ตอนที่ 7 หรือจะมีลับลมคมในอะไร
คนที่จันทรเชื่อว่าดีนักหนายืนชะเง้อชะแงรอเธออยู่หน้าเรือน หมอแสงไม่อยากปล่อยเวลาให้เสียเปล่า ในเมื่อจันทรมาแล้วก็คุยเรื่องลนน้ำมันพรายให้จบ ๆ เสร็จแล้วเขาจะได้ขับไล่ไสส่ง
นางทองบอกว่าจันทรไปกินข้าวที่ท่าน้ำ หมอแสงตามไปไม่เห็นว่ามีใคร เดินวนไปเวียนมาจนกระทั่งฟ้าเปลี่ยนสีก็ไม่เจอจันทรแม้แต่เงา
มาอยู่บ้านอยู่เรือนคนอื่นกลับไปไหนมาไหนตามใจชอบ มันน่าโมโหน้อยเสียเมื่อไหร่ !
รออยู่พักใหญ่จันทรก็เดินแกว่งแขนอารมณ์ดีหน้าระรื่นกลับมา หมอแสงนั่งรอใต้ถุนเรือนโผล่พรวดออกมาดักหน้า หญิงสาวตกใจอุทานเสียงดังลั่น
“ตาเถร” จันทรยกมือทาบอก หัวใจเกือบจะวาย “พ่อหมอโผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง ฉันตกใจหมด”
“ข้าต้องให้สุ้มให้เสียงเอ็งรึ นี่เรือนข้า”
“มันมืดนี่เจ้าคะ มาเงียบ ๆ ฉันหัวใจวายตายจะเป็นอย่างไร”
“ก็ตายสิวะ” มันจะไปคิดยากอะไร
“ฉันตายจะเป็นผีมาหลอกพ่อหมอคนแรก”
“ข้าไม่....” หมอแสงเงียบเสียงลง เมื่อสิ่งที่พูดกำลังจะขัดความเป็นจริง ปากจะหลุดว่าไม่กลัวผี แต่นึกได้ว่าแท้จริงตนเองกลัวผียิ่งกว่าอะไร “เออ เอ็ง อย่าเพิ่งตายจะดีกว่า ข้ามีเรื่องจะไหว้วานเอ็ง”
“เรื่องกระไรเจ้าคะ”
“ในฐานะที่เอ็งเป็นเมีย” หมอแสงเกริ่นอย่างรู้ความ เรื่องผีเขาอาจจะกลัวแต่เรื่องวาทศิลป์ไม่เป็นรองใคร “เอ็งก็คงจะรู้ว่าเรือนหมอแสงโด่งดังเรื่องน้ำมันพราย” ถึงแม้ว่าพ่อเขาจะปลุกสกเอาไว้แต่มันก็ดังจริง ๆ ดังนั้นนับว่าเขาพูดไม่ผิด
"ฉันรู้จ้ะ" ชาวบ้านร้านตลาดคนที่ไม่ได้เป็นเมียก็รู้
“ข้าก็ลนน้ำมันพรายมาสักระยะ”
“เจ้าค่ะ” จันทรตั้งใจฟังเต็มที่
"ผีคงจำหน้าข้าได้หมด"
คนฟังเอียงคอนิ่วหน้า พอเป็นเรื่องนี้ไม่ได้คล้อยตาม
"ฉันไม่เคยได้ยินว่าผีมีความจำ"
"เอ็งไม่ใช่หมอผีมีวิชาอาคมจะรู้อะไร"
อันนี้ก็จริง จันทรเห็นด้วย
"แล้วพ่อหมอบอกฉันทำไม"
"พอพวกผีมันจำข้าได้ มันก็จะหนีเวลาข้าไปลนน้ำมันพราย"
"หนี" จันทรเสียงสูง "ศพหนีได้หรือจ๊ะ"
"บางทีมันก็ไม่ให้น้ำมันข้า ช่วงนี้ข้าเลยลนน้ำมันพรายได้น้อย"
"อ๋อ" จันทรลากเสียงยาว "มิน่าช่วงนี้พ่อหมอถึงงดทำน้ำมันพรายใช่มั้ยจ้ะ"
"นั่นแหละ” หมอแสงสวมรอยสถานการณ์ทันที ข้าเลยจะให้เอ็งช่วย"
