ได้ทำให้หล่อนรู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย
เจียงซูหลานไม่ตอบคำถาม หล่อนเพียงแค่ปรายตามองพวกมันด้วยความสมเพช ก่อนจะเลื่อนมือขวาลงไปใต้โต๊ะ คว้าจับไม้คานเนื้อแข็งที่ใช้หาบตะกร้ามาเมื่อบ่ายเอาไว้มั่น
สายตาของหล่อนจับจ้องไปที่หัวเข่าของชายคนหน้าสุด หากมันขยับเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว หล่อนจะฟาดข้อต่อของมันให้ทรุดคาที่
"ถามแล้วไม่ตอบ หูหนวกหรือไง" ชายอีกคนตวาดเสียงดัง มันยกเท้าสวมรองเท้าผ้าใบเก่าถีบเข้าที่ขาโต๊ะไม้จนสะเทือน โหลแก้วเปล่าบนโต๊ะกลิ้งกระทบกันเสียงดังกราว
"ส่งเงินที่ขายได้วันนี้มาให้หมด แล้วไสหัวไป อย่ามาวางแผงที่นี่อีก"
มันพุ่งตัวข้ามโต๊ะเข้ามา หวังจะคว้ากระเป๋าผ้าที่บรรจุเงินของหล่อน
เจียงซูหลานเกร็งข้อมือเตรียมงัดไม้คานขึ้นฟาด ทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้ออกแรง เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็พุ่งพรวดเข้ามาจากด้านข้างราวกับพายุทะลวงฟัน
มือหนาที่หยาบกร้านคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อของอันธพาลคนที่พุ่งเข้ามา ลู่เจิงออกแรงกระชากเพียงครั้งเดียว ร่างของชายฉกรรจ์ก็ลอยหวือข้ามโต๊ะไม้ ก่อนจะถูกเหวี่ยงกระแทกลงกับพื้นดินฝุ่นตลบ เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นพร้อมกับเสียงกระดูกลั่น
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวทัน
หัวหน้าแก๊งอันธพาลชะงักค้าง มันมองชายชาวสวนรูปร่างสูงใหญ่ที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะชักมีดพกสั้นออกมาจากเอว ลู่เจิงไม่รอให้มันได้ตั้งท่า เขาเบี่ยงตัวหลบคมมีดที่วาดเข้ามาอย่างคล่องแคล่ว
ท่วงท่าของเขาไร้ซึ่งความลังเล เป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อสังหารและหยุดยั้งศัตรูอย่างเด็ดขาดตามแบบฉบับทหารหน่วยรบพิเศษ
ชายหนุ่มใช้สันมือสับลงบนข้อพับแขนของศัตรูจนมีดพกร่วงหล่นลงพื้น ตามด้วยการยกเข่ากระแทกเข้าที่ยอดอกของมันอย่างรุนแรง ชายคนนั้นทรุดฮวบลงไปนอนคุดคู้ กุมหน้าอก ไอโขลกออกมาเป็นเลือดผสมน้ำลาย
อันธพาลคนที่สามเห็นท่าไม่ดี มันก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว ขาทั้งสองข้างสั่นเทา ลู่เจิงเพียงแค่ปรายตาเหยี่ยวตวัดมองด้วยรังสีอำมหิต ชายคนนั้นก็ทิ้งเพื่อนร่วมแก๊ง หมุนตัววิ่งหนีเตลิดไปทางท้ายหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต
ความเงียบปกคลุมลานดิน มีเพียงเสียงครางฮือของอันธพาลสองคนที่นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ลู่เจิงไม่ได้ตามไปซ้ำเติม เขาหมุนตัวกลับมาหาเจียงซูหลาน แผ่นหลังกว้างที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อขยับขึ้นลงตามจังหวะลมหายใจ
ชายหนุ่มกวาดสายตาคมกริบสำรวจเรือนร่างของหล่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างรวดเร็วเพื่อตรวจหาบาดแผล เมื่อแน่ใจว่าเสื้อผ้าฝ้ายของหล่อนไม่มีรอยยับย่นหรือรอยขีดข่วน เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
"พวกมันโดนตัวเธอหรือเปล่า"
เจียงซูหลานค่อยๆ คลายมือออกจากไม้คานใต้โต๊ะ หล่อนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาที่ทอประกายเจิดจ้า หัวใจของหล่อนเต้นแรง ไม่ใช่เพราะความกลัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เป็นเพราะความปลอดภัยที่แผ่กระจายมาจากผู้ชายคนนี้
