ตอนที่ 6 มีผัวชั่วเป็นหม้ายเสียยังดีกว่า
คนขี้เกียจตัวเป็นขนโดนปลุกหลังจากหลับได้ไม่นาน หมอแสงเรียกบ่าวไพร่ขึ้นมาพาจันทรลงไปยังครัว หญิงสาวยังงุนงงในคราแรก ไม่รู้ว่าเป็นเมียเจ้าของเรือนต้องลงมาเตรียมสำรับข้าวด้วย กระทั่งเห็นว่ามีกับข้าวมากมายก่ายกองความคิดสงสัยจึงถูกปัดทิ้ง รีบกระวีกระวาดแสดงความขยันขันแข็งเสนอหน้าเข้าไปช่วยเหลือทันที
“ฉันยกให้นะจ๊ะ ฉันยกให้” หญิงสาวยื้อเอาสำรับข้าวจากมือบ่าว อีกฝ่ายไม่กล้าให้เพราะกลัวว่าจะโดนเอ็ด หมอแสงลงมากำกับเองว่าให้ใช้จันทรได้อย่างเต็มที่
พวกคนรับใช้ได้แต่งุนงงว่าเหตุไฉนบ่าวจึงจะใช้เมียเจ้าของเรือนได้
ยายทอง..คนรับใช้เก่าแกเข้ามาช่วยสอนจันทรให้ทำกับข้าว ทั้งแกะปลา ทำแกง ตำน้ำพริก ไปถึงล้างผักเด็ดผัก หญิงสาวทำไปน้ำลายสอไป ตาละห้อยรอคอยจะได้กินอาหารมื้อใหญ่ให้เต็มคราบ
“พ่อหมอน่ะไม่ชอบก้างปลาเลยนะเจ้าคะ” ยายทองสอนหญิงสาว “นิดนึงก็ไม่ได้ เห็นอย่างนี้เป็นคนละเอียดนะเจ้าคะ แม่หญิง..”
“จันจ้ะ ฉันชื่อจัน”
จันทรแกะปลาตามยายทองบอก ไม่ได้สนใจหรอกว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบก้าง เธอกินได้หมด ถ้าก้างเข้าปากจะเคี้ยวให้ละเอียดกลืนลงคอด้วยซ้ำ
“ส่วนผักนี่ใบช้ำ ๆ ให้ทิ้งไปเลย”
“ทิ้งเลยเหรอป้า” หญิงสาวมองผักที่ยายทองเด็ดทิ้งตาละห้อย ปกติจันทรเก็บผักตามทางบ้าง ริมน้ำบ้าง เอามาล้าง ๆ ลวกกิน เอร็ดอร่อยทั้งหมด ไม่รู้หรอกว่าอันไหนช้ำหรือไม่ช้ำอย่างไร “เสียดายนะ”
“พ่อหมอไม่ชอบนะแม่หญิง” คนสูงวัยอยากสอนให้คนเป็นเมีย เอาอกเอาใจผัว
“แต่ฉันชอบนะ” ความเสียดายจึงหยิบกลับมาใส่ชาม แยกไว้เป็นของตัวเอง “เดี๋ยวฉันกินเองนะจ๊ะ”
จันทรยิ้มอารมณ์ดี เด็ดผักใบสวยวางในสำรับหน้าตาปลาบปลื้ม ยิ่งยายทองบอกว่าหมอแสงไม่ชอบผักช้ำยิ่งชอบใจ จะได้เด็ดใส่ชามตัวเองเสียให้หมดไป
ถึงมื้ออาหาร แม่อบเชยไม่อยู่ไปถือศีลที่วัดในอยุธยา สำรับข้าวตอนเย็นจึงเหลือเพียงหมอแสงและลออสองพี่น้องเท่านั้น เจ้าของเรือนรู้สึกว่ากับข้าวกับปลาวันนี้มันแปร่ง ๆ เนื้อปลาช่างน้อยนิด ผักก็โหรงเหรงพิกล
