2 เสียงเพรียกจากความมืด
“เมื่อกี้เธอได้ยินอะไรไหม... ยายเพิ้ง”
“ได้ยินอะไร” สาวอวบย้อนถาม
รุ้งตะวันหันขวับมาแต่โสภิตาไม่มีทีท่าตื่นตระหนกใดๆ จึงหันกลับไปมองภาพฝาผนังอีกครั้ง สีหน้าไม่คลายจากอาการวิตก เธอเหงื่อกาฬแตกพลั่กรู้สึกร้อนรุ่มอย่างประหลาดกระทั่งโสภิตาเขย่าแขนหลายครั้งจึงตั้งสติเพ่งสายตามองภาพข้างฝาผนังอีกครั้งแล้วสีหน้าถือดีก็แปรเปลี่ยน
“เจ้าตะวัน...”
“เนี่ย! เสียงนี้ไง” รุ้งตะวันละล่ำละลักหน้าซีด “เสียงผู้ชายเมื่อกี้นี้ไง!
“ไม่เห็นได้ยินเลย อย่ามาๆ” โสภิตาหรี่ตาโบกนิ้วชี้ไปมาเป็นเชิงรู้ทัน “แกล้งฉันไม่สำเร็จแล้วย่ะ”
“แต่ว่าฉันได้ยินจริงๆ นะยายเพิ้ง...”
“อย่าๆ ๆ โกหกฉันไม่สำเร็จแล้วย่ะ”
สาวอวบโบกมือห้าม เท่านั้นรุ้งตะวันก็ถอนใจหรือเธอจะคิดมากไปเองเพราะแกล้งเพื่อนไว้เมื่อครู่ แต่เสียงนั้นกลับไม่หายไปและยังคงดังขึ้นอีกครั้ง
”แม่รุ้งของพี่...”
“โอ๊ย! พอได้แล้ว เดี๋ยวเจ้าตะวันเดี๋ยวแม่รุ้ง จะบ้ารึเปล่า ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนะ”
รุ้งตะวันยกมือปิดหูจนโสภิตาออกอาการเหลียวซ้ายแลขวาตาลีตาเหลือก ครู่หนึ่งรุ้งตะวันก็ตาเหลือกนึกได้กับคำเรียกขานอีกอย่างที่ได้ยิน
แม่รุ้งหรือ!
เสียงนั้นเรียกเธอ... แม่รุ้ง!
รุ้งตะวันทวนคำในใจแล้วแทบช็อค หรือเธอจะถูกผีเรือนหลอกกลางวันแสกๆ แล้วเจ้าของเสียงนั้นรู้จักชื่อเธอได้อย่างไรกัน!
“ไปเถอะ!”
“ไปไหน”
“กลับไง กลับกันเถอะ ยายเพิ้ง!”
“อ้าว! นึกจะไปก็เร่งเลย” โสภิตาย้อนยังอิดออด
รุ้งตะวันคว้าแขนเพื่อนรักแล้วลากทันที “จะอยู่ทำไมอีกล่ะ”
“ก็เดี๋ยวสิ ฉันขอถ่ายรูปสุดหล่ออีกแป๊บ” โสภิตาร้องบอกมือไม่ละจากโทรศัพท์มือถือที่เล็งใบหน้าคมคายของคนในภาพแต่รุ้งตะวันไม่ฟังเสียแล้ว
“งั้นฉันลงไปรอข้างล่าง”
โสภิตาที่ลั่นชัตเตอร์รัวๆ ไม่ทันฟังพอถ่ายเสร็จจึงยกมือไหว้ “ขอบพระคุณที่ให้ถ่ายรูปนะเจ้าคะ ท่านเจ้าบ้านสุดหล่อ ท่านช่างขึ้นกล้องแถมมาดแมนแอนด์แฮนซั่มสุดๆ เธอว่าไหมยายรุ้ง ยายรุ้ง”
หญิงสาวร่างอวบรู้สึกถึงความผิดปกติทันทีที่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากเพื่อนรักเช่นเคย เธอได้แต่หันรีหันขวางครู่หนึ่งจึงหมุนตัวกลับวิ่งตึกตักร้องลั่น “รอด้วยยายรุ้ง! ยายรุ้ง!”
แต่คนถูกเรียกกลับหนีลงบันไดมายังด้านล่าง ขณะนั้นแสงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้วเหลือเพียงแสงโพล้เพล้ที่เห็นอยู่ลิบๆ เท่านั้น รุ้งตะวันใจเต้นไม่เป็นส่ำเมื่อพบว่าราวป่าที่เห็นรกชัฏเมื่อตอนกลางวันกลับกลายเป็นศาลาท่าน้ำยามพลบที่แสงเรืองรองส่องท้องน้ำระยิบระยับ
เธอเหมือนถูกมนตร์สะกดให้หลงเดินตามมวลหมู่ผีเสื้อที่บินวนรอบกาย โดยไม่รู้ตัวก็มาหยุดยืนบนศาลาท่าน้ำเสียแล้ว...
“ช่วยด้วย! ใครอยู่ตรงนั้นช่วยที!”
รุ้งตะวันถึงกับสะดุ้งรีบหลบให้หญิงสูงวัยแต่งกายด้วยผ้าสีกรักไร้ลวดลาย หน้าอกอวบและรูปร่างเจ้าเนื้อของหญิงนางนั้นถูกพันด้วยผ้าแถบแทนเสื้อสอดในโจงกระเบนเก่าๆ สีเดียวกัน นางผู้นั้นวิ่งกระโจนอย่างไร้กิริยามาที่ท่าน้ำ ยกมือทาบอกสีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลอย่างถึงที่สุด
“มาแล้วเจ้าค่ะ! บ่าวมาแล้ว!” นางเอ่ยเพียงนั้นก็หันรีหันขวางตะโกนลั่น “เร็วๆ ไอ้พวกเลี้ยงเสียข้าวสุก ไปอยู่ไหนกันหมด รีบๆ มาช่วยคุณภพเร็ว!”
คุณภพหรือ!
รุ้งตะวันทวนคำพยายามนึกอยู่นานว่าเหตุใดจึงคุ้นชื่อที่หญิงร่างอวบผู้นี้ร้องเรียกไม่พอยังมีทีท่าตื่นกลัวจนเธอต้องมองตามไปและไม่นานต่อมาเสียงฝีเท้าตึกตักที่มีมากกว่าสามก็กรูกันผ่านหน้าเธอไปยังปลายศาลา ต่างคนต่างกุลีกุจอต้อนรับคนที่เรือพามาเทียบท่าทันที
“เกิดกระไรขึ้นหรือไอ้เฟื้อง” หญิงร่างอวบละล่ำละลักถาม
“อย่าเพิ่งถามเลย ไปเตรียมห้องหับรับรองให้ข้าแล้วให้คนไปตามหมอผินมาทีเถอะแม่ละเมียด” บ่าวเฟื้องเอ่ยเสียงจริงจัง ครั้นนึกถึงผู้เป็นนายที่อยู่รั้งท้ายก็นึกเป็นห่วงจึงได้แต่เร่ง “เร็วๆ เถิดหนา บัดเดี๋ยวโดนคุณภพเอ็ดอึงเอาจะหาว่าข้าไม่บอกไม่กล่าวอีก”
“ก็ได้ๆ แต่ว่าเจ้านั่นคือ...”
“เจ้านั่น?” เฟื้องทวนคำคิ้วขมวดถามกลับ “เจ้าไหน?”
“ก็คนที่คุณภพ... เอ่อ...”
เฟื้องมองตามสายตาละเมียดไปจึงคลายสงสัย แต่เสียงกระแอมจากผู้เป็นนายขัดขึ้นเท่านั้นก็หน้าซีด
“จะไปได้หรือยังไอ้เฟื้อง แม่ละเมียด”
“เจ้าค่ะๆ” นางบ่าวรีบตอบรับลนลานขณะทิ้งสายตามองร่างเปียกปอนของคนแปลกหน้าที่ผู้เป็นนายอุ้มขึ้นมาจากเรือแล้วจึงตั้งสติสั่งบ่าวไพร่อีกครา “ไปๆ พวกเอ็งตามข้าขึ้นเรือน ส่วนเอ็งไปตามหมอผินให้มาที่เรือนบัดเดี๋ยวนี้”
บ่าวไพร่กุลีกุจอรับคำสั่งตามที่ผู้เป็นนายสั่งความ แม่ละเมียดยังคงละล้าละลังเป็นเหตุให้ร่างสูงใหญ่ที่แต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวสีขาวกับกางเกงขาสั้นคาดทับด้วยผ้าแถบอีกชั้นสีเดียวกับกางเกงก้าวขึ้นบันไดท่าน้ำมาด้วยเนื้อตัวเปียกปอน แต่กระนั้นดวงหน้าหมดจดก็ยังซับทุกอณูความกระจ่างแก่สายตารุ้งตะวันยิ่งนัก
“จะพาไอ้นี่ขึ้นไปพักบนเรือนจริงหรือขอรับ” เฟื้องถามเสียงอ่อยด้วยความยำเกรงจึงได้พบแววตาเด็ดเดี่ยวของผู้เป็นนายสาดมาก่อนถามเสียงขุ่น
“แล้วมีกระไร”
“คือว่า... มัน...” เอ่ยเพียงนั้นคนร่างเล็กกว่าก็กระอักกระอ่วนมองไปที่ปลายเท้าร่างนั้นแล้วเงยหน้ามองผู้เป็นนายอีกครั้งก่อนเอ่ย “บ่าวเกรงว่าคุณภพจะเดือดร้อน”
“แต่เขาเป็นแบบนี้เพราะใครกันเล่า อย่ามากความนักเลยไอ้เฟื้อง”
“โธ่! คุณภพขอรับ” เฟื้องจนใจขัดจึงจำหลีกทางให้
รุ้งตะวันมองตามร่างสูงใหญ่ที่ผ่านหน้าเธอไปพร้อมกับร่างเล็กเปียกปอนในอ้อมแขนที่หมดสติ วูบหนึ่งพลันรู้สึกเหมือนศีรษะหมุนติ้วราวกับจะทรงตัวไม่อยู่เพราะเพียงเห็นหน้าชัดๆ เธอก็รู้สึกคุ้นเคยและที่สำคัญเขามีหน้าตาเหมือนคนในภาพราวกับเป็นคนคนเดียวกัน
คุณภพผู้นี้คือใครกัน!
ขณะมองตามไปจนเกือบลับสายตา ที่ตกใจยิ่งกว่าคือเสี้ยวหน้าด้านข้างที่เห็นของเจ้าของร่างและที่สุดสายตารุ้งตะวันก็สะดุดเข้ากับตรวนที่ข้อเท้าเล็กนั่น!