เขาแอบตามหล่อนมาเงียบๆ คอยเฝ้าดูและกางปีกปกป้องหล่อนจากอันตรายโดยไม่เรียกร้องสิ่งใด
"ฉันไม่เป็นไรค่ะ" หล่อนส่ายหน้าเบาๆ ระบายรอยยิ้มหวานที่ส่งไปถึงดวงตา
"พี่มาช่วยฉันไว้ได้ทันพอดี"
ลู่เจิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อปะทะเข้ากับรอยยิ้มนั้น เขาหลบสายตาหล่อน หันไปใช้ปลายเท้าเตะอันธพาลที่นอนขวางทางอยู่ให้พ้นระยะ ก่อนจะก้มลงเก็บตะกร้าสานและโหลแก้วเปล่าขึ้นมาสะพายไว้บนบ่าของตนเองอย่างรวบรัด
"กลับบ้าน" เขาสั่งเสียงห้วน แล้วก้าวเดินนำออกไปโดยไม่รอคำตอบ
เจียงซูหลานคว้ากระเป๋าผ้าใส่เงินมาสะพาย หล่อนมองแผ่นหลังกว้างของอดีตทหารหนุ่มที่เดินนำหน้าไปท่ามกลางแสงยามเย็นที่เริ่มสลัวลง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากของภรรยาตัวร้าย การที่เขายอมออกโรงปกป้องหล่อนถึงเพียงนี้ แสดงว่ากำแพงน้ำแข็งในใจของเขาไม่ได้หนาทึบอย่างที่คิด
หล่อนก้าวเท้าเดินตามเขาไปตามทางเดินดินมุ่งหน้าสู่ท้ายหมู่บ้าน ทิ้งแผงค้าที่ว่างเปล่าไว้เบื้องหลัง
หกโมงเย็น ทางเดินดินสายเล็กที่ทอดยาวเข้าสู่หมู่บ้านเงียบสงัดไร้เงาผู้คน สองข้างทางมีเพียงทุ่งหญ้าสูงที่พลิ้วไหวตามแรงลม เจียงซูหลานเดินทิ้งระยะห่างจากลู่เจิงเพียงสามก้าว
หล่อนลอบมองแผ่นหลังกว้างที่แบกตะกร้าสานและโหลแก้วเปล่าเอาไว้ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับของเหล่านั้นไร้น้ำหนัก
ภรรยาตัวร้ายลอบยิ้มมุมปาก ในเมื่อเขาอุตส่าห์ออกโรงปกป้องหล่อนถึงขนาดนี้ จะปล่อยให้โอกาสสร้างความใกล้ชิดหลุดลอยไปก็คงเสียชื่อเถ้าแก่เนี้ยผู้เจนจัด
หล่อนจงใจก้าวเท้าลงบนก้อนหินขรุขระ ก่อนจะแสร้งทิ้งน้ำหนักตัวลงนั่งยองๆ บนพื้นดินพร้อมกับส่งเสียงร้องโอยออกมาเบาๆ
ฝีเท้าของลู่เจิงชะงักลงทันที ชายหนุ่มหมุนตัวกลับมามอง หว่างคิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเมื่อเห็นภรรยานั่งกุมข้อเท้าอยู่บนพื้นดิน เขาเดินย้อนกลับมาหาหล่อนด้วยสีหน้าเรียบตึง
"เป็นอะไร" น้ำเสียงของเขาเจือความกังวลที่พยายามปิดบังเอาไว้
"ฉันน่าจะก้าวพลาดตอนหลบพวกนักเลงเมื่อครู่นี้ค่ะ" หล่อนช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยแววตาน่าสงสารราวกับลูกแมวตกน้ำ
"ข้อเท้าเจ็บไปหมดเลย สงสัยจะแพลง เดินต่อไม่ไหวแล้ว"
ลู่เจิงหลุบตาลงมองข้อเท้าเล็กที่โผล่พ้นปลายกางเกงผ้าฝ้าย มันไม่ได้บวมแดงหรือมีรอยฟกช้ำผิดปกติ อดีตหน่วยรบพิเศษอย่างเขามีหรือจะมองไม่ออกว่าสตรีตรงหน้ากำลังเล่นละครตบตา
แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาหงส์ที่สั่นระริกออดอ้อน เขากลับพบว่าตนเองไม่อาจเอ่ยปากตำหนิหรือเปิดโปงความหน้าหนานี้ได้ลงคอ
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เขาขยับตะกร้าสานบนบ่าให้เข้าที่ ก่อนจะหันหลังให้หล่อนแล้วย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นดินสีฝุ่น
"ขึ้นมา" เขาสั่งสั้นๆ
เจียงซูหลานลอบยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ หล่อนไม่รอช้า รีบขยับตัวขึ้นทาบทับบนแผ่นหลังกว้างทันที สองแขนเรียวตวัดกอดรอบลำคอหนา ซบใบหน้าลงกับลาดไหล่แกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ ความอบอุ่นจากเรือนกายของชายหนุ่มแผ่เข้ามาจนหัวใจของหล่อนเต้นผิดจังหวะ