“ช่วงนี้ผักไม่งามหรืออย่างไร ดูหรอมแหรมพิกล”
“นั่นสิเจ้าคะ” ลออเห็นด้วยกับพี่ “ช่วงนี้จับได้แต่ปลาตัวเล็กหรือเจ้าคะ เนื้อน้อยเชียว”
“อาจจะฤดูวางไข่ จึงไม่ค่อยจับกันกระมัง” หมอแสงว่า ไม่รู้เลยว่าเนื้อปลาเกือบครึ่งไปอยู่ในชามของจันทรเนื่องจากหญิงสาวอ้างว่าแกะก้างไม่ออก จึงทิ้งทั้งเนื้อใส่ชามตนเองแยกไว้
“แล้วเมียพี่แสงไม่มากินข้าวด้วยหรือจ้ะ” หญิงสาวนึกได้เรื่องว่าวันนี้พี่ชายตนไปรับจันทรมาอยู่เรือน ลออมัวแต่ปักปลอกหมอนอยู่ในห้องจึงยังไม่ได้เยี่ยมหน้าออกมาดู ซ้ำไม่รู้ด้วยว่าเขารับกันมาตอนไหน ไม่เห็นพี่ชายไปเรียกไปบอกให้มาต้อนรับ
“เหม็นกลิ่นศพกลิ่นน้ำเหลืองปานนั้นพี่ไม่ให้ร่วมสำรับข้าวด้วยหรอก”
“ท่าน้ำอยู่หลังเรือน ไม่ให้ไม่อาบเล่าเจ้าคะ”
“อาบอย่างไรก็ไม่หายเหม็นหรอก”
“ให้บ่าวไพร่ไปขุดขมิ้นผสมดินสอพองขัดเนื้อขัดตัวก็ได้นี่เจ้าคะ”
“บ่าวมันงานเยอะแล้ว อย่าให้มันมาวุ่นวายเลย”
“น้องรู้สึกเหมือนพี่แสงจงใจแกล้ง”
“ใช่” หมอแสงไม่ปิดบัง
“มิงามเลยเจ้าค่ะ คราวหลังให้แม่จันขึ้นมารับประทานอาหารด้วยกันเถิดเจ้าค่ะ”
“พี่บอกแล้วไงลออว่าพี่เหม็นน้ำเหลืองเหม็นกลิ่นศพ”
“เหม็นอย่างไรเจ้าคะ ตัวเองเป็นหมอเสน่ห์ จะเหม็นของพวกนี้ได้อย่างไร”
หมอแสงลอยหน้าลอยตาไม่สนใจคำตำหนิ
“เหม็นก็คือเหม็น”
“พี่แสงจงใจแกล้งแม่จันเขาเสียมากกว่า”
“แล้วมันจะเป็นอะไรเล่า”
“บ่าวไพร่จะติฉินนินทาเอาว่าพี่แสงทำอะไรราวกับเด็กเอาแต่ใจ”
“บ่าวไพร่คนไหนมันนินทาพี่จะไล่มันหนี” หมอแสงว่า “แล้วน้องก็กินข้าวเสีย ใกล้ค่ำแล้ว บ่าวไพร่มันจะได้มาเก็บสำรับแล้วเข้านอนเสียที ยืดเยื้อไปทรมานพวกมันเปล่า ๆ อ้อ ! พี่ลืมไป” หมอแสงยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้ามืดก็ให้นางจันมันมาเก็บก็ได้ อย่างนั้นน้องก็กินตามใจเถิด พี่ไม่เร่งแล้ว”
ลออค้อนควั่กให้พี่ชาย ถอนหายใจด้วยความระอา แม้ว่าตนเองจะไม่ได้ชอบพี่สะใภ้สักเท่าไหร่ แต่พื้นฐานลออเป็นคนจิตใจดี เมื่อเห็นว่าพี่ชายแกล้งผู้หญิงก็ไม่สบายใจ เป็นถึงเมียเจ้าของเรือนจะให้ไปทำงานงก ๆ ที่เรือนคนใช้ได้อย่างไร ป่านนี้แม่จันทรคงรู้สึกไม่ดีแย่
ความจริงคือจันทรไม่ได้มีเวลาไปรู้สึกไม่ดีอะไรขนาดนั้น หญิงสาวมัวแต่ง่วนกับข้าวปลาอาหารตรงหน้า เธอเก็บเนื้อปลากับผักต้มเอาไว้มากโข ในชีวิตจันทรไม่ค่อยอิ่มหมีพลีมันจนหน้าแฉล้มแช่มช้อยขนาดนี้มาก่อน จะมีเพียงช่วงงานบุญงานกฐินเท่านั้นจึงจะได้กินดีหน่อย นอกนั้นหากได้ข้าวกับปลาแห้งก็นับว่าเป็นบุญหนักหนา หญิงสาวเติมข้าวแล้วเติมข้าวอีกจนข้าวเกือบจะหมดหม้อ ถามยายทองบ่าวคนสนิทของแม่อบเชยอยู่นั่นว่าอาหารชามนี้คืออะไร นั่นน้ำพริกอะไร ปลานั้นได้มาจากไหน ผักนี่เล่า ปลูกอย่างไรจึงได้งาม กรอบและอร่อยเยี่ยงนี้
กินไปเกือบเต็มท้องก็นึกถึงสัปเหร่อเชยขึ้นมา จันทรอยากให้สัปเหร่อเชยได้กินของอร่อยด้วย หญิงสาวมองซ้ายมองขวาล่อกแล่ก เอาปลากับน้ำพริกใส่จานแล้วแสร้งขอตัวไปกินข้าวริมน้ำ
“คุณจันยังไม่อิ่มหรือเจ้าคะ” นางทองออกจะอึ้งสักหน่อย หญิงสาวผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นเมียเจ้าของเรือนคดข้าวใส่ชามสามรอบเข้าไปแล้วบอกว่าจะไปกินริมน้ำต่ออีก
“ยัง ฉันไม่คุ้นที่น่ะ ขอไปกินที่ริมน้ำอากาศสบาย ๆ แล้วจะเอาชามมาคืน” จันทรลุกเดินไปยังท่าน้ำ พวกบ่าวไม่มีใครกล้าขัดเพราะเห็นว่าเป็นเมียหมอแสง
หญิงสาวเดินเลี้ยวจากท่าน้ำเลาะไปตามทางตรงไปยังวัด เลยผ่านป่าช้าเพื่อเอาข้าวไปให้สัปเหร่อเชยที่กระต๊อบ อีกฝ่ายตกกะใจสะดุ้งโหยง ไม่คิดว่านังคนที่เพิ่งออกเรือนไปเมื่อสาย ตกเย็นจะกลับมาแล้ว
“ไอ้หมอแสงมันรังแกเอ็งเรอะอีจัน” สัปเหร่อเชยมะงุมมะหงาหราหาพร้าหาจอบจะไปฟาดหัวไอ้หมอแสง ตอนมารับมันก็ไม่ให้ค่าไม่ให้ราคา ไปไม่กี่ชั่วยามก็ไล่กลับมาเหมือนหมูเหมือนหมา แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน
“ไม่ใช่ลุง ไม่ใช่” จันทรยื่นจานข้าวมาตรงหน้า “ฉันเอาข้าวกับน้ำพริกมาให้ลุงชิม อร่อยมากเลยนะลุงเชย” จันทรถือจานข้าวขึ้นมาบนเรือน สัปเหร่อเชยเหร่ ๆ ตามอง ไอ้ปลาทอดกับน้ำพริกนี่มันก็น่ากินจริง ๆ
“เอ็งทำอย่างกับข้าไม่เคยกิน”
“อร่อยจริง ๆ นะลุง” จันทรเลื่อนจานไปตรงหน้า ซ้ำยังลุกไปตักน้ำในโอ่งมาวางให้อีก
สัปเหร่อเชยวางท่าเพียงครู่เดียว ก็หยิบข้าวกับปลาเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ เออกับข้าวบ้านนี้มันอร่อยจริง ๆ แฮะ
“แล้วเอ็งเป็นยังไงบ้าง เขาต้อนรับขับสู้เอ็งดีมั้ย”
“ก็ดี” จันทรละเรื่องที่ตัวเองต้องนอนหน้าห้องหมอแสงเอาไว้ สัปเหร่อเชยเงยหน้ามองหญิงสาว หน้าตาท่าทางกับคำตอบไปคนละทิศคนละทาง ดียังไงหน้ามันมันเยิ้มกระมอมแมมแถมตัวเหม็นอีกต่างหาก เป็นเมียไอ้หมอแสงทำไมโทรมเหมือนลูกหมาในวัดอย่างนี้
“อย่างนั้นรึ ดียังไงวะ”
“เขาให้หมอนกับผ้าห่มฉัน นิ่มมากเลยนะลุง ผ้านี่อุ๊นอุ่น”
“ขนาดนั้นเลยเหรอวะ เออแปลก บ้านไหนเขารับขวัญเมียด้วยหมอนกับผ้าห่มล่ะวะ”
เกิดมาไม่เคยพบไม่เคยเจอมาก่อน
“แต่ก็เอาเถอะ” สัปเหร่อเชยว่า “ถ้าเอ็งว่ามันดีมันอุ่น ข้าก็สบายใจ”
“ลุงไม่ต้องห่วงฉันหรอก ฉันอยู่ที่นั่นน่าจะสุขสบายดี” บ้านหลังใหญ่บ่าวไพร่มากมายและของกินนับไม่ถ้วน ไม่มีตรงไหนน่าเป็นห่วงเลยสักนิด
“เออ ก็ขอให้เอ็งสุขสบายจริง ๆ สุขสบายจริง ๆ”
“สุขสบายจริง ๆ สิจ๊ะ ฉันว่าฉันน่าจะสุขกว่าแต่งงานกับไอ้กล่ำอีก” จันทรว่า ลองเปรียบเทียบกันแล้ว หมอแสงดีกว่าอดีตว่าที่เจ้าบ่าวตนเองเป็นไหน ๆ “หมอแสงน่ะรูปงามกว่า ทำงานทำการ แล้วยังมีวิชาอาคมปกป้องฉันได้”
“ข้าก็ขอให้มันเอาคาถามาปกป้องเอ็งแล้วกัน ไม่ใช่เอามาเสกควายธนูไล่ขวิดเอ็ง”
“อย่างนั้นก็ดีซี” จันทรลากเสียงยาว “ฉันจะเอาควายมาให้ลุงใช้ ลุงไปไหนมาไหนจะได้ขี่ควายไปไม่ต้องเดินให้เมื่อยตีน”
“เอ็งนี่มันปากดี ช่างพูดไปเรื่อย ตอนเด็ก ๆ แม่เอ็งให้กินหอยเยอะหรือไง”
“เอ๊ะ !” ลุงเชยถามเหมือนหมอแสงเปี๊ยบ “ทำไมใคร ๆ เขาก็ถามฉันว่าแม่ให้กินหอยตลอดเลย”
“ก็เอ็งมันพูดมาก”
“ก็ฉันมีปากนี่ลุง ฉันสงสัยก็ถาม”
“เออ ถามไป ระวังอย่าไปถามให้ไอ้แสงมันรำคาญเอ็งก็แล้วกัน”
“หมอแสงเขาไม่รำคาญฉันหรอก”
“เอ็งรู้ได้ยังไง”
“ข้าเขารำคาญเขาจะมารับฉันไปอยู่ที่เรือนทำไม คนเราจะเอาของน่ารำคาญไว้ใกล้ตัวทำไมกันเล่า จริงมั้ย”
“เออ” สัปเหร่อเชยหมดคำจะพูด บางครั้งก็รำคาญความช่างหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองข้าง ๆ คู ๆ ของจันทรเหมือนกัน ก็ถือซะว่ามันมองโลกในแง่ดีเป็นความสุขของมันแล้วกัน
ข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก สัปเหร่อเชยอิ่มแปล้ ผลักชามข้าวคืนให้จันทร
“ข้าอิ่มแล้ว เอ็งรีบกลับเถอะไป เดี๋ยวมืดกว่านี้จะเดินลำบาก แล้วไม่ต้องเอาข้าวมาให้ข้าหรอก ข้ากินของวัดได้” ใจจริงแท้ไม่อยากให้จันทรเดินผ่าป่าช้าไป ๆ มา ๆ พวกที่เรือนหมอแสงจะสงสัยว่ามาทำไมบ่อย ๆ ตัวเขาเองก็ไม่ได้ขัดสนยากจนขนาดไม่มีกินเลยทีเดียว ข้าวก้นบาตรพระยังกินได้สบายดี ซ้ำบางครั้งได้เงินปากผีมาก็เอาไปซื้อนั่นซื้อนี่ประทังชีวิตได้เหมือนกัน
“ได้อย่างไรล่ะลุง ฉันเป็นถึงเมียเจ้าของเรือน แค่เอาข้าวมาให้ลุงแค่นี้ สบายมาก”
สัปเหร่อเชยหมดคำจะพูด ภาพตอนหมอแสงมารับหญิงสาวยังขัดเคืองอยู่ในใจ มองอย่างไรก็รู้ว่าฝ่ายนั้นน่ะไม่เต็มใจ มีก็แต่จันทรนี่แหละที่เชื่อว่าเขาชอบเขารักอยู่อย่างนี้
“เอ็งอยู่ที่นั่นถ้ามีใครมารังแกให้บอกข้านะ เข้าใจมั้ย ข้าจะสวดเรียกผีในป่าช้าไปหักคอมัน”
“ใครจะรังแกฉันเล่า” จันทรยังไม่เห็นวี่แววนั้นเลยสักนิด “ใครรังแกฉันก็ฟ้องหมอแสง เขาก็จะปกป้องฉัน”
“อย่างนั้นเหรอวะ” สัปเหร่อเชยไม่เชื่อเลยสักนิดว่าหมอแสงจะปกป้องหญิงสาวตรงหน้า จะรังแกเสียมากกว่า “กลัวแต่ไอ้หมอแสงนี่แหละที่มันจะรังแกเอ็ง”
“เขาจะมารังแกฉันทำไมเล่า” ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด
“เออ ถ้ามันไม่รังแกเอ็งก็ดีไป แต่ถ้ามันทำเอ็งมาบอกข้า ข้าจะสวดเรียกผีในป่าช้าไปหักคอมัน”
“อย่างนั้นฉันก็เป็นหม้ายน่ะสิ”
“ไม่ดีรึ ได้อยู่เรือนมันดี ๆ ไม่ต้องมีมันคอยรังแก”
“ไม่ดีหรอกจ้ะ ฉันไม่อยากเป็นหม้าย”
“มีผัวชั่วเป็นหม้ายเสียยังดีกว่า”
“ไม่เอาล่ะ” จันทรไม่อยากเถียงกับสัปเหร่อเชย นึกไม่ออกว่าหมอแสงจะรังแกรังเกียจอะไรตนเอง คนเราจะรังแกคนที่ตัวเองขอเป็นเมียได้อย่างไร
ไม่มีทางหรอก
#รัก #นิยายรัก #นิยายออนไลน์ #อ่านนิยาย #แนะนำนิยาย #นิยายพีเรียด
