บท
ตั้งค่า

5 มหาชาติคำหลวง

“พนคณนกหคภาษา ร่อนร้องโดยกา ละเช้าชรเสียงเที่ยงคืน

พนคณนกหคบมิหืน บมีโหจผมยืน ตรศักดรสยงพรยกไพร

พณคณนกหคนานาวิไล ต่างต่างกันไกล ดูจำรยงสยวงหวาน

พณคณนกหคดาษดล สองข้างสระชล อเนกชื่อมุจลินทร์... ”

“นี่คุณท่องได้ด้วยเหรอ”

รุ้งตะวันสะดุ้งหันมาสบแววตากังขาของอาจารย์หนุ่มก็รีบหลบตา จู่ๆ เธอก็ใจเต้นแรงยิ้มเก้อๆ แล้วมองไปที่ผืนน้ำตามเดิมจนทินพัฒน์เอ่ยทำลายความเงียบอีกครั้ง

“คุณบอกว่าไม่สนใจประวัติศาสตร์”

“ค่ะ” เธออ้อมแอ้มตอบ “แต่ก็พอรู้นิดหน่อยตอนที่สืบสาแหรกตระกูลค่ะ”

“งั้นคุณก็รู้ใช่ไหมว่าบทกลอนที่คุณร่ายเมื่อกี้มาจากส่วนหนึ่งของมหาชาติคำหลวง ”

“คะ?” เด็กสาวเบิกตากว้างก่อนส่ายหน้าหวือ “มหาชาติคำหลวงที่ไหนกันคะ หนูยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลยค่ะอาจารย์”

“หืม!... ก็เมื่อกี้ไง คุณท่องบทชมนกในกัณฑ์มหาพนของเวสสันดรชาดกอยู่”

“เวสสันดรชาดกเหรอคะ เป็นไปได้ไงอาจารย์อย่าล้อหนูเล่นสิคะ”

“ผมก็ไม่ได้พูดเล่นนะ คุณทำได้ไง ผมยังทำไม่ได้เลยขนาดชื่นชอบทางนี้แท้ๆ” ทินพัฒน์เอ่ยอย่างชื่นชม

รุ้งตะวันหน้าเหยเกไม่พอตัวยังชากับสิ่งที่ได้รับรู้ ถึงแม้เธอจะรู้จักมาบ้างจากที่เรียนสมัยมัธยมแต่ก็ไม่เคยสนใจไขว่คว้าหามาอ่านมาเรียนเพิ่มเติม ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่บทกวีนี้จะผ่านหูเธอด้วยซ้ำ

แล้วเธอจะทำอย่างที่อาจารย์ทินพัฒน์พูดได้ยังไง!

รุ้งตะวันเก็บความสงสัยไว้ในใจจนนอนไม่หลับทำให้เช้าวันต่อมามีอาการสะลึมสะลือตลอดการเดินทางกลับกรุงเทพ เธอครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ในบ้านเรือนไทย เสียงที่ร้องเรียกเธออย่างอ่อนหวาน ดวงหน้าคมเข้มในภาพวาดติดฝาผนังและวัดวาอารามที่เธอไม่เคยไปแต่กลับคุ้นเคยอย่างประหลาด กระทั่งที่สุดคือบทกวีสมัยอยุธยาตอนต้นที่แม้แต่เฉียดเข้าหูก็ยังไม่เคย...

ที่แท้แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่....

หนึ่งเดือนผ่านไป...

บ้านเรือนไทยได้รับการปรับปรุงบางส่วนเพื่อใช้เป็นฉากจำลองของละครเวทีที่คณะโบราณคดีกำลังจะจัดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้าเพื่อหารายได้ในการจัดทำวิจัยนอกเหนือไปจากงบสนับสนุนจากทางการ

ทินพัฒน์ผู้เป็นอาจารย์รับผิดชอบโครงการจึงเป็นตัวตั้งตัวตีงานครั้งนี้และเป็นคนเขียนบทละครด้วยตัวเอง โดยอาศัยภาพจากจินตนาการบ้านเรือนไทยโบราณของบิดารุ้งตะวันที่ปลูกตามตะวันหันข้างไปทางทิศใต้ประกอบกับศาลาท่าน้ำที่อยู่ในระยะมองเห็นถนัดถนี่สามารถจัดวางที่นั่งสำหรับผู้ชมละครได้ง่ายกว่าบ้านเรือนไทยหลังอื่นที่เคยสำรวจมา

รุ้งตะวันค่อยคลายใจลงเพราะไม่ต้องคอยเทียวไปเทียวมาอยุธยาแทนบิดาบ่อยๆ ทำให้มีเวลาอยู่ที่อาศรมคุณปู่สัปดาห์ละหลายวันดังเช่นวันนี้ที่เธอต้องลงตรวจแทนบิดาที่สลับกันไปดูแลเรือนไทยแทน

“อาการของคุณน้าคงยังเข้าคอร์สฟื้นฟูหลังคลอดไม่ได้นะคะ”

“ทำไมล่ะคะหมอ” เข้าสู่วัยกลางคนของคนไข้ทำให้รุ้งตะวันรู้สึกเป็นห่วงคิดหาคำอธิบายที่เหมาะสม

“ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวหมออธิบายให้คุณน้าเข้าใจค่ะว่าเข้าคอร์สตอนนี้ไม่ได้เพราะอะไร”

“แล้วเพราะอะไรล่ะคะหมอ” นางย้ำถามก่อนพร่ำต่อ “คือน้าเพิ่งมีลูกคนแรก รอเป็นสิบๆ ปีกว่าเขาจะมาเกิดก็ยากมากแล้วอยากเข้าคอร์สบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติ น้าไม่ไว้ใจหมอสมัยใหม่ถึงมาพึ่งอาศรมคุณปู่ หมอต้องช่วยนะคะ น้าไม่อยากตายก่อนลูกโต”

“โธ่! คุณน้าคะ ขึ้นชื่อว่าแพทย์แล้วแผนไทยหรือแผนปัจจุบันก็ดีไปคนละแบบค่ะ”

“ถ้างั้นแล้วทำไมอาศรมคุณปู่ถึงได้ดังล่ะคะ ขนาดหมอยังเด็กแท้ๆ ยังไม่เรียนแพทย์แผนปัจจุบันเลย”

รุ้งตะวันได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะพรูลมหายใจอึดอัดรีบดึงมือออกเปลี่ยนมาเป็นตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆ เพื่อปลอบใจ “เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ คืองี้นะคะ”

“ค่ะคุณหมอ”

นางลากเก้าอี้เข้ามาประชิดอย่างกระตือรือร้นจนรุ้งตะวันผงะแต่ก็ยังสำรวมกิริยาหยิบแผ่นพับมากางต่อหน้าคนไข้แล้วเริ่มชี้นิ้วไปที่กฏข้อห้าม

“คือคุณน้าผ่าตัดทำคลอดมาแล้วตอนนี้ก็ยังเพิ่งสองอาทิตย์ใช่ไหมคะ”

“ค่ะ แล้วมีปัญหาเหรอคะ”

“มีค่ะ ทีแรกหมอฟังอาการคุณน้าว่าปัสสาวะบีบรัด เจ็บขัดๆ ก็คิดว่าอาจเป็นโรคมุตฆาต ” เธอว่าพลางก็เห็นสีหน้าคนไข้หน้าเผือดสีลงไปจึงรีบอธิบาย “คือปกติแล้วถ้าคนไข้ผ่าคลอดมาสามารถทำหัตถบำบัดได้เมื่อครบสี่สิบห้าวันไปแล้วค่ะ ตอนนี้คุณน้าไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยแค่มีไข้สูงเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ”

“แต่เหมือนเจ็บๆ แผลจะปริด้วยนะคะหมอ”

“ใช่ค่ะ เพราะเพิ่งผ่าคลอดมาสองอาทิตย์เอง หลังจากแผลหายดีเราค่อยมาทำหัตถบำบัด ประคบสมุนไพร ทับหม้อเกลือและอบไอน้ำสมุนไพรเพื่อการไหลเวียนของโลหิตที่ดีต่อไป ระหว่างนี้ไม่ต้องกังวลนะคะ รักษาแผลผ่าตัดให้สมานดีก่อนค่ะ”

“ไม่มีปัญหาแน่นะคะหมอ” นางย้ำถามมั่นเหมาะสีหน้าคลายกังวลไปมาก

“ไม่มีหรอกค่ะ”

“งั้น... ก็ได้ค่ะ”

รุ้งตะวันพยักหน้ายิ้มให้กำลังใจก่อนจะพูดคุยกันอีกเล็กน้อยคนไข้กลางคนจึงลุกออกไปด้วยกำลังวังชาที่ฟื้นคืนกลับมาราวกับได้ยาดี แต่เธอที่เป็นคนรักษากลับพิงหลังกับพนักเก้าอี้หลับตาลงด้วยความเหนื่อยอ่อน

แอร์เย็นเฉียบตกกระทบร่างบอบบางสูงเพรียวในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวสกินนี่สีดำสวมทับด้วยเสื้อกาวน์แขนสั้นสีขาว ทำให้โสภิตาที่ย่องเงียบกะเข้ามาเซอร์ไพรส์ได้แต่ส่ายหน้าเดินเข้ามาเคาะที่โต๊ะเบาๆ แทนการเรียก ครู่หนึ่งรุ้งตะวันจึงหรี่ตามองก่อนเอ่ยทั้งที่ยังไม่ลืมตา

“วันนี้มีอะไรถึงมาหาได้...ยายเพิ้ง”

“มีสิ มีเรื่องใหญ่มากถึงคาบข่าวมาบอกเธอไง ได้ยินว่าวันมะรืนจะไปเรือนพ่อรูปหล่อของฉันอีกแล้วเหรอ” โสภิตาจีบปากจีบคอถาม

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel