บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 มันก็ยากอยู่สักหน่อย

“อย่างนั้นบ่าวแม่เรไรเข้าใจผิดหรือ” จันทรสับสนงุนงง พวกบ่าวบอกสร้อยแม่เรไรหายด้วยน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจ แต่คนเป็นนายดูไม่ได้เข้าใจไปในทางเดียวกัน “แล้วพวกบ่าวแม่เรไรหาอะไรกัน”

หญิงสาวเหลียวหน้าเหลียวหลังไม่เข้าใจ

“เอ็งคุยกับพวกบ่าวมันรู้เรื่องดีแล้วรึ” หมอแสงย้ำถามให้แน่ใจ เชื่อสนิทใจว่าจันทรอาจจะวุ่นวายไปเอง

“บ่าวแม่เรไรบอกฉันเองว่าเดินหาสร้อยข้อมือแม่เรไร ฉันก็แปลกใจบ้างเหมือนกันว่าทำไมจึงคิดว่าสร้อยนั้นหายอยู่ใต้ถุนเรือนเรา ปกติแขกเหรื่อมิค่อยจะเข้าไปใต้ถุนบ้านสักเท่าไหร่ แม่เรไรไปทำอะไรใต้ถุนเรือนนี้ก่อนขึ้นมาบนเรือนหรือจ้ะ”

ทุกสายตาหันมาจับจ้องเรไร หญิงสาวอึกอักยังจับต้นชนปลายไม่ถูก นึกไปนึกมาหรือว่าจันทรจะลงไปเจอพวกบ่าวไพร่กำลังเดินหารูปรอยพอดี พวกมันคงจะโป้ปดว่ากำลังหาของให้เธออยู่แน่ ๆ

นังพวกโง่นี่ทำอะไรประเจิดประเจ้อ !

“อย่างนั้นฉันลงไปดูพวกบ่าวมันสักหน่อย เกรงว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดกัน”

“ข้าไปช่วย” หมอแสงลุกตาม จันทรก็ตามลงไปอีกคน ลออก็ด้วย กลายเป็นทั้งหมดเฮละโลกันไป

ถึงข้างล่างเรไรก็แสร้งทำเป็นถามพวกบ่าว เล่นละครตบตาว่าพวกบ่าวเข้าใจผิดกันไปเอง

“ข้าบอกพวกเอ็งว่าให้นั่งพักที่ใต้ถุนให้หายเหนื่อย มิใช่สร้อยข้อมือข้าหาย” เรไรเฉไฉไปเรื่อย เหลือบตามองหมอแสงว่าจะคลางแคลงใจอะไรหรือไม่

ปรากฏว่าไม่ !

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนเชื่อตามนั้น หญิงสาวจึงโล่งใจ

“แต่พูดว่า พักให้หายเหนื่อย กับสร้อยข้อมือหาย มันไม่เหมือนกันเลยนะจ้ะ” คนช่างสงสัยคือจันทร หญิงสาวโพล่งขึ้นด้วยความใสซื่อล้วน ๆ “หรือว่าสร้อยแม่เรไรจะหายจริง ๆ ฉันว่าเราช่วยกันหาอีกรอบดีมั้ยจ้ะ” จันทรขอความเห็นจากหมอแสงและลออ หญิงสาวอยากทำหน้าที่ ‘เจ้าของเรือน’ ให้เต็มที่ “แม่เรไรก็ลองนึกดูอีกทีว่าใส่สร้อยข้อมือมาหรือเปล่าดีมั้ยจ้ะ”

กลายเป็นว่าหมอแสงและลออต้องเดินวนหาสร้อยข้อมือใต้ถุนบ้าน ส่วนเรไรเองก็ต้องแสร้งทำเป็นว่าน่าจะใส่สร้อยข้อมือมาจริง ๆ และช่วยพวกบ่าวหาอีกแรง กว่าจันทรจะยอมแพ้ว่าคงหาไม่เจอจริง ๆ ก็มืดค่ำ กลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต หมอแสงออกปากว่าตอนเช้าจะเกณฑ์พวกบ่าวไพร่มาช่วยอีกแรง

กว่าเรื่องจะเสร็จสิ้นแกงพะแนงของเรไรก็เกือบจะเป็นหมัน หญิงสาวบ่นเป็นหมีกินผึ้งว่าจันทรเจ้ากี้เจ้าการทำอย่างกับเป็นเจ้าของเรือน ให้ทุกคนช่วยหาสร้อยอยู่นั่น

“กูบอกว่าไม่ต้อง ๆ มันก็สาระแน อีนี่มันน่าตบให้คว่ำ” ถึงเรือปุ๊บ กิริยาอาการเรไรก็กลับเป็นหญิงหยาบกระด้างเช่นเดิม “แล้วพวกมึง” หญิงสาวหันไปตบข่าวทั้งสองคนระบายโมโห “กูบอกให้แอบ ๆ ทำ ไปทำยังไงให้มันเห็น”

“แอบแล้วเจ้าค่ะ” นังเขียวบอกเสียงอ่อย ๆ “แต่เมียพ่อหมอเดินตามไม่หยุด ถามนั่นถามนี่ตลอดเลย”

“ช่างพูดนักอีนี่” เรไรยังไม่หายหมั่นเขี้ยว “แล้วพวกมึงหาเจอหรือไม่ รูปรอยอะไรนั่น”

“ไม่มีหรอก” หมอคุณไสยที่เรไรจ้างมาเป็นคนตอบเสียเอง “ถ้ามีข้าต้องเจอแล้ว อย่างไรมันก็ต้องฝังไว้ใต้เรือนไม่ก็บริเวณรอบ ๆ ไม่ห่างไปจากนี้ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้ผล ข้าหาจนทั่วเท่าไหร่ก็ไม่มี”

“เป็นไปไม่ได้หรอก หมอแสงรึจะเอาคนไม่มีหัวนอนปลายตีนอย่างนั้นทำเมีย ฉันไม่เชื่อเด็ดขาด”

“พวกชาวบ้านร้านตลาดมันพูดกันให้ทั่วว่าวันนั้นนังจันมันบุกเรือนหมอแสง โวยวายเรื่องหมอแสงทำน้ำมันพรายให้นางเดือนจนได้แต่งงานกับไอ้กล่ำ”

“โอ้ย ! อย่างไอ้กล่ำ ต้องใช้น้ำมันพรายไปทำไม”

“ข้าไม่รู้หรอกเรื่องนั้น หมอแสงไม่ยอมรับ นังจันมันก็โวยวายเซ้าซี้จนหมอแสงรำคาญให้มันมาเป็นเมีย”

“บ้าจริง” เรไรไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น “นังนี่มันหน้าด้านหน้าทนเซ้าซี้จนได้เป็นเมีย”

“แล้วคนอย่างไอ้หมอแสงมันยึดมั่นถือมั่นวาจามันยิ่งกว่าอะไร อย่างไรมันก็ต้องรับนังจันเป็นเมีย ไม่อย่างนั้นมันก็เสียคำพูด ใครที่ไหนจะเชื่อถือมัน”

ยิ่งฟังเรไรยิ่งขัดใจ ทำไมคนอย่างนังจันทรมันได้ผัวรูปงามง่ายเสียจริง

“เพราะอย่างนี้ท่านเลยคิดว่าอีจันมันไม่ได้ทำของใส่หมอแสงใช่หรือไม่”

“ใช่ แลหน้าไอ้แสงก็สดใสเปล่งปลั่งดี ไม่เหมือนคนโดนของแต่อย่างไร”

“แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเจ้าคะ” นางเขียวถาม เลยได้พัดฟาดลงตรงโหนกแก้มเป็นของรางวัล มันกุมหน้าร้องโอดโอย ดีไม่แทงตาบอด

“ถามโง่ ๆ หมอแสงควรจะไอ้อีจันทรเป็นเมียรึ ข้าต่างหากที่เหมาะกับหมอแสงมากกว่าใคร”

“งั้นก็คงจะยากหน่อย”

“อย่างไร” เรไรตวัดสายตามองหมอคุณไสยที่ตนข้างมา ไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายเอ่ยถึง

