8 วันซ้อม
สองวันผ่าน ไปรุ้งตะวันในเครื่องแต่งกายทะมัดทะแมงสะพายกระเป๋าเป้ยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้านที่ปิดแม่กุญแจอันใหญ่
กระทั่งรถซีดานสี่ประตูกลางเก่ากลางใหม่แล่นเข้ามาจอดเทียบ เธอจึงเดินแกมวิ่งอ้อมมาเปิดประตู่ขึ้นนั่งประจำที่ข้างคนขับวางกระเป๋าเป้ตรงกลางหว่างขาแล้วหันไปยิ้มให้เพื่อนรักที่นั่งหน้าตูมรออยู่
“ชักช้าจริงตะวันจะตกดินแล้วนะยายรุ้ง”
“จ้า...”
“จ้าเจ้ออะไรยะ! ไปเองก็ไม่ได้ต้องใช้เพื่อน” โสภิตาโวย
รุ้งตะวันเห็นเพื่อนหงุดหงิดก็หยิกแก้มพองๆ หยอกแต่โดนปัดออกก็ถึงกับหน้ามุ่ย กระนั้นโสภิตาก็ยังไม่คลายจากอาการหน้างอคอหัก หญิงสาวจึงหยอกอีก
“ก็ละครใกล้จะเล่นแล้ว ฉันก็อยากจะไปดูซ้อม”
“อยากไปดูหรืออยากไปหาจารย์ทินพัฒน์กันแน่ เขาไม่ว่างมารับละสิเลยต้องให้ฉันไปเป็นไม้กันหมา”
“เธอก็พูดเกินไป” รุ้งตะวันหน้าม้านจึงรีบเฉไฉยกมือลูบผมตัวเองแล้วเอียงคอยื่นหน้าให้เพื่อนดู “ดูนี่ดีกว่า เธอว่าผมทรงใหม่ของฉันสวยปะ”
โสภิตาปรายหางตามองก่อนตอบ “ทรงอะไรเนี่ย ประหลาด! ยังกะคนโบราณ”
“โบราณแล้วไง ก็สวยไหมล่ะ”
“สวยบ้านเธอดิ ทรงเดิมก็ดีอยู่แล้ว นี่นึกอะไรขึ้นมาถึงตัดสั้นขนาดนี้” โสภิตาว่าพลางค้อนปะหลับปะเหลือกเอื้อมมือไปปัดปลายผมเพื่อนรักด้วยความขัดใจ
“ก็แค่ผมสั้นธรรมดา ไถข้างนิดนึงเท่านั้นเอง”
“ยังกะผู้ชาย ถามจริงนึกไงไปตัดซะสั้นเสมอหูยังกะคนโบราณแบบนี้ นี่ถ้าเคี้ยวหมากปากแดงแจ๋ ฉันว่าใช่เลย”
“แล้วดูไม่ดีเหรอ” รุ้งตะวันหน้ามุ่ยจ้องหน้าตัวเองในกระจกงันไป “ฉันไม่รู้ว่าทำไมให้ช่างตัดทรงนี้เหมือนกัน ตอนนั้นคงเพราะอารมณ์พาไป...”
จะบอกได้ยังไงว่าจู่ ๆ เมื่อวานเธอก็เดินเข้าร้านตัดผมโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้วก็ออกมาจากร้านด้วยทรงประหลาด หญิงก็ไม่ใช่ ชายก็ไม่เชิงเช่นนี้
แต่ก็ช่างมันเถอะ!
หญิงสาวใจลอยไปถึงวันก่อนที่เห็นเงาหญิงชายหน้ากระจกในห้องนอนที่ทำให้เธอซาบซึ้งดื่มด่ำกับความรู้สึกแปลกประหลาดของการรอคอยอะไรบางอย่างซึ่งไม่รู้ว่าคืออะไร
ครั้นตกอยู่ในห้วงคำนึงเธอก็เผลอคลำสร้อยทองลูกปัดดำที่ห้อยคออย่างลืมตัว วันนี้เธอจงใจใส่มันมาที่บ้านเรือนไทยเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่างหากไม่เป็นอย่างที่คิดจะได้คลายใจ
“ได้ยินข่าวว่าเมื่อวานมีนักแสดงคนนึงบาดเจ็บต้องหามส่งโรงพยาบาลเลย เธอได้ยินไหม” โสภิตาชวนคุยน้ำเสียงจริงจัง
รุ้งตะวันมุ่นคิ้วเหลือบตามองเพื่อนรักก่อนจะกระตือรือร้นถาม “ไม่ได้ยิน ไม่มีใครเล่าให้ฟังเลย เธอได้ยินมาจากไหนยายเพิ้ง”
“ก็จากพวกน้อง ๆ เอ็กซ์ตร้า เล่าว่ามีการเปลี่ยนตัวละครหลักกะทันหันเพราะว่าพระเอกเกิดอุบัติเหตุขณะถ่ายทำ”
“แล้วมันจะทันหรือ จะแสดงแล้วด้วย ไม่เห็นอาจารย์บอกเลย”
“ก็คงไม่มีอะไรมากมั้ง” สาวอวบยักไหล่ก่อนจะให้ความสนใจกับถนนตรงหน้าแต่ก็ไม่วายเอ่ยต่อ “เอาเป็นว่าคืนนี้ฉันเลือกโรงแรมใหม่ในเมือง ห้ามขัดใจมาบอกให้ฉันไปนอนที่เรือนไทยด้วยนะ”
“ก็ได้”
“นี่ถ้าพ่อเธอไม่ขอร้องให้มาเป็นเพื่อนเธอ ฉันก็ไม่มาหรอก”
“ขอบใจ” รุ้งตะวันหยิกแก้มอวบเพื่อนรักอีกที
“ย่ะ! เห็นแก่พ่อเธอติดเคสนอกสถานที่นะ ชิ”
รุ้งตะวันยิ้มแห้ง ๆ ใจร้อนรนแปลก ๆ รู้สึกเหมือนจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นตั้งแต่ได้ฟังโสภิตาเล่าเรื่องอุบัติเหตุที่บ้านเรือนไทยเมื่อครู่จึงไม่ค่อยได้ใส่ใจฟังนัก เธอมองออกไปนอกหน้าต่างครุ่นคิด
ท้องฟ้าวันนี้ปลอดโปร่งไม่มีเมฆแบบนี้ งานแสดงคงราบรื่นไร้ปัญหาเสร็จหลังจากนั้นเธอจะได้คิดว่าจะทำอย่างไรกับเรือนไม้โบราณนี้ต่อไป อาจจะอนุรักษ์ไว้หรือไม่ก็ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ใช้ชื่ออาศรมคุณปู่แบบที่คลินิกก็เป็นได้ป
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงรถญี่ปุ่นของโสภิตาก็แล่นเข้ามาจอดภายในบริเวณบ้านเรือนไทยที่ถูกแผ้วถางทางรถและทางเดินจนเตียนโล่งเห็นท่าน้ำที่จะใช้เป็นฉากสำคัญประกอบละครชัดเจน รุ้งตะวันเปิดประตูเดินลงไปอย่างใจลอยไม่สนเสียงเรียกของโสภิตาที่รีบถอดเข็มขัดนิรภัยเปิดประตูตามลงมาแทบไม่ทันกระทั่งชนกับรุ้งตะวันที่เบรคกะทันหันเมื่อขึ้นบันไดไปบนชานเรือน
“โอ๊ย! ยายรุ้งจะเบรคก็ไม่บอกกันมั่ง” โสภิตาคลำจมูกที่เพิ่งเหลามาใหม่ป้อยๆ ก่อนจะชะเง้อมองจากด้านหลังไปที่กลุ่มคนที่กำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่ “เกิดไรขึ้นอะยายรุ้ง”
“กำลังฟัง เงียบ ๆ ก่อน” รุ้งตะวันดุใส่
“ผมไม่เล่น!”
“นายจะไม่เล่นได้ไงวะ! ก็ฉันบอกแล้วว่ามันเป็นฉากสำคัญของเรื่อง”
“ไม่เล่นก็ไม่เล่น พี่ไปหาคนอื่นแทนได้เลย”
“วะ! ไอ้นี่ กะอีแค่ตรวนเก่าๆ นายก็อย่างอแงดิวะ!”
เสียงโหวกเหวกที่ดังฝ่ากระแสความเงียบมาคือถ้อยคำถกเถียงจากคนที่รุ้งตะวันจำได้ว่าคือรุ่นน้องคณะโบราณคดีปีสุดท้ายที่รับหน้าที่เป็นผู้กำกับกับอีกคนที่ไม่ยอมท่าเดียวเธอไม่รู้จัก กระทั่งทินพัฒน์เดินออกมาจากด้านในห้ามทัพ
“มีอะไรค่อยพูดค่อยจากันเถอะ ใกล้แสดงแล้วนะ”
“ผมไม่เล่นนะจารย์ ผมกลัว”
ผู้กำกับชักสีหน้าทันทีที่อีกฝ่ายตั้งแง่ “จารย์ดูสิครับ ไอ้โอ๊ตมันไม่ยอมเล่นผมจะทำไง”
“ก็มันของเก่า แล้วไอ้ชายมันก็เกือบตายป่านนี้ยังไม่ฟื้นเพราะอาถรรพ์ตรวนเนี่ยจะให้ผมใส่ได้ไง”
“มันก็แค่ของที่ฉันไปซื้อมาจากร้านรับซื้อของเก่า มันก็ต้องมีในบทเว้ย!”
“ไม่รู้ล่ะ ผมไม่เล่น”
“ไม่ได้ ไม่มีใครแทนแล้ว”
“ถ้าให้ผมเล่นก็ได้ แต่ฉากล่มเรือพี่ต้องหาสแตนด์อินมาแทนไม่งั้นผมเท”
“เฮ้ย!”
เป็นเสียงของพิชัยผู้กำกับละครเวทีที่ร้องลั่น ขณะเดียวกันทินพัฒน์ถึงกับกุมขมับเพราะเหตุการณ์จวนเจียนเต็มที อาจารย์หนุ่มเดินไปมาเหมือนหนูติดจั่นหันรีหันขวางกระทั่งหยุดยืนตรงหน้าลูกศิษย์คนหนึ่งที่เป็นสตาฟในงาน
“งั้นคุณแทนก็แล้วกัน”
