บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 8 จะหายได้อย่างไร

หมอแสงก็สั่งไอ้ชิดไอ้ชมให้ตระเตรียมข้าวของให้พร้อม ทั้งมีดหมอ น้ำมนตร์ สายสิญจน์ ขี้ผึ้ง เทียนชัยและขวดสำหรับใส่น้ำมันพราย หมอแสงให้เตรียมมาเป็นจำนวนมาก

“ข้าจะลนทีเดียวให้ได้เยอะ ๆ มีกี่ศพข้าจะลนให้หมด”

“พ่อหมอจะปลุกเสกไหวรึขอรับ” ไอ้ชิดเป็นห่วงเจ้านาย กลัวว่าทำพิธีมากไปจะล้มเจ็บเอา พวกคาถาอาคมใช้พลังงานมาก ไม่ควรทำครั้งละมาก ๆ

หมอแสงไม่สนใจ เขาอยากปลุกเสกเพียงครั้งเดียว ขายให้พวกเศรษฐีด้วยกัน บอกว่าเป็นน้ำมันพรายชุดสุดท้ายจากตำหนักหมอแสง รับรองว่างานนี้จะทำเงินให้เขาได้มหาศาล ยิ่งพอบอกว่าหมดจากชุดนี้หมอแสงจะไม่ทำน้ำมันพรายอีกต่อไป พวกเศรษฐีและคนที่อยากได้ย่อมจะจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ตัวเองได้ครอบครองน้ำมันพรายจากตำหนักหมอแสง อย่างนี้ไม่เพียงแต่จะได้เงินเท่านั้น แต่น้ำมันพรายชุดสุดท้ายของหมอแสงจะกลายเป็นตำนานของสุพรรณบุรีไปด้วย

“มันดีจริง ๆ เว้ย” แค่คิดความสุขก็ล้นปรี่ ใบหน้าหมอแสงอิ่มเอิบ

หลังจากน้ำมันพรายเสร็จสิ้น เขาจะกำจัดจันทรทิ้ง ทำให้เธออยู่ที่เรือนนี้ไม่ได้ ต้องหอบข้าวหอบของกลับกระต๊อบข้างป่าช้าของมันไป แต่เขาก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำนักหรอก มุมปากหมอแสงกระตุกยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาจะเจียดเงินให้เธอสักหน่อย ถือว่าทำบุญทำทาน

เมื่อจันทรออกจากเรือนไปแล้ว เขาจะให้สู่ขอแม่เรไรมาเป็นเมีย ผู้หญิงกิริยามารยาทดีแบบนี้ต่างหากจึงสมควรจะเป็นเมียของเขา ไม่ใช่ผู้หญิงกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าขี้โวยวายนั่น

หมอแสงกำชับลูกน้องว่าข้าวของต้องพร้อมครบ อย่าได้ขาดแม้แต่เพียงชิ้นเดียว

“เตากะโหลกผี ฟืนทุกชิ้นเอ็งต้องปลุกเสกให้พร้อม อย่าลืมหม้อดินกับยันต์ด้วย เอ็งเอาไปตระเวนเ.อายันต์กันผีมาให้ครบเก้าวัด เผื่อไปเจอไอ้พวกผีฤทธิ์มาก วัดเดียวมันจะเอาไม่อยู่”

หมอแสงโยนเงินให้ลูกน้อง

“แล้วตอนเอ็งออกไปเจอจันทรก็เรียกเข้ามาในนี้ให้ข้าด้วย”

ไอ้ชิดไอ้ชมรับคำแล้วออกจากห้องไป

หมอแสงหยิบเอาตำราปลุกเสกน้ำมันพรายขึ้นมาดู หัวใจมันพองจากข้างใน นานมาแล้วเขาเคยปลุกเสกน้ำมันพรายและสีผึ้งมหาเสน่ห์พร้อมกัน ตอนนั้นบิดาของเขายังมีชีวิตอยู่ บิดาของหมอแสงเป็นคนไปลนน้ำมันจากคางศพผีตายโหง ส่วนหมอแสงได้แต่นั่งปิดหูปิดตาเพื่อไม่ให้ตัวเองได้ยินเสียงผี จนกระทั่งได้น้ำมันจากศพเรียบร้อยเขาจึงไปนั่งบริกรรมคาถาปลุกเสกให้น้ำมันพรายนั่นมีฤทธิ์มีเดชขึ้นมา

“คราวนี้แหละ กูจะได้สัมผัสความรู้สึกฮึกเหิมนั่นอีกรอบ” หมอแสงหัวเราะเสียงกังวานก้อง จันทรเปิดประตูเข้ามาดังปัง ! คนกำลังเคลิบเคลิ้มกับความสุขสะดุ้งโหยง