ลู่เจิงหยัดกายลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง น้ำหนักตัวของหล่อนไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย ชายหนุ่มก้าวเดินต่อไปตามทางดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ ทว่ากล้ามเนื้อแผ่นหลังกลับเกร็งเขม็งเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มหยุ่นที่แนบชิด
"ขอบคุณนะ อาเจิง" หล่อนกระซิบเสียงแผ่ว ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอของเขาอย่างจงใจ
สันกรามของลู่เจิงนูนเด่นขึ้นจากการขบกัด เขาไม่ได้ตอบรับคำขอบคุณนั้น เพียงแค่เร่งจังหวะฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อซ่อนความปั่นป่วนในอกที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงห้าทุ่มเศษ ภายในบ้านสกุลลู่มืดสนิทและเงียบสงบ เจียงซูหลานและเสี่ยวเป่านอนหลับสนิทอยู่บนเตียงเตา ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกว่าทั้งคู่อยู่ในห้วงนิทราที่ลึกที่สุด
ในมุมมืดของห้องโถง ร่างสูงใหญ่ที่ควรจะนอนอยู่บนแผ่นไม้กระดานกลับลุกขึ้นยืนอย่างเงียบเชียบ ลู่เจิงสลัดคราบชาวสวนผู้ซอมซ่อทิ้งไป เขาสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มทับเสื้อกล้าม สวมรองเท้าบูตทหารคู่เก่าที่ได้รับการดูแลอย่างดี
นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่เคยมองภรรยาด้วยความสับสน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นและเหี้ยมโหดประดุจนักล่าที่พร้อมออกหากินในยามวิกาล
ชายหนุ่มก้าวออกจากบ้าน ลัดเลาะไปตามเงามืดของหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่อู่ซ่อมรถบรรทุกเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายอำเภอ
สถานที่แห่งนี้ดูทรุดโทรมและเต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องในตอนกลางวัน หากเมื่อตะวันตกดิน มันกลับกลายเป็นศูนย์กลางของตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในมณฑล
ลู่เจิงก้าวผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ที่สนิมเขรอะเข้าไปด้านใน ชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันหลายคนที่ยืนเฝ้าเวรยามอยู่ต่างพร้อมใจกันก้มหัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ลูกพี่ลู่" เสียงทักทายดังขึ้นเป็นระยะตลอดทางเดิน
เขาพยักหน้ารับสั้นๆ ก่อนจะผลักประตูไม้บานหนาเข้าไปในห้องทำงานด้านหลังสุด ภายในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากหลอดไส้ เฉินกัง อดีตทหารใต้บังคับบัญชาและมือขวาคนสนิทกำลังนั่งยกขาพาดโต๊ะไม้สูบบุหรี่อยู่
เมื่อเห็นผู้เป็นนายเดินเข้ามา เฉินกังก็รีบลดขาลงและขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ยทันที ท่าทีเกียจคร้านเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
"เรื่องที่ให้ไปสืบ ได้ความว่ายังไง" ลู่เจิงเอ่ยถามเสียงเรียบ เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แววตาดุดันรอคอยคำตอบ
เฉินกังโยนซองเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าชายหนุ่มพลางแค่นหัวเราะในลำคอ
