บทที่ 2 รสมือมารดาตัวร้าย
"อาเจิง... ฉันหิวแล้ว เราเข้าบ้านไปทำกับข้าวกันเถอะ"
ลู่เจิงดึงมือที่หยาบกร้านของตนออกจากการเกาะกุมอย่างเงียบ ๆ เขาไม่ตอบรับหรือปฏิเสธคำชวนนั้น ดวงตาคมกริบยังคงหรี่มองหล่อนราวกับกำลังพิจารณานักโทษคดีอุกฉกรรจ์ ชายหนุ่มเพียงแค่ก้มลงอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอก แล้วหมุนตัวก้าวเดินนำเข้าไปในตัวบ้านดินซอมซ่อ
เจียงซูหลานไม่ได้เก็บความหมางเมินนั้นมาใส่ใจ หล่อนปัดฝุ่นดินออกจากกางเกงผ้าฝ้ายแล้วเดินตามหลังสองพ่อลูกเข้าไป ท้องฟ้าด้านนอกสว่างจ้าบอกเวลาเที่ยงกว่า ท้องของหล่อนเริ่มส่งเสียงประท้วงเบาๆ เพื่อทวงถามหาอาหาร
หญิงสาวก้าวตรงไปยังห้องครัวที่แยกส่วนอยู่ด้านข้างตัวบ้าน สภาพภายในคับแคบและคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเขม่าควันฝังลึก บนโต๊ะไม้เก่ามีเพียงถุงผ้าใบเล็กใส่แป้งข้าวโพดเนื้อหยาบ และผักกาดขาวเหี่ยวเฉาสองหัววางอยู่ก้นตะกร้าสาน
ในอดีตชาติ สภาพแร้นแค้นเช่นนี้คือฟืนชั้นดีที่จุดไฟโทสะให้หล่อนอาละวาดทุบตีข้าวของ แต่วันนี้เจียงซูหลานเพียงแค่มองวัตถุดิบเหล่านั้นด้วยความสงบ หล่อนพับแขนเสื้อขึ้นเหนือข้อศอกแล้วเริ่มต้นจัดการกับเสบียงที่มีอยู่น้อยนิด
หล่อนตักแป้งข้าวโพดผสมกับน้ำอุ่น เติมเกลือป่นลงไปเล็กน้อยตามสัดส่วนที่เคยเรียนรู้จากการทำธุรกิจอาหารในอนาคต นวดอย่างเบามือเพื่อเปลี่ยนเนื้อแป้งที่หยาบกระด้างให้นุ่มนวลขึ้นเมื่อสัมผัสความร้อน
จากนั้นจึงหันไปจัดการกับผักกาดขาว มีดทำครัวเล่มเก่ากระทบเขียงไม้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ หั่นผักเป็นชิ้นพอดีคำอย่างคล่องแคล่ว
หล่อนนำผักไปคลุกเคล้ากับพริกป่น เกลือ และน้ำส้มสายชูที่เหลือติดก้นขวดเพียงหยดสุดท้าย นวดด้วยมือเพื่อเร่งปฏิกิริยาจนผักสลดและซึมซับรสชาติจัดจ้านเข้าเนื้อ ไม่ลืมจะแยกที่ไม่ใส่พริกสำหรับลูกชายตัวน้อยด้วย
เมื่อก่อไฟในเตาดินจนลุกโชน หล่อนนำแป้งที่ปั้นเป็นแผ่นกลมลงไปย่างบนกระทะเหล็ก เสียงฉ่าเบาๆ ดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมของแป้งข้าวโพดย่างเกรียมที่เริ่มลอยอบอวลไปทั่วห้องครัว
เงาร่างเล็กจ้อยปรากฏขึ้นที่ขอบประตูครัว เสี่ยวเป่ายืนเกาะแผ่นไม้แน่น ดวงตากลมโตจ้องมองแผ่นแป้งสีเหลืองทองในกระทะไม่วางตา เด็กน้อยลอบกลืนน้ำลายลงคอ ความหวาดกลัวมารดาที่ฝังรากลึกทำให้เขาไม่กล้าก้าวเท้าล้ำเส้นเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียว
เจียงซูหลานใช้ตะหลิวตักแป้งย่างชิ้นที่ดูนุ่มที่สุดใส่ชามกระเบื้องบิ่นมุม พร้อมกับคีบผักกาดดองรสจัดจ้านวางเคียงกัน หล่อนย่อตัวลงตรงหน้าลูกชาย ระบายรอยยิ้มอ่อนโยนที่เสี่ยวเป่าไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต
"หิวแล้วใช่ไหม รับไปสิ" หล่อนยื่นชามกระเบื้องให้
เสี่ยวเป่าสะดุ้งตัวสั่น เขามองชามอาหารสลับกับใบหน้าของมารดาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ทว่ากลิ่นหอมของแป้งย่างนั้นเย้ายวนเกินกว่ากระเพาะน้อยๆ จะทนทานไหว มือเล็กผอมบางยื่นออกมารับชามไปประคองไว้อย่างระมัดระวัง
เจียงซูหลานยกมือขึ้นลูบศีรษะเล็กของลูกชายอย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาและทะนุถนอมจนเด็กน้อยเบิกตากว้าง เขาก้มหน้างับแผ่นแป้งเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ รสชาติเค็มปะแล่มของแป้งย่างเข้ากันได้ดีกับความจัดจ้านของผักดองอย่างน่าประหลาด
เมื่อเห็นลูกชายยอมกินอาหารฝีมือตน เจียงซูหลานก็คลี่ยิ้มกว้าง เมื่อหล่อนเงยหน้าขึ้น สายตากลับปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่อีกด้าน
ลู่เจิงมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก จังหวะการหั่นผักที่สม่ำเสมอและการกะปริมาณเครื่องปรุงเมื่อครู่ ไม่ใช่สิ่งที่สตรีที่แทบไม่เคยหยิบจับงานบ้านจะทำได้ ยิ่งเป็นสตรีที่เคยเกลียดกลิ่นควันไฟและรังเกียจอาหารหยาบกระด้าง
บัดนี้กลับลงมือทำกับข้าวด้วยท่าทีชำนาญ กลิ่นหอมที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศยิ่งยืนยันชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ฝีมือการทำอาหารแบบลวกๆ แบบที่หล่อนเคยทำเพื่อประชดประชันเขา
เจียงซูหลานหยัดกายลุกขึ้นยืน หล่อนไม่หลบสายตาที่เต็มไปด้วยการประเมินและเคลือบแคลงใจของชายหนุ่ม หญิงสาวจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นผ่านม่านควันไฟจากเตาดินที่ลอยอ้อยอิ่ง ท่าทีของหล่อนสงบนิ่งและแน่วแน่
รอยยิ้มมุมปากถูกจุดขึ้น เจียงซูหลานหยิบชามกระเบื้องอีกใบขึ้นมาจัดเรียงแป้งย่างและผักดองจนดูน่ากิน ก่อนจะหมุนตัวก้าวเดินผ่านหน้าชายหนุ่ม ตรงไปยังบริเวณริมรั้วไม้ไผ่หน้าบ้าน
เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายโมงกว่า หากแต่ว่าไม่อาจหยุดยั้งความอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้านวัยกลางคนได้ ป้าเฝิงยังคงเกาะรั้วชะเง้อคออยู่ตรงนั้น
ใบหน้าอวบอูมเต็มไปด้วยร่องรอยของการรอคอยละครฉากต่อไป เมื่อเห็นเจียงซูหลานเดินตรงเข้ามา หญิงวัยกลางคนก็แค่นเสียงขึ้นจมูก
"อ้าว นึกว่าจะหอบกระเป๋าหนีตามพ่อหนุ่มหน้ามนคนนั้นไปเข้าเมืองเสียแล้ว ทำไมยังมาเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านซอมซ่อนี้อีกล่ะแม่ซูหลาน" น้ำเสียงของป้าเฝิงเต็มไปด้วยความเย้ยหยันตามประสาคนชอบซุบซิบ
หากเป็นเมื่อก่อน เจียงซูหลานคงกรีดร้องและด่าทอกลับจนลั่นซอย แต่วันนี้หล่อนเพียงแค่ระบายรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม หญิงสาวยื่นชามกระเบื้องในมือส่งข้ามรั้วไม้ไผ่ไปตรงหน้าอีกฝ่าย
"ป้าเฝิงล้อเล่นแล้วค่ะ ฉันเป็นภรรยาของอาเจิง เป็นแม่ของเสี่ยวเป่า จะทิ้งครอบครัวไปได้อย่างไร" หล่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ
"ฉันเพิ่งทำแป้งย่างกับผักดองเสร็จใหม่ๆ เห็นป้าเฝิงยืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เช้าคงจะเหนื่อย ลองชิมฝีมือฉันหน่อยสิคะ"
ป้าเฝิงชะงักค้างไปชั่วขณะ หล่อนเตรียมคำด่าไว้เต็มท้อง แต่เมื่อปะทะเข้ากับรอยยิ้มละมุนและกลิ่นหอมฉุยของอาหารตรงหน้า คำพูดเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายลงคอไปจนหมดสิ้น หญิงวัยกลางคนมองชามกระเบื้องอย่างหวาดระแวง แต่กระเพาะกลับทรยศด้วยการส่งเสียงร้องจ๊อกออกมาเบาๆ
มืออวบยื่นออกไปหยิบแผ่นแป้งย่างขึ้นมากัดคำหนึ่ง ดวงตาของป้าเฝิงเบิกกว้างขึ้นทันที แป้งข้าวโพดหยาบๆ ที่ทุกบ้านกินกันจนเบื่อหน่าย กลับนุ่มละมุนและมีรสเค็มปะแล่มกลมกล่อม
ยิ่งเมื่อคีบผักดองรสจัดจ้านเข้าปากตามไป ความเปรี้ยวเผ็ดก็ยิ่งกระตุ้นต่อมรับรสจนหล่อนต้องรีบเคี้ยวและกลืนลงคออย่างรวดเร็ว
"นี่... ฝีมือหล่อนทำเองจริงหรือ" ป้าเฝิงถามเสียงตะกุกตะกัก มองเจียงซูหลานราวกับเห็นคนแปลกหน้า
"ป้าเฝิงเป็นผู้ใหญ่ที่กว้างขวางในหมู่บ้าน ชิมอาหารมาก็มาก รสชาติพอจะใช้ได้ไหมคะ" หล่อนไม่ตอบรับตรงๆ แต่เลือกใช้คำพูดป้อยอเพื่อยกยออีกฝ่าย
"ก็... ก็ไม่เลว" ป้าเฝิงพึมพำ หยิบแป้งย่างชิ้นที่สองเข้าปาก
เจียงซูหลานเห็นจังหวะที่เหยื่อติดกับ หล่อนจึงขยับเข้าไปใกล้รั้วอีกนิด ลดระดับเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงสองคน "ถ้าป้าชอบ ฉันก็ดีใจค่ะ ความจริงแล้ว วันนี้ฉันมีเรื่องอยากจะรบกวนป้าเฝิงสักนิดหน่อย"
ป้าเฝิงชะงักมือที่กำลังจะคีบผักดอง "รบกวนอะไร บ้านฉันไม่ได้มีเงินทองให้หยิบยืมหรอกนะ"
"ไม่ใช่เรื่องเงินทองหรอกค่ะ" ซูหลานหัวเราะเบาๆ
"ฉันเห็นว่าในครัวไม่มีเครื่องปรุงเหลือแล้ว ฉันอยากจะลองทำซอสพริกสูตรพิเศษไปวางขายที่ตลาดนัดหมู่บ้านเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เลยอยากจะขอยืมพริกแห้งจากบ้านป้าสักครึ่งชั่ง"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายขมวดคิ้ว หล่อนก็รีบเสนอผลประโยชน์ทันที "แน่นอนว่าฉันไม่ยืมเปล่าๆ หรอกค่ะ หากทำซอสพริกเสร็จเมื่อไร ฉันจะแบ่งกระปุกแรกมาให้ป้าเฝิงได้ชิมฟรีๆ ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจ รับรองว่ารสชาติจะอร่อยกว่าผักดองในชามนี้หลายเท่า ป้าเฝิงว่าดีไหมคะ"
ข้อเสนอที่ลงทุนเพียงพริกแห้งครึ่งชั่งซึ่งมีปลูกทิ้งขว้างอยู่เต็มสวนหลังบ้าน แลกกับซอสพริกรสเลิศฟรีๆ หนึ่งกระปุก ทำให้ป้าเฝิงคำนวณความคุ้มค่าในหัวอย่างรวดเร็ว หญิงวัยกลางคนพยักหน้าช้าๆ
"เห็นแก่ที่หล่อนคิดจะเริ่มทำมาหากินเพื่อครอบครัวหรอกนะ รอเดี๋ยว ฉันจะเข้าไปหยิบมาให้" ป้าเฝิงหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไปอย่างกระตือรือร้น
เจียงซูหลานยืนมองตามแผ่นหลังอวบนั้นด้วยความพึงพอใจ การเจรจาต่อรองด่านแรกสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทว่าหล่อนกลับไม่รู้เลยว่า ทุกถ้อยคำและทุกรอยยิ้มเมื่อครู่ ตกอยู่ในสายตาของคนที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดของกรอบประตูครัวอย่างครบถ้วน
ลู่เจิงมองแผ่นหลังบอบบางของภรรยาด้วยแววตาที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม สตรีที่เอาแต่โวยวายไร้เหตุผล บัดนี้กลับรู้จักใช้ชั้นเชิงเจรจา รู้จักใช้ผลประโยชน์หลอกล่อเพื่อนบ้านปากจัดให้ยอมทำตามความต้องการได้อย่างแนบเนียน
ไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เจียงซูหลานคนเดิมที่เขารู้จักจะทำได้อย่างแน่นอน
ชายหนุ่มขบกรามแน่น ความหวาดระแวงในใจไม่ได้ลดลง หากแต่มันเปลี่ยนรูปแบบจากการกลัวว่าหล่อนจะหนี กลายเป็นคำถามที่ดังหึ่ง ๆ อยู่ในหัวว่าสตรีตรงหน้าเขานี้คือใครกันแน่ และหล่อนกำลังวางแผนใหญ่โตอะไรอยู่
เสียงฝีเท้าของป้าเฝิงเดินกลับมาพร้อมกับถุงผ้าใส่พริกแห้ง เจียงซูหลานรับมันมาพร้อมกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มหวาน หล่อนหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินเข้าครัวเพื่อเริ่มต้นแผนการขั้นต่อไป
เพียงเพิ่งก้าวพ้นรั้วไม้ไผ่มาได้เพียงไม่กี่ก้าว เงาร่างสูงใหญ่ก็ก้าวพรวดออกมาขวางทาง ลู่เจิงดึงแขนเจียงซูหลานกลับเข้าไปในบ้านก่อนจะกดบ่าหล่อนให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ด้วยใบหน้าเรียบตึง
