1 เรือนไม้โบราณยามย่ำค่ำ
พุทธศักราช 2560
แอ๊ด....
ประตูรั้วชานบานไม้เก่าแก่ส่งเสียงเอียดอาดขณะถูกเปิดตามแรงผลักเบาๆ ของหญิงสาวผู้ก้าวเข้ามาด้านในพร้อมกับเพื่อนสาวร่างอวบอ้วนที่เดินตามติดด้วยสีหน้าหวาดหวั่น กระทั่งเข้ามาถึงกลางโถงหญิงสาวร่างผอมเพรียวด้านหน้าจึงหยุดชะงัก เป็นเหตุให้คนตามหลังที่มัวแต่มองซ้ายมองขวาถึงกับชนเข้ากับแผ่นหลังอีกฝ่ายเต็มแรง
“โอ๊ย! ยายรุ้ง หยุดเดินทำไมไม่บอก”
รุ้งตะวันหันกลับมาหน้างอมองอีกฝ่ายที่คลำจมูกป้อยๆ ด้วยแววตากึ่งระอากึ่งสมเพชแล้วส่ายหน้าเบาๆ ก่อนตอบ “บอกแล้วว่าไม่ต้องมาก็ไม่ฟัง”
“ได้ไงล่ะ ฉันจะปล่อยเธอขึ้นมาคนเดียวได้ไง”
“ฉันมาคนเดียวสบายกว่ามากับคนขี้กลัวอย่างเธออีกยายเพิ้ง”
คนถูกเรียกยายเพิ้งถึงกับย่นจมูกทำปากยื่นปากยาว “ก็บรรยากาศมันวังเวงซะขนาดนี้ แน่ใจนะว่านี่เป็นบ้านมรดกของตระกูลเธอจริงๆ”
“แน่ใจสิ พ่อฉันบอกเองว่าบ้านหลังนี้เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่คุณปู่ของคุณปู่ของคุณปู่ของ...”
“พอแล้ว! ฉันว่าเธอลำดับญาติไม่ถูกแล้วยายรุ้ง”
“นั่นนะสิ ได้ยินแต่พ่อเล่า ไม่เคยเห็นกับตาตัวเองสักที ฉันถึงได้คิดจะมาดูเพราะไม่มั่นใจว่ามันยังคงสภาพเป็นบ้านอยู่รึเปล่า หรือว่าเป็นแค่เศษซากไปแล้ว”
“มันก็น้องๆ ซากนั่นแหละ นี่ถ้าฉันหนักกว่านี้อีกหน่อยมีหวังพื้นบ้านเธอคงพังไปแล้วแหละ” สาวอวบอ้วนพูดไปหัวเราะไป
รุ้งตะวันไม่ได้สนใจเพราะมัวแต่สำรวจสถานที่ ถึงแม้เธอจะเรียนจบแล้วกำลังรอรับปริญญาอยู่แต่ถ้ามีเวลาว่างก็มักจะไปช่วยงานกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน...
เมื่อได้ข่าวว่าที่คณะกำลังมองหาสถานที่สำหรับแสดงละครการกุศลเพื่อหาเงินสมทบทุนงานวิจัยเรื่องตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์ผ่านช่องแชนแนลของคณะที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ เธอก็นึกได้ว่าบิดาเคยเล่าให้ฟังถึงบ้านมรดกตกทอดหลังนี้ แรกทีเดียวรุ้งตะวันคิดว่าการมาสำรวจสถานที่แห่งนี้อาจจะคว้าน้ำเหลว
แต่เธอก็คิดผิด!
เพราะบ้านทรงไทยยกสูงกว่าพื้นเกือบสี่เมตรแห่งนี้ยังคงสภาพดีอยู่มากผิดกับช่วงเวลาที่บ่งบอกว่าผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายร้อยปี ลักษณะของเรือนมีขนาดใหญ่แสดงถึงอำนาจวาสนาของเจ้าของเรือนในสมัยนั้นที่น่าจะไม่ธรรมดา
ห้องหับใหญ่โตสามห้องที่รายล้อมเรือนชานต่างมีส่วนนอกชานของแต่ละห้องและมีครัวขนาดใหญ่กับบันไดทางลงอีกทาง แสดงให้เห็นว่านี่มิใช่บ้านของคนธรรมดา อย่างน้อยน่าจะเคยเป็นที่อยู่ของชนชั้นสูงในสมัยก่อน แสดงว่าเธอก็คงมีเชื้อสายบรรพบุรุษที่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาเช่นกัน
“ฉันว่าเราลงไปกันได้แล้วแหละ ฉันกลัว” โสภิตาเอ่ยเสียงเบาหวิวแววตาล่อกแล่กหวั่นกลัว “ไปเหอะนะ... นะ”
“เธอลงไปก่อนเถอะยายเพิ้ง ฉันถ่ายรูปอีกแป๊บแล้วจะตามไป”
“ไม่เอ๊า! มาด้วยกันไปด้วยกันเลือดสุพรรณสิยะ!”
“นี่อยุธยา”
“ย่ะ” โสภิตาค้อนปะหลับปะเหลือกตอบก่อนจะค่อยๆ เดินอ้อมมายืนด้านหลังให้รุ้งตะวันเดินนำหน้า หญิงสาวรู้สึกรำคาญเล็กน้อยจึงหยุดเดินกระทันหัน “ยะ หยุดเดินทำไม”
“ยายเพิ้ง นี่ฉันไม่ได้ใช้ให้มาซะหน่อย” รุ้งตะวันแกล้งว่าแต่พอเห็นสีหน้าหดหู่ของเพื่อนเธอก็ใจอ่อน “งั้นก็รอตรงนี้ก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันมา”
“อย่าไปไกลนะ”
รุ้งตะวันพยักหน้าพลันถอนใจ ก่อนจะเดินไปมาถ่ายสภาพบ้านอายุหลายร้อยปีที่ถูกปิดตายซ่อนอยู่ในราวป่าไร้คนดูแลเอาใจใส่นี้อีกครั้งเพื่อเอาไปมอบให้บิดาของเธอผู้เป็นทายาทที่แท้จริง หากไม่นับเศษใบไม้ร่วงทับถมเต็มพื้นบ้านและหยากไย่เศษฝุ่นกระจายอยู่ทั่วไปแล้ว ตัวบ้านห้องหับยังคงสภาพบ้านเรือนยุคโบราณได้เกือบจะสมบูรณ์แบบ
กระทั่งผ่านไปเกือบสิบนาที ความมืดเริ่มคืบคลานเข้ามา โสภิตาที่ขี้กลัวเป็นทุนเดิมก็เร่งอีก “ยังไม่เสร็จอีกเหรอ”
“ยัง รอเดี๋ยว”
“ยายงก! ฉันว่าเธออยากได้ค่าเช่าสถานที่มากกว่าใช่ปะ”
“ก็ว่าไม่ได้นี่นา สมัยนี้เงินหายากโอกาสมาก็คว้าไว้ก่อนสิ แหม” รุ้งตะวันพูดจบก็เดินสำรวจต่อไม่ใส่ใจร่างอวบอ้วนที่เริ่มใจคอไม่ดีรีบลุกไปหาร่างสูงโปร่งด้านหน้า
“รุ้ง ไปกันเหอะ น๊า...” โสภิตาตามติดเกาะแขนออดอ้อน
“งั้นขอห้องนั้นอีกรูปนะ” รุ้งตะวันว่าพลางก้าวเดินไปพูดไปจากก้าวที่เหยียบย่ำสม่ำเสมอก็ค่อยๆ ผ่อนฝีเท้าลงจนหยุดแล้วหันกลับมาส่องไฟฉายปลายคางแกล้งทำเสียงยานคาง “แต่จะว่าไปที่นี่ก็เหมือนบ้านผีสิงอยู่นะ แฮ่!!”
“กรี๊ด!! ยายบ้ารุ้ง! ยายเพื่อนใจร้าย!” โสภิตาร้องลั่นรีบกระโดดหนีหลังจากถูกรุ้งตะวันหลอก
ลมพัดแรงวูบหนึ่ง รุ้งตะวันเงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนปรากฏมีดอกลีลาวดีสีขาวนวลดอกหนึ่งปลิวพัดผ่านหน้าเธอไปทันใดประตูห้องสุดท้ายที่อยู่คั่นกลางระหว่างสองห้องก็เปิดออก
รุ้งตะวันถึงกับงันไปทันทีที่เห็นภาพภาพหนึ่งซึ่งแขวนอยู่ด้านใน ภาพของใครคนหนึ่งซึ่งเธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด...
ดวงตาที่จ้องมายังเธอทั้งใจดีและเด็ดเดี่ยวในทีเข้ากันได้ดีกับดวงหน้าคมขำ อีกทั้งจมูกโด่งไม่เหมือนภาพคนโบราณที่รุ้งตะวันเคยรู้มารับกับโครงหน้าที่ค่อนไปทางเหลี่ยมประกอบกันเป็นรูปหน้าคมคาย ผิวคล้ำพอประมาณอย่างคนที่กรำแดด ทรงผมแสกกลางเปิดเสยยกเป็นพุ่มเหมาะกับท่ายืนสง่าผ่าเผยในชุดเสื้อแขนยาวสีขาวสวมทับโจงกระเบนที่ครอบทับกางเกงสีเข้มครึ่งเข่าดูราวกับขุนนาง รุ้งตะวันเผลอจ้องอย่างลืมตัว กระทั่งเสียงหนึ่งลอยตามลมมา...
“เจ้าตะวัน...”
เอ๊ะ!
“เจ้าตะวัน...”
เสียงผู้ชายที่ไหนกัน!
“เจ้าตะวัน... เจ้าตะวันของข้า...”
รุ้งตะวันตาค้างจากที่คิดจะเข้าไปดูใกล้ๆ เธอถึงกับถอยหลังหนีเพราะภาพที่เห็นคือริมฝีปากเจ้าของภาพกำลังขยับและค่อยๆ แย้มยิ้ม
ผีหลอกแน่ๆ แล้ว ไม่น่าลบหลู่เลยสิน่า!
หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติถอยหลังกรูดจนชนเข้ากับโสภิตาที่ตามติดด้านหลังจนร่างอวบอ้วนเซเกือบล้ม พอตั้งหลักได้ก็บ่นว่าทันที
“โอ๊ย! อะไรกันเนี่ยยายรุ้ง!”