“หมอแสงมันเป็นพวกมีวิชา มีเมียหลายคนไม่ได้หรอก ผิดศีลข้อสามของจะเข้าตัว หากเจ้าจะเอาหมอแสงทำผัวให้ได้ วิธีเดียวก็คือทำให้จันทรมันยกให้”

“ฉันทำของใส่บ้างไม่ได้รึ”

“ไอ้หมอแสงก็ตายเท่านั้นแหละ จะมีผัวเป็นผีมั้ยเล่า”

“ใครจะอยากมีผัวเป็นผีเล่า”

“แลหมอแสงเองก็คงจะโกรธเกรี้ยวน่าดู ถ้าหากว่ารู้ว่าตนเองโดนทำของใส่ ทำอย่างนั้นเท่ากับหยามกันชัด ๆ”

“อย่างนั้นรึ” สีหน้าเรไรครุ่นคิด หากทำของใส่หมอแสงจะเท่ากับหยามรึ

หญิงสาวสวยแห่งเมื่องสุพรรณยิ้มเจ้าเล่ห์

“ถ้าฉันทำของใส่หมอแสงแล้วเขารู้ เขาจะโกรธมากเลยรึ” เรไรเอี้ยวตัวไปถามหมอคุณไสยที่ตนจ้างมา

ในฐานะผู้ชายเหมือนกัน หมอคุณไสยพยักหน้า

“คนเล่นของมีวิชาอาคม ยึดมั่นถือมั่นในศักดิ์ศรีทั้งนั้น เชื่อว่าตนเองดีกว่าใคร ถ้าไปทำของใส่ก็เท่ากับหยามว่าไม่แน่จริง รู้ทั้งรู้ว่ามีวิชายังลองเชิงขนาดนี้ เป็นข้า ข้าคงไม่เผาผีกันเลยทีเดียว”

“อย่างนั้นก็ดี” เรไรสะบัดพัดในมือ รู้สึกลมในแม่น้ำเย็นสบายขึ้น “ฉันจะได้รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้พ่อหมอเกลียดอีจันทรมัน”

ส่วนหมอแสงหลังสำรับเย็นก็เรียกจันทรให้ลงมาช่วยหาอีกรอบ หากหาเจอตัวเขาเองจะได้หาเรื่องเอาสร้อยข้อมือไปคืนที่เรือนเรไร ถือโอกาสได้สนทนากับหญิงสาวเป็นการส่วนตัว ไม่มีจันทรมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อถามนั่นถามนี่ให้รำคาญใจ แต่ครั้นจะลงไปหาเพียงลำพังก็กลัวว่าจะเจอช้า อย่ากระนั้นเลยหมอแสงจึงเรียกจันทรลงไปด้วย ถือว่าอยู่ในเหตุการณ์ด้วยกัน ช่วยกันหาจะได้เจอเร็ว ๆ จะดีกว่า

“มืดขนาดนี้จะมองเห็นเหรอจ้ะพ่อหมอ” จันทรไม่คิดว่าตนเองจะหาอะไรเจอในสภาพนี้

หมอแสงชูตะเกียงในมือ

“ข้ามีตะเกียง”

“แสงไฟจากตะเกียงน้อยนิด” หญิงสาวว่า เงยหน้ามองฟ้ายิ่งมืดมิดเกือบจะสนิท อีกไม่กี่คืนจะเป็นคืนเดือนมืดแล้วด้วย

“เอ็งนี่คิดอะไรบ้างหรือเปล่า”

“คิดอะไรรึ” จันทรไม่เข้าใจแค่ไปหาสร้อยข้อมือต้องคิดอะไรมากมาย

“สร้อยข้อมือทำมาจากทองและอัญมณี เวลามันกระทบกับแสงตะเกียงจะเป็นประกาย ข้าว่ามันจะหาง่ายกว่าตอนกลางวันเสียด้วยซ้ำ”

“อย่างนั้นรึ” จันทรไม่คิดตามนั้นเลยสักนิด ขนาดกลางวันแสงพระอาทิตย์ยังหาไม่เจอ สิ่งใดทำให้หมอแสงคิดว่าแสงตะเกียงเล็กจิ๋วนี้จะช่วยสะท้อนสร้อยข้อมือเส้นนั้นจนเปล่งประกายให้หาเจอได้

“ใช่น่ะสิ” หมอแสงไม่ยอม แม้ในใจชักจะเห็นด้วย แต่จะให้เออออตามผู้หญิงตรงหน้าก็จะเสียหน้าไปสักหน่อย

หมอแสงเดินนำหญิงสาวลงมาใต้ถุนเรือน ชูตะเกียงสาดแสงไปทั่วบริเวณ จันทรชะเง้อมองตามจนทั่ว ไม่เห็นอะไรนอกความมืด ความสลัว ความมืด และความสลัวอยู่แค่นั้น

แม้จะเห็นเพียงเท่านั้นจันทรก็ทำแค่เดินตามหมอแสงต้อย ๆ ไม่หือไม่อือ ไม่แย้งใดใดทั้งสิ้น

“เอ็งไปเดินทางอื่นบ้าง มาเดินตามช้าอยู่ได้”

“ก็พ่อหมอมีตะเกียง” ไม่ให้เดินตามแสงตะเกียงจะให้เดินตามอะไรเล่า

“อย่างนั้นเอ็งเอาไป” หมอแสงรำคาญ ยกตะเกียงให้จันทร

ส่วนตัวเองเดินไปหาอีกทาง ก่อนจะพบว่าพอไม่มีตะเกียงแล้ว

มันมืด !!

แต่จะขอคืนก็กลัวเสียหน้า ให้ไปแล้วจะเอาคืนก็กะไร จึงเปลี่ยนมาเป็นตัวเองเดินตามเมียต้อย ๆ แทน

“ส่องดูทางนั้นที”

จันทรยกตะเกียงตามคำสั่ง สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่า หมอแสงออกปากบ่น “สร้อยเส้นเดียวทำไมมันหายากจังวะ”

“ฉันว่ารอให้ฟ้าสว่างค่อยเกณฑ์พวกบ่าวไพร่ลงมาช่วยหาไม่ดีกว่ารึพ่อหมอ”

หมอแสงไม่อยากชักช้า เรไรจะไม่เห็นในความพยายามของเขา

“หาอีกสักหน่อยแล้วกัน”

จันทรไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ส่องตะเกียงทั่วใต้ถุนเรือนรอบที่ร้อย จะว่าไปก็อาจจะเป็นไปได้ว่าบางทีแม่หญิงเรไรอาจจะบอกพวกบ่าวว่าให้พักให้สบายจริง ๆ ก็ได้ บางทีสร้อยข้อมือหญิงสาวอาจจะไม่ได้หาย

“หรือจริง ๆ สร้อยแม่เรไรอาจจะไม่ได้หาย”

“เอ็งมันขี้เกียจตัวเป็นขน” หมอแสงคิดว่าจันทรขี้เกียจช่วยเขาหาจึงโยกโย้ไปว่าแท้จริงสร้อยข้อมือไม่ได้หาย

“อย่างนั้นคนขยันอย่างพ่อหมอหาต่อได้หรือไม่ ฉันชักจะหนาว” ลมกลางคืนค่อนข้างแรง จันทรเย็นผิวไปหมด “เอ๊ะ !” หญิงสาวร้องขึ้นเบา ๆ

“อะไรของเอ็ง เอ๊ะแอ๊ะอยู่ได้” หมอแสงบ่นเมีย

“ตรงนั้นเหมือนใครยืนอยู่” จันทรเห็นคล้ายเงาคนอยู่ตรงต้นขนุนข้างเรือน “พวกบ่าวรึ” หญิงสาวทำท่าจะก้าวออกไปดู เจ้าของเรือนสะดุ้งโหยง ยื้อตะเกียงในมือจันทรเผ่นขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว “เอ้า ! พ่อหมอ” จันทรร้องเรียก พอไม่มีตะเกียงก็มืดไปหมด “ฉันมองไม่เห็น” หญิงสาวต้องคลำบันไดขึ้นไป หวาดเสียวจะร่วงลงไปข้างล่าง

โชคยังดีว่าเธอชักจะชินทางแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้กลิ้งเป็นลูกขนุนตกเรือนแน่