“เอ็งจะมาเงียบ ๆ ไม่ได้เหรอวะ” คนยิ่งขวัญอ่อนอยู่ นึกว่าพวกผีสัมภเวสีจะไม่พอใจจนปรี่เข้ามาบนเรือนเสียแล้ว

“ก็พ่อหมอเรียกฉันไม่ใช่เหรอจ้ะ” จันทรเข้ามานั่งพับเพียบตรงหน้า เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็นห้องบริกรรมคาถาของหมอแสง ภายในเต็มไปด้วยข้าวของมากมาย ทั้งหัวกะโหลกลูกประคำ ขันน้ำมันพราย รวมถึงรอยธูปรอยเทียน ผ้ายันต์และของแปลก ๆ เต็มไปหมด

“เอ๊ะ นี่หนังหน้าปากเสือหรือเปล่าจ้ะพ่อหมอ” หญิงสาวชี้ไปยังแผ่นหนังขนสีน้ำตาลลายดำบนแท่นบูชาด้วยความตื่นเต้น “เขาว่ามันศักดิ์สิทธิ์มีอำนาจเรืองชัยนัก”

“นี่มันของผู้ชายเอ็งอย่ายุ่ง” ช่างถามเป็นที่หนึ่ง อยู่ป่าช้าไม่เคยได้พูดหรืออย่างไร หมอแสงนึกบ่นในใจ “ที่ข้าเรียกเอ็งมา ข้าจะสอนเอ็งเรื่องลนน้ำมันพราย”

“ต้องสอนด้วยหรือจ้ะ ก็เอาเทียนจ่อ ๆ ที่คางศพไม่ใช่หรือ”

“มักง่าย” หมอแสงว่า “ทำอย่างนั้นผีได้หักคอเอ็งตาย”

“ไม่มีผีตนไหนในป่าช้ากล้าหักคอฉันหรอก” เพราะผีพวกนั้นล้วนผ่านมือเธอกับสัปเหร่อเชยมาแล้วทั้งนั้น

“เอ็งอย่าอวดดีไป ผีพวกนี้มันฤทธิ์มาก มันไม่ยอมให้เอ็งลนคางลนหน้าปากมันง่าย ๆ หรอก” เมื่อครั้งบิดาเขาเป็นคนลนก็สู้กันจนหอบ

หมอแสงโยนหนังสือใบลานลงตรงหน้าเมีย

“เอ็งต้องท่องจำคาถาพวกนี้ให้ขึ้นใจ มันเป็นคาถาเอาไว้สยบพวกผีให้อยู่ใต้บังคับของเอ็ง เวลาเอ็งลนคางพวกมัน ให้ท่องคาถานี้ไปด้วย ห้าม ! ท่องผิดแม้แต่ตัวเดียว ไม่อย่างนั้นเอ็งเอาชีวิตไม่รอดแน่”

“ฉันจะกลัวอะไรเล่า” จันทรยิ้มหน้าซื่อตาใส “พ่อหมออยู่กับฉันทั้งคน ถ้าผีมันทำอะไรฉัน พ่อหมอเป่าคาถาใส่มันเพี้ยงเดียว มันก็ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดแล้ว” จันทรเชื่ออย่างเต็มใจ ตนเองจะปลอดภัยหากมีหมอแสงอยู่ด้วย

หมอแสงชะงักงัน โดนจู่โจมทางวาจาไม่ทันตั้งตัวหมอเสน่ห์อย่างเขาก็เกิดไปไม่เป็น ก็ปกติเคยแต่ไปหว่านวาจาหวานล้ำจีบสาว ไม่เคยโดนผู้หญิงเอ่ยชมด้วยสีหน้าแววตาปลาบปลื้มตรงไปตรงมาขนาดนี้มาก่อน

จันทรไม่ตะขิดตะขวงใจว่าเขาพาตนไปลำบาก ความปลาบปลื้มที่ได้ออกเรือนทำให้คิดไปว่าตัวเองได้รับการยอมรับจากชายหนุ่มผู้เป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่บ้าน

เกิดมาในชีวิตจันทรไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครนอกจากชีวิตของสัปเหร่อเชย หากแต่ชีวิตของสัปเหร่อก็ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของผู้หญิงกำพร้าไม่มีพ่อไม่มีแม่เช่นเธอ

ชีวิตแต่งงานกับผู้ชายที่พร้อมจะปกป้องดูแลและยอมรับในตัวเธอต่างหาก คือปลายทางของจันทร และตอนนี้คนนั้นก็อยู่ตรงนี้แล้ว

หมอแสง ...

