3 ตรวนโบราณกับพี่หล่อเรือนไทย
รุ้งตะวันมองตามไปสุดสายตาจนคนทั้งสองเลือนหายไปในม่านหมอก เธอคิดจะก้าวตามแต่ขากลับแข็งราวถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนนับร้อยชั่งหนักอึ้ง กระทั่งรู้สึกเนื้อตัวถูกสั่นคลอนเธอจึงได้สติ
“ยายรุ้งๆ”
“เพิ้ง!”
รุ้งตะวันอุทานแววตายังตื่นไม่หายกับภาพคนคนนั้นที่แค่เห็นก็รู้สึกหัวใจสั่นไหวแปลกๆ เหมือนรู้จักแต่ก็ไม่รู้ เธอไม่รู้ว่าเขาคือใคร...
“เป็นอะไรไป ทำไมมายืนเหม่อตรงนี้ ฉันนึกว่าเธอจะตามไปสมทบกับพวกเราตรงโน้นซะอีก” โสภิตาถามหน้าเครียด
รุ้งตะวันอ้ำอึ้งไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายว่าอย่างไรจึงได้แต่ชี้ไปยังทางที่จากมาแล้วบอก “เมื่อกี้ฉันลงจากเรือนมาเห็นศาลาท่าน้ำสวยดีก็เลยมาดูแล้วเพลินไปหน่อยเลย...”
“ว่าไงนะ... ศาลาริมน้ำเหรอ” โสภิตาถามกลับ สีหน้ากระอักกระอ่วน
“อือ ก็ศาลาริมน้ำนั่นไง” รุ้งตะวันว่าพลางบุ้ยใบ้ให้เพื่อนรักมองตาม
โสภิตาเหลียวหาจนทั่วไม่เห็นจึงถามกลับ “อยู่ไหนเหรอ”
“ก็ทางนั้นไง!”
โสภิตามองตามแล้วถึงกับหน้าเหยเกเพราะภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือแนวไผ่สูงลิบลิ่วแต่ลำแก่ยืนต้นตายสีเหลืองแห้ง บางลำแตกโค่นลงมาปิดทางดินเล็กๆ ที่ลาดลงไปทางลำคลองที่เห็นลิบๆ จากทิวไม้ใหญ่สารพันที่ล้วนแห้งตายไร้ชีวิตชีวา สาวอวบถึงกับหน้าแห้งหันกลับมาเผชิญหน้าเพื่อนรักผู้เป็นทายาทถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ด้วยแววตาตระหนก
“จะบ้าเหรอ เธอพูดเล่นใช่ไหม ยายรุ้ง”
ไม่ทันได้คำตอบผู้รับผิดชอบโครงการก็เดินมา โสภิตาจึงได้โอกาส “อาจารย์มาแล้ว ฉันว่าเราไปหาอาจารย์กันดีกว่านะยายรุ้ง”
“แต่ฉันอยากไปดูตรงโน้นหน่อย” รุ้งตะวันว่าพลางชี้มือไปที่เรือนหลังเดิม
“ไม่ต้องต่งต้องแต่แล้ว ไปเถอะนะๆ ๆ”
“แต่เมื่อกี้ฉันเห็นคนเดินไปที่เรือนนั้นจริงๆ นะ”
โสภิตาถึงกับตาเหลือกเพราะยามนี้บนเรือนไม้โบราณหรุบหรู่ไร้แสงไฟ ดูน่ากลัวและน่าหวาดหวั่นจนสาวอวบถึงกับขาสั่น แม้แต่เสียงที่เปล่งออกมายังตะกุกตะกัก “คะ... คะ ใครเหรอ ฉันไม่เห็นสักคน”
“ก็เมื่อกี้เขาขึ้นมาจากท่าน้ำไง เธอไม่เห็นเหรอ”
“หา... ท่าน้ำท่าเนิ้มที่ไหนกัน ฉันเห็นแต่ป่าไผ่โทรมๆ ไม่มีทางลงท่าน้ำเลยนะยายรุ้ง!”
“แต่ฉันเห็นนะ ศาลาท่าน้ำมีต้นดอกลั่นทมต้นเบ้อเร่อกำลังออกดอกบานเต็มต้นเลย”
“บ้าสิ ใครเค้าปลูกลั่นทมไว้ในบ้านกัน” โสภิตาชะเง้อหา หน้าก็เริ่มซีดเหลือสองนิ้วเพราะคำพูดจาเพ้อเจ้อของรุ้งตะวัน “ไปๆ ฉันว่าที่นี่อยู่นานน่าจะหลอนแล้วแหละ ไปเถอะรุ้ง”
รุ้งตะวันละล้าละลัง สอดสายตามองหาศาลาท่าน้ำแต่ความมืดที่โรยตัวปกคลุมทำให้มองเห็นได้ยากจนต้องตัดใจเพราะแววตาอ้อนวอนคล้ายจะร้องไม่ร้องแหล่ของโสภิตาเป็นเหตุ
“อาจารย์มาแล้ว”
สาวอวบรั้งข้อมือรุ้งตะวันแล้วเขย่าเบาๆ จนหญิงสาวหันไปมองก็พบอาจารย์หนุ่มประจำภาควิชาโบราณคดีเดินตรงมาพร้อมผู้ติดตามอีกสามสี่คน
ทินพัฒน์ผู้มีดวงหน้าคมเข้ม กรามเป็นสันนูนรับกับดวงตาสีน้ำตาลไหม้เกือบดำ ผมเส้นเล็กซอยสั้นสะอาดสะอ้านแต่ปล่อยสบายๆ ไม่เสยเรียบแปล้ทำให้อาจารย์หนุ่มวัยสามสิบดูเหมือนนักศึกษามากกว่าดอกเตอร์ที่จบเมืองนอกเมืองนาและครั้งนี้เป็นความคิดของเขาที่อยากหาสถานที่ที่เหมาะกับการแสดงละครการกุศลที่จะจัดในช่วงปลายปี
โสภิตาเห็นดังนั้นรีบรุดเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามอาจารย์หนุ่มเพื่อเบนความสนใจของรุ้งตะวันทันที
“อาจารย์ หนูว่าเราอย่าเลือกที่นี่เลยนะคะ มันโทรมไปต้องซ่อมแซมเยอะเลย เผลอๆ เดินไปมาบนเรือนพื้นจะล่มเอาดูไม้จะผุกร่อนเหลือเกิน”
“แต่ผมว่าที่นี่เหมาะแล้วก็ขลังดีนะ” ทินพัฒน์แย้ง
“ใช่ไหมคะ หนูก็ว่า...” รุ้งตะวันพูดไม่ทันจบก็ถูกแทรกเสียก่อน
“ขลังเกินสิคะ หนูว่าคงเปลืองงบประมาณเยอะแน่ๆ ค่ะ เราควรประหยัดงบไว้ดีกว่า นี่ก็ไม่รู้จะมีใครตามมาดูถึงที่นี่รึเปล่า ไกลเกิ๊น”
“เอ๊ะ! ยายเพิ้งอย่าขัดลาภฉันสิ” รุ้งตะวันโวยเพื่อนแล้วหันไปแก้ตัว “อาจารย์คะหนูว่าที่นี่ได้บรรยากาศดีนะคะ ถ้าเราใช้สถานที่จริง บรรยากาศใกล้เคียงเนื้อเรื่องจริง มีฉากหลังเป็นแม่น้ำด้วยไม่ต้องเซ็ตฉากในโรงละครหรือหอประชุมเลยนะคะ...”
“แต่ติดแค่ต้องเดินทางนี่แหละที่อาจจะลำบากสักหน่อย”
“แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของอาจารย์ไม่ใช่เหรอคะ” รุ้งตะวันคะยั้นคะยออีก
ทินพัฒน์จ้องหน้าหญิงสาวพลันหลบตา สีหน้าครุ่นคิดครู่ใหญ่จนรุ้งตะวันหน้าเสีย เธอคิดหาเหตุผลแต่ไม่ทันได้คิดนาน
“ตกลง ผมจะใช้ที่นี่เป็นฉากละครเวทีปีนี้”
“จริงๆ นะคะอาจารย์”
“ผมชอบที่นี่ คงจะดีถ้าเราได้จัดที่นี่ จะได้เป็นการเป็นการเปิดมิติใหม่ละครเวทีด้วย” ทินพัฒน์ว่าพลางมองไปรอบๆ ด้วยแววตาเป็นประกายก่อนเอ่ยสำทับอีกครั้ง “เราจะซ่อมท่าน้ำนั่นทำฉากล่มเรือกัน”
กว่าจะได้ที่พักก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่ม เพราะรถของทินพัฒน์ที่มีรุ้งตะวันกับโสภิตานั่งมาด้วยหลังจากแวะกินกุ้งแม่น้ำตามที่โสภิตาร้องขอเกิดยางแตกเป็นเหตุให้ทั้งสามต้องค้างที่อยุธยาก่อนหนึ่งคืนเพราะทินพัฒน์ไม่อยากทิ้งรถไว้จึงให้ทีมงานที่เอารถมาคนละคันล่วงหน้ากลับกรุงเทพไปก่อน
รุ้งตะวันนอนไม่หลับหลังจากโทรบอกทางบ้านเรื่องจะค้างคืน เธอจึงออกมานั่งคิดอะไรคนเดียวอยู่ที่แพริมน้ำกระทั่งทินพัฒน์ที่นอนไม่หลับเช่นกันออกมาเจอ
เฮ้อ...
หญิงสาวถอนใจขณะมองไปในสายน้ำส่องประกายระยิบระยับล้อแสงจันทร์วันเพ็ญ ถึงแม้จะไม่มีแสงไฟคราคร่ำมากมายอย่างกรุงเทพแต่ที่นี่ทำให้เธอรู้สึกสงบอย่างประหลาดจนแม้แต่เสียงเหยียบย่ำพื้นไม้ดังเอียดอาดใกล้เข้ามาเธอยังไม่ได้ยิน
ทินพัฒน์ลงนั่งหย่อนขาข้างๆ โดยที่รุ้งตะวันไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่ครุ่นคิด ดวงหน้านวลแจ่มปราศจากเครื่องสำอางรับกับผมเส้นเล็กที่มวยขึ้นอย่างลวกๆ จนปอยผมกรุยกรายดูน่ารักน่ามองเสียจนอาจารย์หนุ่มไม่อาจถอนสายตา แต่เพราะเสียงถอนหายใจที่ดังต่อเนื่องของเธอทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะชวนคุย
“ขอโทษนะที่ทำให้คุณโดนที่บ้านดุ”
