4 ค่ำคืนที่ท่าน้ำหน้าวัดพระเมรุ
“อุ๊ย! อาจารย์” รุ้งตะวันอุทานเมื่อเหลียวหาที่มาของเสียงพบหน้าอาจารย์หนุ่มในระยะใกล้ไม่ถึงศอก หญิงสาวกะพริบตาปริบเพ่งมองแล้วยิ้มจางๆ “หนูนึกว่าใครค่ะ”
“แล้วคุณนึกว่าใคร หรือว่าหนุ่มบ้านเรือนไทยที่โสภิตาเล่าให้ฟัง” เขาหยอกเสียงนุ่ม
หน็อย! ยายเพิ้งจอมแฉ!
รุ้งตะวันนึกถึงยายหน้าอวบเพื่อนรักที่นอนหลับอุตุไปแล้วก็ได้แต่ยิ้มแหย นึกค่อนว่าเพื่อนสาวในใจได้แต่แก้ตัวไปอีกอย่าง “เรื่องนั้นหนูคงตาฝาดไปเองค่ะ อาจารย์”
“ผมก็ว่างั้น”
“ขอโทษอาจารย์ด้วยนะคะที่โดนพ่อหนูดุเอาเมื่อตอนค่ำ”
“ไม่เป็นไรๆ” ทินพัฒน์ว่าพลางโบกมือห้าม ดวงหน้าคมคายมีรอยยิ้มกว้างผุดขึ้นระหว่างจ้องหน้าเธอ “แต่ผมสงสัยว่าคุณแม่ชอบดุคุณบ่อยๆ เหรอ”
“คะ... เอ่อ ค่ะ ที่จริงแล้วแม่เป็นห่วง...”
ทินพัฒน์เห็นท่าทีอึดอัดของเธอจึงรีบโบกมือห้าม “ไม่ต้องตอบหรอก ผมผิดเองที่ละลาบละล้วง พอดีเมื่อกี้ได้ยินเสียงแม่คุณบ่นมาทางโทรศัพท์ท่าทางหงุดหงิดน่าดูเลยเป็นห่วงแค่นั้น”
รุ้งตะวันพูดไม่ออกเพราะปกติเธอไม่เคยเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง แต่กับอาจารย์หนุ่มเธอกลับรู้สึกสนิทใจที่อยากจะระบายความในใจแต่ก็ไม่แน่ใจนัก กระทั่งเผลอสบแววตาเป็นประกายของเขาที่ทำให้เธอกระอักกระอ่วนทุกครั้งที่มองจนในที่สุดเธอก็ถอนใจอีกครั้งอย่างกำลังคิดเรียบเรียงความรู้สึกให้ออกมาเป็นคำพูดได้
“คือแม่ไม่ค่อยเห็นด้วยที่หนูเรียนทางนี้ค่ะ”
“หือ...” ทินพัฒน์เลิกคิ้ว “แพทย์แผนไทยนะเหรอ ทำไมล่ะ ผมว่าสาขานี้ดีออกนะ เราสามารถประยุกต์ใช้กับการทำงานได้หลายแบบ”
“ใช่ค่ะ แต่แม่อยากให้หนูเรียนแพทย์แผนปัจจุบันมากกว่า” เธอเล่าเสียงอ่อยเห็นอาจารย์หนุ่มพยักหน้ารับฟัง เธอก็ยิ้มจางๆ ก่อนเล่าต่อ “แต่คะแนนหนูไม่ถึงก็เลยเลือกแพทย์แผนไทยค่ะ”
“แม่คุณเลยไม่พอใจสินะ”
. “ค่ะ”
“แล้วไม่คิดจะซิ่วเหรอ”
“ไม่หรอกค่ะ อาจารย์”
“ทำไมล่ะ ถ้าไม่ชอบก็แค่เสียเวลาอีกปีเลือกคณะที่ชอบไม่ดีกว่าเหรอ” ทินพัฒน์ถามหมายชวนคุยเรื่อยเปื่อยแต่เห็นหญิงสาวอึดอัดเขาจึงทำมือโบกไปมา “ขอโทษ ผมผิดเองที่ละลาบละล้วงถาม”
“ไม่เป็นไรเลยค่ะ ไม่เคยมีใครถามความสมัครใจของหนูสักคน ทีแรกหนูไม่ได้ชอบนักแต่พ่อหนูโอเคมากเลยเพราะพ่อก็เป็นแพทย์แผนไทยเหมือนกัน”
“โอ้ว! ดีนะ แม่เป็นอาจารย์แพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนพ่อเป็นแพทย์แผนไทยแสดงว่าพ่อคุณเปิดคลินิกด้วยสินะ”
“ใช่ค่ะ หนูว่าอาจารย์ต้องเคยรู้จักอาศรมคุณปู่แน่ๆ เพราะที่คณะโบราณคดีของอาจารย์เป็นคนติดต่อพ่อมาเรื่องบ้านเรือนไทยที่อยากได้ทำละครเวที”
อาจารย์หนุ่มเบิกตากว้างพยักหน้ารัวๆ “อ้อ ใช่สิ จริงๆ ด้วย ผมนี่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวนนะ”
รุ้งตะวันจ้องทินพัฒน์ที่หัวเราะแก้เก้อแล้วจึงมองผ่านแม่น้ำไปยังวัดฝั่งตรงข้ามด้วยความรู้สึกคุ้นเคย แสงจันทร์นวลทาทาบท้องฟ้าทำให้เห็นเงารางๆ ของสถาปัตยกรรมงดงามที่เห็นทำให้ทินพัฒน์มองตามไป
“ไม่น่าเชื่อนะว่าวัดที่ผมเคยเห็นตรงข้ามแม่น้ำตอนเด็กๆ ตอนนี้กลับได้เห็นเพียงยอดเจดีย์ลิบๆ”
“วัดนั้นเหรอคะ”
รุ้งตะวันชี้มือไปยังทิศตรงกันข้าม ทินพัฒน์มองตามรู้สึกราวตกภวังค์
“คุณชอบเหมือนผมไหม”
“คะ? ชอบอะไรเหรอคะ” รุ้งตะวันหันขวับมาหน้าตื่นนึกรู้เพราะเขาเคยพูดจาแปลกๆ เหมือนจะเกี้ยวพาราสี เธอไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ เพราะสัญชาติญาณบอก “อาจารย์ตั้งใจจะพูดอะไรกันแน่คะ”
ทินพัฒน์ชี้มือไปยังวัดเมื่อครู่ “ผมหมายถึงว่าคุณชอบวัดฝั่งโน้นเหมือนผมไหม”
รุ้งตะวันมองตามแล้วพยักหน้าทันที “หนูชอบมากเลยค่ะ วัดน่าจะสวย ขนาดเห็นแค่นั้นหนูยังรู้สึกถึงความขลัง แต่หนูไม่รู้ชื่อวัดอะไร”
“ที่อยู่ตรงหน้าเรานั้นคือวัดหน้าพระเมรุหรือชื่อเดิมคือวัดพระเมรุราชการาม เป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่สองและเป็นหนึ่งในวัดที่ไม่ถูกเผาทำลายเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย”
“ดีจังเลยนะคะ หนูเห็นหลายวัดที่เคยรุ่งเรืองตอนนี้เหลือแต่ซากอิฐ”
“นั่นสินะ” ทินพัฒน์พยักหน้าหงึกหงักตาม
“วันนั้นชื่อวัดพระเมรุราชการามหรือคะ”
“ใช่ครับ” ทินพัฒน์ตอบรับแล้วมุ่นคิ้วเมื่อเธอมองเหม่อออกไป “มีอะไรรึเปล่า”
“ชื่อคุ้นๆ ค่ะ ทำไมหนูรู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่จัง คุ้นมากเหมือนกับเคยมาทั้งที่หนูเพิ่งเคยมาอยุธยาครั้งแรก”
“ตกลงว่าคุณไม่เคยมาอยุธยาจริงๆ เหรอ อยู่แค่กรุงเทพใกล้ๆ นี่เองนะ”
รุ้งตะวันยิ้มแหยแล้วส่ายหน้าไปมาจนผมเส้นเล็กปลิวไสวล้อลม พอหันมาก็เห็นสายตาแวววาวของอาจารย์หนุ่มทำให้เธอเก้อเขินจึงแกล้งใช้เท้าตีน้ำเล่นไปมาจนพื้นน้ำสงบนิ่งกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ทินพัฒน์ทำตามบ้างทำให้หญิงสาวผ่อนคลายความขัดเขินลงไปได้บ้าง
“หนูก็เคยมาแต่ในละครกับหนังสือนิยายไงคะอาจารย์ เห็นเขาเล่าว่าในคลิปบ้าง ยูทูปเบอร์พาเที่ยวบ้างก็เหมือนได้เที่ยวเองแล้วค่ะ ประหยัดด้วย”
“นั่นสินะ ความเจริญรุกคืบเข้ามาประวัติศาสตร์ก็ถูกลบเลือนไปเป็นธรรมดา ดูอย่างผมสิ หากใจไม่ชอบก็คงไม่เรียนแล้วก็ไม่มาเป็นอาจารย์ภาควิชานี้หรอ”
“คนเรียนทางนี้มักจะเป็นคนเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดีเพราะต้องอาศัยความจำมาก อาจารย์จำเก่งมากเลยค่ะ ส่วนหนูความจำไม่ดีก็เลยไม่ได้ศึกษาเรื่องพวกนี้” เธอว่าเก้อๆ
เรื่องประวัติศาสตร์โบราณนานมาไม่ว่าสมัยไหนไม่เคยอยู่ในความสนใจของรุ้งตะวันมาก่อน แม้ว่าภายหลังจากสืบสาแหรกตั้งแต่ครั้งคุณปู่ของเธอเสียชีวิตและบิดาได้มรดกตกทอดเป็นเรือนไม้โบราณที่อยุธยาจึงพบว่าครอบครัวทางฝ่ายบิดามีพื้นเพมาจากตระกูลหมอยาในสมัยอยุธยาตอนต้น
“ไม่เป็นไรนี่ คุณมาช่วยงานมหา’ลัย ก็เหมือนได้ศึกษาประวัติศาสตร์ไปในตัวด้วย”
รุ้งตะวันฟังอาจารย์หนุ่มไปพลางครุ่นคิด สายตาจ้องลงไปที่ดวงจันทร์กลมโตส่องแสงสกาวในผืนน้ำที่ถูกตีจนไม้น้ำริมตลิ่งไหวตามแรงกระเพื่อมจนนกกาตัวน้อยโผบินว่อน หญิงสาวเผลอใจลอยจมดิ่งลงไปในวังวนความคิดครู่หนึ่งจึงเปล่งวาจาอ่อนหวานตามมา