ความมั่นอกมั่นใจในตัวเขาจึงบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้สิ่งใดเจือปนทั้งสิ้น

“ข้าไม่ใช่เทวดาจะได้ปกป้องเอ็งขนาดนั้นหรอก” หมอแสงบ่ายเบี่ยงไม่อยากรับความรู้สึกภูมิใจของหญิงสาวตรงหน้า

จะรับได้อย่างใรในเมื่อใจเขามันอกุศล ที่รับเข้ามาก็เพื่อจะใช้งานหาผลประโยชน์ เรียบร้อยเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ก็จะหาทางทำทุกทางให้หญิงสาวพ้นไปจากเรือนนี้

“อยู่กับพ่อหมออย่างไรฉันก็ไม่ตายหรอก”

“เออ” ยิ่งจันทรพูดหมอแสงยิ่งรู้สึกไม่ดี แล้วมันเรื่องอะไรเขาต้องมารู้สึกละอายใจไม่สบายใจเพราะผู้หญิงที่ตนไม่ชอบหน้าด้วยเล่า “ก็ท่อง ๆ ไว้แล้วกัน ข้าบอกให้ท่องเอ็งก็ท่อง อย่าขัดคำสั่ง”

“ฉันจะท่องเช้าท่องเย็น รับรองได้เลยว่างานนี้พ่อหมอจะได้น้ำมันพรายเต็มหม้อเลยเจ้าค่ะ”

เจ้าตัวรับคำแข็งขัน หมอแสงยิ่งรู้สึกไม่ดีจนนั่งไม่ติด ชายหนุ่มลุกจากพื้นนั่ง สั่งจันทรว่าให้นั่งท่องอยู่ในนี้อย่าไปไหน ส่วนตัวเองก้าวยาว ๆ รีบออกไปให้พ้นจากห้องนี้ ไม่อยากให้ความรู้สึกผิดละอายใจติดตามมาทัน สะบัดแข้งสะบัดขาสั่นเหมือนเจ้าเข้าราวกับจะปัดทิ้งไม่ให้ตัวเองเผลอไผลไปรู้สึกเอ็นดูคนไม่เต็มบาทอย่างจันทรได้

ยังดีว่าถึงตอนค่ำ แม่หญิงเรไรมาที่เรือน หมอแสงจึงหันเหความสนใจไปยังหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้เป็นที่มั่นที่หมายของตัวเอง เรไรให้คนรับใช้ยกหม้อแกงพะแนงขึ้นมาบนเรือนหมอแสง จากนั้นจึงออกปากให้ลงไปรอข้างล่าง สั่งไว้ตั้งแต่ก่อนมาเรือนหมอแสงแล้วว่าให้ถือโอกาสสำรวจตรวจตรารอบ ๆ เพื่อหาดูว่าจะมีตรงไหนฝังรูปรอยเล่นของเอาไว้หรือไม่

“กูไม่เชื่อหรอกว่าอีจันทรมันจะไม่ได้เล่นของ”

เจ้าตัวพึมพำเอาไว้ระหว่างนั่งเรือด้วยความมั่นอกมั่นใจว่าผู้หญิงอย่างจันทรไม่ควรคว้าผู้ชายที่ตนเองหมายปองไปได้

เรไรมาหมอแสงก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ให้การต้อนรับขับสู้อย่างดี เรียกจันทรให้มาเอาแกงพะแนงไปตักใส่ชามเตรียมตั้งสำรับเย็น

“ฉันช่วยแม่ทำแกงพะแนง นึกขึ้นมาได้ว่าพ่อหมอชอบกินจึงให้บ่าวยกลงเรือเอามาฝากจ้ะ” เรไรอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่งฝั่งตรงข้าม ต้องพายเรือมาสักประเดี๋ยวขึ้นตรงท่าน้ำบ้านหมอแสงได้พอดี

หญิงสาวแต่งองค์ทรงเครื่องสะสวยตามประสาลูกสาวเศรษฐีมีอันจะกิน เครื่องประดับทับสไบมากมาย หน้าตาหรือก็สะสวยได้รับการดูแลรักษาอย่างดีผิดกับจันทรลิบลับ

พอมีเรไรนั่งอยู่บนเรือน จันทรก็ดูคล้ายบ่าวไปโดยปริยาย ยิ่งหมอแสงนั่งยิ้มหน้าระรื่นสนทนาพาทีกับหญิงสาว ลออซึ่งนั่งอยู่ด้วยก็รู้สึกว่าภาพนี้มันขัดตายิ่งนัก

“พี่จันขึ้นมานั่งข้างพี่แสงไม่ดีกว่าหรือจ้ะ” ลออออกปากแทนพี่ชาย เห็นจันทรนั่งลงบนพื้นหลังหมอแสงก็รู้สึกไม่สบายใจสักเท่าไหร่