ขึ้นมาถึงหน้าห้องได้จันทรก็บ่นเรื่อยเปื่อย

“จะเปลี่ยนใจก็ไม่บอกกันบ้าง”

หมอแสงเก็บตัวเงียบอยู่ในห้อง แต่ก็พอได้ยินเสียงบ่นจากคนหน้าห้องอยู่

เขาทำปากขมุบขมิบด่าคนช่างบ่นข้างนอก ขืนบอกก็รู้พอดีสิว่าเขากลัวผี เรื่องอะไรจะให้มาเสียหน้าเสียเชิงต่อหน้าคนอย่างมันเล่า

หมอแสงพึมพำก่อนจะเอนตัวลงนอน เสียงลมพัดต้นไผ่ไหวเอนนอกเรือน ความเย็นแผ่ผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มเหลียวหันไปมอง เกิดขนลุกซู่จนต้องลุกจากเตียง เปิดประตูห้องออกมาข้างนอก เขย่าจันทรที่กำลังจะเคลิ้มหลับ

“ตื่น”

“อะไรเล่าพ่อหมอ” จันทรสะดุ้งงัวเงียขึ้นมา คนกำลังเคลิ้ม ๆ จะหลับแท้ ๆ

“ปิดหน้าต่างให้ข้าที”

“ปิดทำไม มันจะร้อน”

“ข้าไม่ชอบลมแรง”

“แล้วพ่อหมอไม่ปิดเองเล่า หน้าต่างห้องตัวเอง”

“เอ็งเป็นเมียข้าก็ต้องหัดไว้ หากข้าล้มป่วยจะปิดไม่เป็น”

จันทรจึงต้องลุกเข้าไปปิดหน้าต่างให้ แม้จะไม่เข้าใจว่าหน้าต่างเรือนหมอแสงมันต่างจากหน้าต่างเรือนอื่นอย่างไร ถึงขนาดต้องฝึกปิดกลางดึกขนาดนี้

เรียบร้อยแล้วจะออกไปนอกห้อง เจ้าของห้องยังหวาดหวั่นกับเรื่องที่หญิงสาวบอกว่าเห็นเงาตะคุ่มเหมือนคนยืนอยู่ตรงต้นขนุน พยายามข่มตานอนเท่าไหร่ก็ไม่หลับ กระวนกระวายอยู่พักใหญ่ ๆ จึงตัดสินใจลุกจากเตียงออกมาตามเมียเข้าไปข้างใน

"เอ็งไปนอนในห้องข้าก็ได้ ลมมันแรง"

คนกลัวผีหาข้ออ้างไปเรื่อยเปื่อย

จันทรเปิดเปลือกตาง่วงงุน เคลิ้มจะหลับไปหลายรอบก็ต้องตื่นอยู่อย่างนั้น หญิงสาวเพลียจนไร้เรี่ยวแรงจะต้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะได้นอนเป็นเรื่องเป็นราวเสียที

หมอแสงดึงผ้าห่มหญิงสาวพ้นตัว เดินนำเข้าไปในห้อง จันทรไม่รู้จะทำอย่างไรต้องหอบหมอนลุกตามเข้าไปข้างใน

"เอ็งนอนตรงนั้น"

เขาชี้ไปพื้นข้างเตียง จันทรทิ้งตัวลงนอน กำลังจะเคลิ้ม ๆ ได้ยินเสียงผัวพูดหาข้ออ้าง

"ข้าเห็นลมมันแรงหรอกนะ เลยมีน้ำใจให้เอ็งนอนในห้อง"

"เจ้าค่ะ"

หญิงสาวพึมพำตอบออกไป จากนั้นผล็อยหลับไปทันที

ทิ้งความกลุ้มอกกลุ้มใจเอาไว้ให้เจ้าของเรือนวิตกกังวลเพียงลำพัง

ก็เรียกเมียมานอนด้วยหวังว่าจะไม่กลัวผีอีกต่อไป จะได้หลับสบายเสียที กลายเป็นว่าต้องมากระวนกระวายไม่สบายใจเรื่องว่า ทำไมตนเองต้องคิดว่าจะอุ่นใจถ้ามีจันทรอยู่ในห้องด้วยเล่า
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel