6 รูปภาพที่หายไป
รุ้งตะวันมุ่นคิ้วแล้วดีดตัวนั่งหลังตรงบิดขี้เกียจครู่หนึ่งจึงพยักหน้าตอบ “ใช่ ก็จะแสดงวันมะรืนแล้ว ถามทำไมหรือเธอเปลี่ยนใจไม่ใปไม่ได้นะ ฉันไม่มีเพื่อนไป”
“ไม่ใช่ๆ” สาวอวบโบกมือปฏิเสธทันที “ก็เรื่องที่เธอถามว่าอยากได้รูปที่ฉันถ่ายในกล้องไง หรือว่าไม่อยากได้แล้วจะได้ไม่เล่า”
“อยากสิ ไหนล่ะ เอามาดู”
หญิงสาวแบมือยื่นมาตรงหน้าทำให้ถูกเพื่อนสาวค้อนขวับแล้วตีมือเพียะเข้าให้
“ใจเย็นก่อน ฉันต้องอารัมภบทก่อนสิ ไม่งั้นไม่ตื่นเต้น”
“เรื่องมาก ไม่บอกก็กลับไปเลยไป ฉันจะทำงาน” รุ้งตะวันว่าพลางหยิบแฟ้มเอกสารคนไข้เมื่อครู่จะเก็บเข้าที่แต่กลับถูกอีกฝ่ายรั้งไว้ด้วยมืออวบๆ และค้อนประหลับประเหลือกใส่ไม่พอยังยื่นมือมาเปิดเหม่งหญิงสาวที่ปิดไว้ด้วยผมหน้าม้าระดับพอดีคิ้วเผยให้เห็นแผลเป็นบนหางคิ้วที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
รุ้งตะวันรีบปัดมือเพื่อนรักแล้วส่งสายตาพิฆาตใส่ทันที “บอกแล้วว่าอย่ามายุ่งผมฉัน! ถ้าไม่อยากเล่าก็กลับไปเลยยุ่งอยู่!”
“แหม... แม่รุ้งของสุดหล่อเรือนไทยเจ้าขา หัวก็ไม่ล้านเหม่งก็ไม่ได้น่าเกลียดเปิดๆ ซะมั่งเหอะเพื่อนขอร้อง ไว้ผมทรงนี้ตั้งแต่อนุบาลไม่เบื่อบ้างเหรอยะ!”
“ช่างฉันสิ”
“นี่ถ้าตัดผมสั้นไปอีก ฉันว่าเธอเหมือนมารูโกะจังเลยแหละ”
“ไม่เอา... ฉันชอบเซลเลอร์มูนมากกว่า” รุ้งตะวันว่าพลางสะบัดผมม้าใส่จนโสภิตาหลบแทบไม่ทัน
“ย่ะ... แม่เซลเลอร์มูนของพี่หล่อเรือนไทย”
โสภิตาทิ้งค้อนใส่แล้วยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลขนาดเล็กมาตรงหน้า รุ้งตะวันจึงเลิกคิ้วแทนคำถามและอีกฝ่ายพยักหน้าแทนคำตอบ
“รูปเหรอ”
“เออ... ก็ใช่สิ หรือไม่เอา”
“เอ๊า!”
รุ้งตะวันรีบคว้าซองในมือโสภิตามาเปิดออกดูด้วยความตื่นเต้น นิ้วเรียวบรรจงเกี่ยวเชือกเส้นเล็กที่คล้องอยู่ด้านหลังซองให้คลายออกทีละน้อยจนหมดแล้วเปิดหยิบรูปด้านในออกมาชื่นชมพลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปทีละน้อยๆ จนกระทั่งโสภิตาที่รีรอดูปฏิกิริยาอยู่ต้องบอก
“เป็นไงมั่งล่ะ รูปสุดหล่อฝีมือช่างภาพสมัครเล่นอย่างฉัน”
“เธอนี่มันมือสมัครเล่นจริงๆ สินะ นี่ถ่ายอะไรของเธอ... ยายเพิ้ง”
“ก็สุดหล่อเรือนไทยไง”
“เหรอ? ไหนอะ”
รุ้งตะวันเสียงขึ้นจมูกไม่พอส่งสายตาตำหนิใส่ทำให้โสภิตาเอะใจ
“หืม... ไหนดูดิ๊!”
เจ้าของมืออวบยื่นมาคว้ารูปจากมือรุ้งตะวันมาดูแล้วถึงกับหน้าถอดสี เพราะภาพที่ถ่ายมาคือเรือนไทยโบราณหลังนั้นจริงๆ แต่ที่ไม่เหมือนคือภาพวาดโบราณรูปเจ้าของเรือนนั้นกลับมีเพียงฉากกั้นด้านหลังกับเก้าอี้ว่างเปล่าไร้เงาร่างคนโดยสิ้นเชิง...
โสภิตากลับไปพร้อมปริศนาภาพถ่ายของชายหนุ่มเจ้าของบ้านเรือนไทยที่ทำให้รุ้งตะวันถึงกับอยู่ไม่ติด พอคล้อยหลังเพื่อนเธอก็รีบปิดประตูเดินกลับเข้าไปในตัวบ้านที่อยู่ภายในรั้วเดียวกัน
บ้านของรุ้งตะวันตั้งอยู่ย่านชานเมืองขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเทพฯ ด้วยเนื้อที่กว่าหกไร่ที่ดัดแปลงจากที่ดินรกร้างมรดกคุณปู่ทำเป็นสวนสมุนไพรขนาดใหญ่มีพืชพันธุ์ไม้หายากโดยเฉพาะสมุนไพรที่นำมาทำยาพื้นบ้านตามตำรับแพทย์แผนไทย ทำให้รุ้งตะวันที่เติบโตมากับการมีอยู่ของอาศรมคุณปู่ที่ตกทอดมาจากรุ่นปู่มีความรู้เรื่องสมุนไพรโบราณชนิดหาตัวจับยากคนหนึ่ง
เธอซึมซับมันและพร้อมจะอยู่กับมันจึงตัดสินใจทิ้งคณะที่มารดาต้องการเพื่อมาเลือกสาขารองที่คะแนนน้อยกว่า แต่เธอบอกมารดาว่าคะแนนไม่ถึงเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นไม่เป็นที่ปลาบปลื้มของมารดาผู้เพอร์เฟกต์ไปเสียทุกอย่างสักเท่าไร...
“ยายรุ้ง... อยู่ไหน”
รุ้งตะวันถึงกับชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงมารดา เธอรีบเก็บกล่องเหล็กใบเก่าสีเทาขอบเต็มไปด้วยสนิมใส่ลงในกำปั่นโบราณที่ตั้งอยู่ในห้องทำงานของบิดาเข้าที่แล้วรีบขานรับ “อยู่ห้องทำงานพ่อค่ะแม่”
สิ้นเสียงตอบประตูห้องทำงานของบิดาก็เปิดออกปรากฏร่างสูงเพรียวของมารดาในชุดสูทกระโปรงสั้นสีน้ำตาลอ่อนก้าวเข้ามา รุ้งตะวันกุลีกุจอลุกขึ้นไปรับทันที
“ทำไมวันนี้แม่กลับเร็วคะ ไม่ต้องเข้าเวรเหรอ”
“แม่กลับมาเตรียมตัวเดินทางไปสัมมนาคืนนี้ไง เราลืมหรือไม่ใส่ใจแม่กันแน่... หืม”
“หนูเปล่าคิดแบบนั้นนะคะ” รุ้งตะวันโอดครวญรีบเข้าไปหากอดรอบเอวมารดาอย่างรักใคร่
รัชนีส่ายหน้าแต่กอดตอบรุ้งตะวันหลวม ๆ ก่อนเอ่ย “พอได้แล้ว แม่ต้องรีบไปสนามบิน เราอยู่บ้านกับพ่อก็ดูแลด้วยล่ะอย่าปล่อยให้รับคนไข้ทั้งวันทั้งคืนอีกแม่เบื่อจะพูดแล้ว”
“ได้ค่ะแม่”
“เราก็เหมือนกัน”
รุ้งตะวันมุ่นคิ้วที่โดนหางเลขจึงเอ่ยถาม “หนูทำไมคะ”
“หาที่เรียนต่ออย่างน้อยให้ได้สักปริญญาโท... เข้าใจไหม”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะพยักหน้าปล่อยให้มารดาบ่นจนพอใจเพื่อจะได้ไปสัมมนาที่สิงคโปร์อย่างสบายใจ เพราะเธอวางแผนจะไปหาความจริงเรื่องเจ้าของภาพวาดในบ้านเรือนไทย พรุ่งนี้เธอจะตามบิดาไปค้างที่อยุธยาจนกว่าละครเวทีจะพ้นผ่านและที่สำคัญเธออยากเจออาจารย์ทินพัฒน์อีกด้วย
หญิงสาวโบกมือไล่หลังรถตู้มหาวิทยาลัยที่มารอรับมารดาแล่นจากไปลับตาแล้วรีบปิดประตูรั้วประตูบ้านขึ้นไปที่ห้องทำงานบิดาอีกครั้ง
เพียงย่างเท้าเข้าไปในห้อง รุ้งตะวันก็ชะงักเพราะยังไม่ทันปิดประตูเสียงหน้าต่างบานพับก็ตีกันไปมากระทั่งลมเย็นพัดวูบเข้ามาปะทะ เธอถึงกับห่อไหล่ลูบมือไปมากับต้นแขนก่อนจะตรงเข้าไปหยิบกล่องเหล็กเมื่อครู่ออกมาเปิดดู
“มีแต่ตำราสมุนไพรโบราณหรอกหรือ”
รุ้งตะวันพึมพำขณะหยิบหนังสือแต่ละเล่มออกมาดู กระดาษสีน้ำตาลที่ติดกันเป็นพรืดและมุมกระดาษเป็นรอยเปื่อยยุ่ยบ่งบอกให้รู้ว่าตำราเหล่านี้ตกทอดมาหลายชั่วอายุคน กระทั่งเล่มหนึ่งที่เธอสนใจเป็นพิเศษถึงกับเปิดออกดู
“เขียนด้วยอักษรเทวนาครี ด้วย?”
เพราะได้ร่ำเรียนมาจากภาควิชาทำให้เธอพอจะมีความรู้อยู่บ้าง แม้ตัวอักษรจะจางตามกาลเวลาแต่รุ้งตะวันก็รู้ว่านี่คือต้นตำรับยาที่มีค่าควรเมือง