"ช่วย” จันทรไม่คิดว่าคนอย่างเธอจะไปช่วยอะไรใครได้ “ช่วยอะไรหรือจ้ะ”
"อีกไม่นานจะเป็นคืนเดือนมืด เอ็งช่วยไปลนน้ำมันพรายให้ข้าที"
จันทรไม่รู้มาก่อนว่าการลนน้ำมันพรายสามารถไหว้วานฝากกันลนได้ แต่เมื่อรู้หญิงสาวก็ไม่ได้ขัดข้องประการใด ดีเสียอีก เธอก็อยากเป็นเมียแบบที่มีความสามารถในการช่วยเหลือผัวอะไรแบบนั้นเหมือนกัน จะให้นอน ๆ นั่ง ๆ สบาย ๆ จะเฉาตายเปล่า ๆ หญิงสาวไม่ได้เป็นธุระแค่เรื่องเตรียมตัวไปลนน้ำมันพรายในวันแรมสิบห้าค่ำเท่านั้น ยังแจ้งขอศพจากผีตายโหงเอาไว้ให้ด้วย
"ถ้ามีใครตายโหงลุงช่วยบอกฉันที พ่อหมอเขาจะให้ฉันช่วยลนน้ำมันพรายให้ตอนคืนเดือนแรมสิบห้าค่ำ"
“ลนน้ำมันพราย” สัปเหร่อเชยไม่เข้าใจว่าทำไมจันทรต้องเป็นคนลนน้ำมันพราย
อันที่จริงสัปเหร่อเชยไม่เข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง การออกเรือนของจันทรแปร่งปร่าไม่เป็นปกติทั้งหมด
“ทำไมเอ็งต้องลนเล่า”
“หมอแสงเขาบอกว่า ฉันเป็นเมียหมอเสน่ห์ ต้องหัดช่วยงานผัวด้วย”
“เหรอวะ” สัปเหร่อเชยไม่เคยคิดอย่างนั้นมาก่อน หากเขามีเมียเล่า ต้องให้เมียช่วยปลงศพมั้ยเล่า
"ฉันคิดว่าฉันเลือกไม่ผิดนะลุงที่ออกเรือนกับหมอแสง" ความสบายอกสบายใจสองสามวันทำให้จันทรตัดสินไปว่าชีวิตตัวเองจะดีขึ้นชั่วนิรันดร์ "ถ้าฉันออกเรือนกับไอ้กล่ำ ฉันคงต้องอดทนกับผู้ชายไม่เอาอ่าว ขี้เหล้าเมายา ทรมานไปทั้งชีวิต”
“เอ็งอย่าเพิ่งหลงผัวไปหน่อยเลย ข้าไม่ไว้ใจผัวเอ็งขนาดนั้นหรอก ไอ้หมอแสงมันไม่ใช่ผู้ชายหน้าซื่อตาใส เอ็งเชื่อข้า ข้าดูออก” เขาว่าผีเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น “เอ็งเถอะ อย่าปล่อยให้ท้องขึ้นมา มันจะผ่าท้องเอ็งเอาลูกไปทำกุมาร”
“ท้อง” จันทรลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท “ฉันคงไม่ท้องหรอก พ่อหมอให้ฉันนอนหน้าห้อง อุ๊บ !” คนเผลอหลุดปากยกมือขึ้นปิดไม่ทัน สัปเหร่อเชยจึงได้รู้ว่าหมอแสงให้จันทรนอนหน้าห้องไม่ใช่ร่วมหอลงโรงเหมือนผัวเมียทั่วไป
"อ้อ ! มันให้เอ็งนอนหน้าห้องหรอกรึ” ไอ้นี่มันสันดานเสียนัก แม่มันสอนอย่างไรให้เมียนอนหน้าห้อง
“ช่วงนี้พ่อหมอเขาถือศีล” จันทรแก้ตัวให้ผัวข้าง ๆ คู ๆ
“ข้าว่ามันแปร่ง ๆ อยู่นา” สัปเหร่อเชยชักจะไม่ไว้ใจ หันมามองจันทรทั่วทั้งหน้าทั้งตัว จะว่าไปจันทรก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่สักนิด หากมันจะอาบน้ำแต่งตัวสักหน่อย ประเครื่องหอมสักนิด หวีผมให้เรียบสวยเหมือนแม่หญิงทั่วไป ไอ้หมอแสงก็ไม่น่าจะมองข้าม
“แปร่งยังไงลุง ฉันไม่เห็นจะแปร่ง”
“ผู้ชายมันก็คือผู้ชาย สันดานผู้ชายยังไงมันก็เห็นแก่ได้ ไอ้หมอแสงมันไม่ร่วมหอกับเอ็งแบบนี้ ข้ารู้สึกว่ามันพิกล”
“เขาอาจจะยังไม่คุ้นเคย”
“อีนี่” สัปเหร่อเชยรำคาญความพยายามแก้ตัวให้ผัวของจันทร “อะไรก็แก้ตัวให้ผัวไปหมด มันให้นอนหน้าห้องก็ยังเข้าข้างมันอีก”
“ก็หน้าห้องเขายังดีกว่ากระต๊อบเรานี่ลุง” จันทรพูดเสียงอ่อย ๆ
“เออ กระต๊อบข้ามันทั้งเก่าทั้งโทรม มันไม่ดีเหมือนพื้นกระดานเรือนผัวเอ็งหรอก”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น” แม้จะหมายความอย่างนั้นก็ตาม
จันทรไม่ได้อยากดูแคลนน้ำใจเมตตาของสัปเหร่อเชย เธอนอนกระต๊อบที่สัปเหร่อเชยสร้างให้ตั้งแต่เด็กก็ปลอดภัยดี ไม่ได้รู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่อย่างไร เพียงแต่เรือนหมอแสงสบายกว่าจริง ๆ ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น
“ที่ข้าว่ามันแปลกเพราะสันดานผู้ชาย มันจะรักหรือไม่รักแต่ถ้าเป็นเมียมันแล้ว มันไม่น่าจะปล่อยให้หลุดมือ อย่างไรมันก็ต้องร่วมหอลงโรงกับเอ็งนั่นแหละ ได้แล้วจะไล่หนีก็อีกเรื่องนึง หรือมันจะรอฤกษ์งามยามดี” สัปเหร่อเชยครุ่นคิดก่อนจะส่ายหน้า “ไม่หรอก”
“ก็อย่างที่ฉันบอกแหละลุง พ่อหมอเขาอาจจะถือศีลช่วงนี้”
“โอ้ย ! อีจัน” สัปเหร่อเชยหมดคำจะพูด “มึงนี่มันหลงผู้ชายจนหน้ามืดตามัว”
“ก็เขาไม่ได้ร้ายกับฉันนี่ เขาให้ที่นอนให้ข้าวให้น้ำ แล้วอีกอย่างนะลุง” เรื่องนี้จันทรเพิ่งนึกขึ้นมาได้ “เขาไม่ว่าร่วมหอกับฉันก็ไม่ดีหรือ ฉันจะได้ไม่ท้อง เขาก็ผ่าท้องฉันเอาลูกไปทำกุมารไม่ได้ จริงมั้ย”
“เออ ก็จริง” พอคิดในแง่นี้สัปเหร่อเชยก็สบายใจขึ้น มั่นใจว่าจันทรปลอดภัยแล้วจึงง่วนกับข้าวตรงหน้าต่อ ครั้นพอกินไปได้หน่อยก็ยังตะขิดตะขวงใจคล้ายหัวใจมีรอยฝุ่นดำเล็ก ๆ ติดอยู่ “แต่ข้าก็ยังสงสัยจริง ๆ มันมีลับลมคมในอะไรหรือเปล่าวะ”