บทที่ 3 เริ่มต้นอาณาจักรซอสพริก
บ่ายสองโมงเศษ อากาศด้านนอกเริ่มร้อนอบอ้าว แต่บรรยากาศภายในห้องโถงแคบๆ ของบ้านดินสกุลลู่กลับเย็นเยียบราวกับลานน้ำแข็ง
ลู่เจิงยืนตระหง่านค้ำศีรษะหล่อนอยู่ แผ่นหลังกว้างบดบังแสงสว่างจากบานหน้าต่างไม้จนเกิดเป็นเงาทะมึนทาบทับลงมา ชายหนุ่มกอดอก นัยน์ตาดุดันดุจเหยี่ยวจ้องจับผิดทุกการเคลื่อนไหวของสตรีตรงหน้าอย่างไม่วางตา
"เธอคิดจะทำอะไรกันแน่" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามไม่อ้อมค้อม
"ผักดองนั่น แป้งย่างนั่น แล้วยังเรื่องยืมพริกแห้งจากป้าเฝิงอีก เจียงซูหลาน... คนที่เกลียดกลิ่นควันไฟและรังเกียจพวกชาวบ้านปากหอยปากปูอย่างเธอ ไม่มีทางทำเรื่องพวกนี้เพียงเพราะนึกสนุก"
เจียงซูหลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา หล่อนรู้ดีว่าอดีตทหารหน่วยรบพิเศษอย่างลู่เจิงมีความระแวดระวังตัวสูงลิ่ว การเปลี่ยนท่าทีแบบกะทันหันจากหน้ามือเป็นหลังมือของหล่อน ย่อมทำให้ชายผู้มองโลกตามความเป็นจริงเกิดความแคลงใจ
"ฉันบอกแล้วไงคะว่าฉันคิดได้แล้ว" หล่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบหนักแน่น
"ฉันจะเอาพริกแห้งพวกนั้นมาทำซอสพริกอเนกประสงค์ แล้วเอาไปขายที่ตลาดนัดหมู่บ้านตอนเย็นนี้ เราต้องกินต้องใช้ เสี่ยวเป่ากำลังโต ฉันก็ต้องหาทางทำเงินเข้าบ้าน"
ลู่เจิงแค่นเสียงขึ้นจมูก มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยเย้ยหยัน
"ทำเงินเข้าบ้านงั้นหรือ" เขาทวนคำอย่างเชื่องช้า
"เมื่อเช้าเธอยังเก็บกระเป๋าเตรียมจะหอบเสื้อผ้าหนีไปกับพนักงานรัฐคนนั้นอยู่เลย พอฉันไม่ยอมเซ็นใบหย่า เธอก็ฉีกมันทิ้งเพื่อรักษาหน้า แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาทำกับข้าว เอาอกเอาใจเพื่อนบ้านเพื่อขอยืมวัตถุดิบ... เธอคิดว่าฉันโง่จนดูไม่ออกหรือไงว่านี่คือการซื้อใจเพื่อหวังผลอะไรบางอย่าง"
ชายหนุ่มโน้มตัวลงมา วางมือทั้งสองข้างลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้ กักขังหล่อนไว้ในวงแขนแข็งแกร่ง กลิ่นยาสูบฉุนเฉียวลอยแตะจมูกหล่อนอย่างชัดเจน
"บอกความจริงมา เธอต้องการเงินก้อนสุดท้ายที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงใช่ไหม หรือว่าไอ้ซุนปินมันสั่งให้เธอมาหลอกเอาอะไรจากฉัน"
เจียงซูหลานเบิกตากว้างเล็กน้อยเมื่อได้ยินเรื่องเงินใต้เตียง ชาติก่อนหล่อนไม่เคยรู้เลยว่าสามีชาวสวนที่หล่อนด่าทอว่ายากจนข้นแค้น จะแอบซ่อนเงินสดไว้ในห้องนอน หล่อนได้แต่ลอบสงสัยว่าเขาไปหาเงินจำนวนนี้มาจากที่ใดกันแน่
แต่ในชาตินี้หล่อนไม่ได้ต้องการเงินพวกนั้น สิ่งที่หล่อนต้องการคือตัวเขา
หญิงสาวตระหนักได้ทันทีว่า การใช้ตรรกะและเหตุผลมาต่อกรกับคนขี้ระแวงอย่างลู่เจิงในเวลานี้ ไม่มีทางเจาะทะลวงกำแพงน้ำแข็งของเขาได้ เมื่อใช้ไม้แข็งอธิบายไม่ได้ ก็ต้องใช้ความหน้าหนาเข้าแลก
เจียงซูหลานขยับตัวหยัดกายลุกขึ้นยืนกะทันหัน ลู่เจิงที่ไม่ได้เตรียมใจรับท่าทีนี้จึงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ทว่าหล่อนไม่เปิดโอกาสให้เขาหนี หญิงสาวก้าวพรวดเข้าไปประชิดตัว ยกแขนเรียวทั้งสองข้างขึ้นสวมกอดเอวสอบของเขาเอาไว้แน่น
ร่างสูงใหญ่ของลู่เจิงแข็งทื่อไปในทันที กล้ามเนื้อทุกสัดส่วนบนตัวเขาเกเกร็งเขม็งราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน
เจียงซูหลานซบใบหน้าลงกับแผงอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม สัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของชายหนุ่มที่เต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ หล่อนกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้นอีก ไม่สนใจรังสีอำมหิตหรือท่าทีต่อต้านของเขาแม้แต่น้อย
"ปล่อย" ลู่เจิงสั่งเสียงลอดไรฟัน มือหนายกขึ้นค้างกลางอากาศ คล้ายจะแกะแขนหล่อนออกแต่ก็ชะงักไป
"ไม่ปล่อย" หล่อนเถียงกลับเสียงอู้อี้อยู่กับอกเขา
"ต่อให้พี่ด่าฉันหรือผลักฉันล้ม ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำเมื่อเช้ามันเลวร้าย และพี่มีสิทธิ์ที่จะระแวงฉัน แต่ฉันสาบานด้วยชีวิต... ฉันไม่ได้ทำเพื่อเงินของพี่ และไม่ได้ทำเพื่อซุนปิน ฉันตาสว่างแล้วจริงๆ"
ลู่เจิงยืนนิ่งงัน สรรพนามที่เปลี่ยนจากคำว่านายกลายเป็นคำว่าพี่อย่างออดอ้อน ทำให้อดีตทหารหนุ่มผู้ด้านชาถึงกับรับมือไม่ถูก
"ฉันแค่อยากทำซอสพริกขาย" หล่อนพูดต่อโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง
"ฉันอยากให้ครอบครัวเรามีกินมีใช้ อยากให้เสี่ยวเป่าได้กินเนื้อหมูทุกวัน พี่รอดูเถอะ ซอสพริกกระปุกนี้แหละที่จะทำเงินให้บ้านเรา พี่ไม่ต้องเชื่อคำพูดฉันตอนนี้ก็ได้ แต่ขอให้ดูการกระทำของฉันหลังจากนี้... ได้ไหมคะ"
ความเงียบปกคลุมห้องโถงแคบๆ มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่ประสานกัน ลู่เจิงก้มมองกลุ่มผมสีดำขลับที่ซุกอยู่ตรงอกเขา สตรีตรงหน้าคือคนที่เขาหลงรักตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่กรีดหัวใจเขาจนยับเยิน
เขาคุ้นเคยกับการเผชิญหน้ากับความรุนแรงและศัตรูในเงามืด แต่กลับไร้เรี่ยวแรงจะรับมือกับอ้อมกอดนุ่มนวลและการออดอ้อนอย่างหน้าหนานี้
มือหนาที่ค้างอยู่ในอากาศค่อยๆ ทิ้งตัวลงข้างลำตัว เขาไม่ได้กอดตอบ แต่ก็ไม่ได้ผลักไสหล่อนออกไปเช่นกัน
"แค่ซอสพริก" เขากล่าวเสียงพร่าเจือความสับสน
"ถ้าเธอคิดจะเล่นตุกติกอะไร ฉันจะไม่ปรานีอีกแน่"
เจียงซูหลานลอบยิ้มกว้างกับแผงอกของเขา หล่อนรู้ดีว่าภายใต้คำขู่นั้นคือการยอมถอยให้หล่อนก้าวหนึ่งแล้ว หญิงสาวผละออกจากตัวเขาอย่างอ้อยอิ่ง แสร้งทำเป็นปัดฝุ่นจัดเสื้อผ้าให้ตนเองเรียบร้อย
ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าครัวเพื่อเตรียมตัวไปเปิดสมรภูมิการค้าแรก ทิ้งให้ลู่เจิงยืนหน้าตึงอยู่กลางห้องโถงพร้อมกับจังหวะหัวใจที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ
สี่โมงเย็น ตลาดนัดดินลูกรังกลางหมู่บ้านเริ่มเต็มไปด้วยชาวบ้านที่เพิ่งเลิกงานจากทุ่งนาและโรงงานขนาดย่อมละแวกใกล้เคียง
เจียงซูหลานแบกตะกร้าสานใบใหญ่ที่บรรจุโหลแก้วใส่ซอสพริกสีแดงสดใสและแป้งย่างที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ มาวางลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ท้ายตลาด หล่อนจัดแจงเปิดฝาโหลออก กลิ่นหอมฉุนของพริกแห้งคั่ว กระเทียม และเครื่องเทศที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวลอยเตะจมูกผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ทว่าสายตาที่มองมากลับไม่ได้มีความสนใจในสินค้า มีเพียงความอยากรู้อยากเห็นและแววตารังเกียจ
"นั่นมันนังผู้หญิงแพศยาที่เพิ่งฉีกใบหย่าเมื่อเช้าไม่ใช่หรือ ทำไมถึงกล้ามาเสนอหน้าขายของที่นี่อีก" หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อนข้างๆ แต่จงใจให้เสียงดังพอที่เจียงซูหลานจะได้ยิน
"สงสัยเงินที่ผัวหามาให้คงไม่พอใช้ถึงได้ต้องมานั่งขายของตากแดดตากลม" อีกคนรับลูกต่อพร้อมเบ้ปาก
เจียงซูหลานทำหูทวนลมกับคำนินทาเหล่านั้น หล่อนรู้ดีว่าค่านิยมในยุคแปดศูนย์ สตรีที่มีข่าวฉาวเรื่องชู้สาวย่อมถูกสังคมชนบทประณามอย่างหนัก หากเป็นแม่ค้ายุคนี้ที่มักจะนั่งหน้างอรอคนมาซื้อ หล่อนคงโดนถ่มน้ำลายรดแผงไปแล้ว
แต่หล่อนคือเถ้าแก่เนี้ยที่เคยผ่านสมรภูมิการค้ายุคใหม่มาอย่างโชกโชน
หญิงสาวระบายรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม หล่อนหยิบตะเกียบไม้ขึ้นมาคีบแป้งย่างชิ้นเล็ก ปาดซอสพริกสีแดงก่ำลงไปจนชุ่มฉ่ำ ก่อนจะยื่นออกไปตรงหน้าหญิงวัยกลางคนที่เพิ่งนินทาหล่อนเมื่อครู่
"พี่สาว ทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ลองชิมซอสพริกสูตรพิเศษของฉันดูก่อนสิคะ ไม่ซื้อไม่เป็นไร ฉันให้ชิมฟรี" น้ำเสียงของหล่อนหวานใสและเป็นมิตร
คำว่าชิมฟรีเปรียบเสมือนมนตร์สะกดที่หยุดทุกเสียงนินทา ในยุคที่ข้าวยากหมากแพงและการค้าขายเพิ่งเริ่มเปิดกว้าง ไม่มีพ่อค้าแม่ค้าคนไหนยอมเอาของมาแจกให้คนอื่นกินเปล่าๆ หญิงคนนั้นกลืนน้ำลายลงคอ มองแป้งย่างเคลือบซอสพริกหอมฉุยด้วยความลังเล
ความตระหนี่และความเห็นแก่ของฟรีเอาชนะอคติ หล่อนยื่นมือไปรับแป้งชิ้นนั้นเข้าปาก
ทันทีที่ฟันกระทบลงบนแผ่นแป้ง รสชาติเค็มปะแล่มของเนื้อแป้งผสมผสานกับความเผ็ดร้อนและกลมกล่อมของซอสพริก ความหอมของเครื่องเทศกระจายไปทั่วโพรงปาก กระตุ้นต่อมรับรสจนต้องรีบเคี้ยวและกลืนลงคอ
"เป็นอย่างไรบ้างคะ" เจียงซูหลานเอียงคอถามด้วยรอยยิ้ม
"นี่ รสชาติดีมาก" หญิงคนนั้นตาโต ท่าทีรังเกียจเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
"ซอสพริกนี่หล่อนขายยังไงเหรอ"
"กระปุกละห้าเหมาค่ะ ซื้อไปคลุกข้าวสวยร้อนๆ หรือจิ้มกับผักต้มก็อร่อยทั้งนั้น หากซื้อวันนี้ฉันแถมแป้งย่างให้ด้วยหนึ่งชิ้น"
เมื่อเห็นว่ามีคนเปิดประเดิมและยืนยันรสชาติ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ก็เริ่มทนความเย้ายวนของกลิ่นไม่ไหว การตลาดแบบให้ชิมฟรีกระจายข่าวปากต่อปากอย่างรวดเร็ว แผงขายของที่เคยเงียบเหงาและเต็มไปด้วยสายตาจับผิด บัดนี้กลับถูกล้อมรอบด้วยลูกค้าที่แย่งกันยื่นเงินให้
เวลาผ่านไปเพียงชั่วโมงเศษ ซอสพริกในโหลแก้วใบใหญ่ก็ถูกตักแบ่งขายจนเกลี้ยง
เจียงซูหลานทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ด้วยความเหนื่อยล้า แต่แววตากลับทอประกายเจิดจ้า หล่อนหยิบธนบัตรใบละหนึ่งเหมาและสองเฟินที่สภาพยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋าผ้าฝ้าย ค่อยๆ คลี่และนับมันอย่างใจเย็น
เงินจำนวนนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาของคนยุคอนาคต แต่มันคือทุนรอนก้อนแรกที่จะต่อยอดอาณาจักรการค้าของหล่อนให้ยิ่งใหญ่
ความสำเร็จก้าวแรกในสมรภูมิการค้าทำให้หล่อนเผลอระบายรอยยิ้มกว้างออกมา
รอยยิ้มบนใบหน้าของเจียงซูหลานชะงักค้าง เมื่อเงาดำทะมึนของกลุ่มชายฉกรรจ์ทาบทับลงมาบนโต๊ะไม้ที่ว่างเปล่า พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่หยุดลงเบื้องหลังหล่อนพอดี