“เอ็งนั่งตรงนั้นแหละ หรือถ้าหากไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ไปช่วยพวกบ่าวเตรียมสำรับก็ดี แขกมาเขาจะได้ไม่ว่าว่าเจ้าของเรือนไม่ใส่ใจ”

หมอแสงฉลาดใช้คำพูด คำว่า ‘เจ้าของเรือน’ ทำให้จันทรไม่รู้สึกว่าคำพูดของเขาเป็นการใช้ แต่เป็นการให้อำนาจเธอได้จัดแจงสำรับอาหารในฐานะ ‘เจ้าของเรือน’ ได้อย่างเต็มที่

คนภาคภูมิใจในการได้ออกเรือนหัวใจพองโต รีบคำขมีขมัน

“อย่างนั้นเดี๋ยวฉันไปดูสำรับให้จ้ะ” จันทรลงจากเรือนเข้าไปในครัว ทิ้งหมอแสง เรไรและลออนั่งสนทนาเรื่องการค้าขายกับชาวต่างชาติด้วยกันสามคน

จันทรลงบันได้เรือนกำลังจะอ้อมไปในครัว บังเอิญไปเห็นว่าบ่าวของเรไรกำลังก้ม ๆ เงย ๆ อยู่ใต้ถุนเรือน คนหนึ่งเป็นหมอคุณไสย เรไรจ้างมาให้หารูปรอยของขลังที่เชื่อว่าจันทรต้องฝังเอาไว้ที่ไหนสักที่แน่ ๆ อีกคนหนึ่งคือนางเขียวบ่าวคนสนิทของเรไร

“หาอะไรกันหรือเปล่าจ้ะ” เจ้าของเรือนเสนอหน้าเข้าไปถาม ยิ้มหน้าแป้นกลอกตามองคนนั้นทีคนนี้ที

นางเขียวสะดุ้ง ปัดไม้ปัดมือปฏิเสธตามสัญชาตญาณ

“เปล่าจ้ะเปล่า”

“อย่างนั้นทำไมมาเดินวนไปวนมาเล่า” คนช่างถามสงสัยขึ้นมาอีก “ก้ม ๆ เงย ๆ ราวกับกำลังหาของ หาอะไรอยู่รึ ฉันจะช่วยหา”

จะให้บอกได้อย่างไรว่าหารูปรอย เป็นอย่างนั้นคงได้กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต นางเขียวไม่รู้จะทำอย่างไร ผู้หญิงตรงหน้าก็ดูสาระแนสนใจเหลือเกินว่าตนจะหาอะไรกัน

“ว่าอย่างไรเจ้าคะ ฉันจะได้ช่วยหา ถ้าไม่รู้ว่าอะไรหาย ฉันคงช่วยหาไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าหาอะไร”

“สร้อยข้อมือเจ้าค่ะ สร้อยแม่หญิงเรไรเธอหาย” นางเขียวโป้ปด ก็จะให้ทำอย่างไร ในเมื่อบอกไม่ได้หาอะไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมไป

“สร้อยหาย”

“ใช่จ้ะ แม่หญิงเรไรเธอว่าอาจจะตกอยู่แถวนี้”

“ทำไมถึงมาตกแถวนี้ล่ะจ้ะ” นี่มันใต้ถุนบ้าน ปกติแขกมาก็น่าจะเดินไปยังตีนบันได จากนั้นก็ตรงขึ้นไปบนชานเรือนต้อนรับมากกว่า

“ฉันก็ไม่รู้หรอก ว่างหรือเปล่า มาช่วยหาหน่อยก็ดีเจ้าค่ะ” ในเมื่ออยากหาก็หาเสียให้พอ

คนมีน้ำใจอย่างจันทรไม่ปฏิเสธ หญิงสาวตั้งอกตั้งใจหาเต็มที่ สอดส่องสายตาไปทั่วบริเวณแต่ก็ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ จันทรเดินกลับขึ้นไปบนเรือน แจ้งเรื่องกับหมอแสง ลออและเรไรว่าหาสร้อยข้อมือของแม่หญิงเรไรไม่พบ

“สร้อย ?” เรไรไม่รู้เรื่องด้วยจึงตามเรื่องไม่ทัน “สร้อยอะไรกัน ฉันไม่เข้าใจ”

“บ่าวแม่เรไรบอกว่าสร้อยข้อมือแม่หาย เดินตามหาอยู่ใต้ถุนเรือนนั่น แต่ฉันหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จึงจะให้แม่เรไร พ่อหมอกับแม่ลออไปช่วยกันหา เกรงว่าถ้าค่ำมืดไปกว่านี้จะมองหาลำบากจ้ะ”

“สร้อย ฉันไม่ได้หาย” เรไรเถียง เธอไม่ได้ใส่สร้อยมาสักหน่อย สร้อยจะหายได้อย่างไร
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel