ตอนที่ 5 ขี้เกียจตัวเป็นขนจริง ๆ
เรไรเข้ามากราบพระในโบสถ์ สีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกว่าภายในใจคิดอะไรอยู่ มีเพียงแววตาวูบไหวไปมาเท่านั้นบอกว่าข้างในไม่ได้สงบนิ่งเหมือนกิริยาอาการที่แสดงออก
กระทั่งหลวงพ่อให้พรพรมน้ำมันเรียบร้อยแล้วจึงขอตัวไปกวาดลานวัดต่อ หญิงสาวลูกเศรษฐีผู้ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของแม่หญิงผู้งามพร้อมแห่งสุพรรณบุรีจึงหันมาหาคนรับใช้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดอันเต็มไปด้วยความริษยาว่า
“อีจันทรมันงามหรือไม่ พวกเอ็งว่า”
“ไม่งามเจ้าค่ะ” คนรับใช้รู้ความตอบแทบจะทันที
“อย่างนั้นรึ”
“เจ้าค่ะ”
“อย่างนั้นทำไมพ่อหมอแสงจึงออกเรือนกับมันเล่า” เรื่องหมอแสงออกเรือนใคร ๆ ก็รู้ แน่นอนว่าเรไรก็ย่อมรู้
เรไรไม่ชอบจันทรมาแต่ไหนแต่ไร หรือจะพูดให้ถูกอีกสักนิดหญิงสาวไม่ชอบผู้หญิงคนไหนเลยสักคนเดียว ไม่ว่าจะเป็นดวงเดือนหรือลออน้องสาวของหมอแสง นิสัยของเรไรเป็นคนขี้อิจฉาริษยาคนไปทั่ว ความอิจฉานั่นกำลังพุ่งเพิ่มขึ้นทบเท่าทวีเมื่อเห็นว่าผู้หญิงกำพร้าพ่อแม่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างจันทรได้ออกเรือนไปกับหมอแสง ผู้ชายคนที่ตัวเองแอบสนใจ
“มันเล่นของหรือไม่เจ้าคะ” นางเขียว คนรับใช้จีบปากจีบคอตอบเข้าข้างผู้เป็นนาย
“มึงจะบ้ารึอีเขียว” เรไรสบถหยาบคาย ลับหลังคนอื่นไม่จำเป็นต้องสุภาพเรียบร้อยอ่อนน้อมเป็นแม่หญิงกิริยาสวยงาม “พ่อหมอแสงเป็นหมอเสน่ห์ จะมาโดนเล่นของใส่ได้อย่างไร”
“ไม่แน่หรอกเจ้าค่ะ เขาว่าหมองูตายเพราะงูถมไป บางทีพ่อหมออาจจะไม่ทันระวัง โดนอีจันมันทำของใส่ก็ได้เจ้าค่ะ”
คนฟังชักคล้อยตาม ไอ้เรื่องหมองูตายเพราะงูพูดกันมายาวนาน หรือจะเป็นไปได้จริง ๆ
“แต่มันจะเอาของมาจากไหน คนอย่างมันจะมีเงินไปซื้อน้ำมันพรายรึ” ไม่น่าเป็นไปได้ เงินปากผีแต่ละรายจะได้สักเท่าไหร่กันเชียว พอซื้อข้าวสารกรอกหม้อก็เปล่าก็ไม่รู้ “แลมันก็ไม่น่าจะเอาน้ำมันพรายหมอแสงไปป้ายใส่คนทำหรือเปล่า”
“ไม่ใช่น้ำมันหมอแสงหรอกเจ้าค่ะ” เรื่องหมอแสงเว้นการทำน้ำมันพรายนางเขียวก็รู้ดี นางรับใช้เคยจ้างวานคนไปซื้อน้ำมันพรายหมอแสงตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ก็จะซื้อน้ำมันพรายคนทำมาป้ายใส่คนที่ทำนั่นแหละ แต่หมอแสงประกาศปาว ๆ ทั่วทั้งสุพรรณว่า
ไม่ทำน้ำมันพรายจนกว่าจะออกพรรษา
“แต่มันอาจจะทำน้ำมันพรายเองก็ได้นะเจ้าคะ”
“ทำเอง” เรไรขมวดคิ้วทำหน้าฉงน
“ก็นังจันมันอยู่กับศพกับผีมันอาจจะพอรู้เรื่องนี้อยู่บ้าง”
“อย่างนั้นข้าควรทำอย่างไร ไหนเอ็งลองว่ามา”
“ต้องพิสูจน์เจ้าค่ะ หากมันทำของจริง อย่างไรก็ไม่พ้นของต้องอยู่ใกล้ ๆ เรือนพ่อหมอ พวกชาวบ้านเล่าว่าวันนั้นมันขึ้นไปโวยวายว่าพ่อหมอทำยาเสน่ห์ให้นางเดือน ไม่แน่ว่ามันอาจจะแอบเอาไปฝังไว้วันนั้น พ่อหมอถึงได้ขอออกเรือนกับมันนะเจ้าคะ”
นางเขียวต่อเรื่องได้เป็นตุเป็นตะ เรไรเองก็เชื่อ ในเมื่อความคิดนั้นเอนเอียงร่วมกับความเชื่อของตนที่ว่า ผู้หญิงอย่างจันทรไม่ได้มีดีอะไรขนาดที่คนอย่างหมอแสงจะสนใจเลยสักนิด
ต้องตัวเธอต่างหากเล่า ผู้ชายถึงจะมารับไปที่เรือน
“อย่างนั้นเดี๋ยวอีกสักสองสามวันมึงสั่งพวกในครัวทำแกงพะแนงไก่ให้กูที กูจะเอาไปฝากพ่อหมอที่เรือน แลจะถือโอกาสให้พวกมึงไปหาด้วยว่าอีจันทรมันฝังรูปรอยไว้ที่เรือนพ่อหมอหรือไม่ ถ้าหากว่าเจอ กูจะได้ช่วยพ่อหมอได้ทันท่วงที”
“เจ้าค่ะ” นางเขียวรับคำ ลอบสบตากับพวกบ่าวด้วยกันแล้วถอนหายใจ
ส่วนจันทรไม่เข้าใจว่าทำไมหมอแสงจึงต้องตวาดตอนอยู่ต่อหน้าเรไร หญิงสาวเสียหน้าแลอับอายทั้งต่อเรไรและบ่าวของอีกฝ่าย
“พ่อหมอ” จันทรเร่งฝีเท้าตามเขา “พ่อหมอได้ยินที่ฉันเรียกมั้ย”
หมอแสงยังนิ่ง จันทรยิ่งไม่ยอม “พ่อหมอ” ยิ่งเขานิ่งจันทรยิ่งเรียกซ้ำถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
หมอแสงเดินเร็ว ๆ จนเกือบจะเป็นวิ่ง แล้วพอจันทรเรียกเขาบ่อยขึ้นชายหนุ่มก็วิ่งเหยาะ ๆ หนีไปจริง ๆ
จันทรไม่ยอม อย่างไรก็ต้องเอาคำตอบให้ได้ ครั้นเขาวิ่งเธอก็วิ่งตาม หมอแสงก็ยิ่งหนี จันทรเร่งฝีเท้ากวดไล่เร็วขึ้นไปอีก หมอแสงก็ไม่ยอม จันทรทนไม่ไหว ใช้ปลายเท้าส่งกำลังทั้งตัวกระโดดพุ่งตัวไปข้างหน้า ชนหลังเขาดังอั่ก !
ได้ผล !
หมอแสงคะมำล้มไปข้างหน้าหน้าเกือบไถลครูดกับไปกับพื้น โชคดีว่าแขนเขาไวยันพื้นเอาไว้ได้
ชายหนุ่มหันควับมองตัวต้นเรื่องหน้าตาเอาเรื่อง
“อะไรของเอ็งนังจัน เอ็งกระโดดกระแทกหลังข้าทำไม”
“ก็พ่อหมอไม่ตอบคำถามฉัน ว่าทำไมต้องตวาดฉันต่อหน้าแม่เรไร” จันทรทั้งพูดทั้งหอบ ไม่ชอบตอนเขาตวาดใส่ นิสัยหญิงสาวหากไม่ได้ทำผิดจะไม่ยอมเด็ดขาดกำลังแผลงฤทธิ์อย่างรุนแรง “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย”
“มันจะมืดแล้ว ข้าจะกลับเรือน จะไปเสียเวลาสนทนากับคนเรื่อยเปื่อยได้อย่างไร”
“บอกกันดี ๆ ก็ได้นี่เจ้าคะ ไม่เห็นต้องตวาด” โดนคนตะคอกใส่ต่อหน้าคนอื่นก็รู้สึกอายเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีจิตใจรู้สึกรู้สาเสียหน่อย หน้าเธอนี้ร้อนผ่าว ๆ ตอนสายตาของเรไรกับบ่าวมองมา
“ข้าเป็นคนเสียงดังมาแต่ไหนแต่ไร”
“อย่างนั้นรึ” เรื่องนี้จันทรไม่แน่ใจ ไม่ได้สนิทสนมกับเขามาก่อน “หมายความว่าพ่อหมอไม่ได้ตวาดฉันรึ”
“เอ็งช่างถามตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า” หมอแสงย้อนเมีย กระพริบตาปริบ ๆ บอกความรำคาญแทนคำพูด “แม่เอ็งให้กินหอยตั้งแต่เด็กรึถึงพูดเป็นต่อยหอย”
“ฉันไม่รู้หรอกจ้ะ แม่ฉันตายตั้งแต่แปดขวบ ฉันจำไม่ได้ดอกว่าแม่ให้กินอะไรตอนเด็ก พ่อหมอเรียกวิญญาณแม่ฉันมาถามเองได้หรือไม่”
หมอแสงกัดฟันกรอด ค้นหาว่าเมื่อครู่คนตรงหน้าหมายความตามที่พูดจริง ๆ หรือประชดประชัน
“เอ็งประชดข้ารึ”
“เปล่านะเจ้าคะ ก็จำไม่ได้จริง ๆ” เสียงจันทรอ่อนลง ไม่ได้ตั้งใจจะประชดเขาแม้สักนิดเดียว “ฉันจำไม่ได้จริง ๆ นี่เจ้าคะว่าตอนเด็ก ๆ แม่ให้กินอะไรบ้าง แม่ฉันตายไปนานแล้ว ถูกโจร...” ก้อนแข็งจุกลำคอจันทรแวบหนึ่ง ก่อนหญิงสาวจะฝืนเปล่งเสียงตอบออกมา “ฆ่าตายไปนานแล้ว”
ได้ยินเสียงสะอื้นแทรกในน้ำเสียง หมอแสงจึงเงียบ
“ช่างเถอะ จะกินอะไรก็เรื่องของแม่เอ็งเถอะ ข้าไม่ได้สนใจ”
“ก็พ่อหมอถามฉันว่าแม่ให้กินหอยหรือเปล่า”
“เออ ข้ารู้ ๆ ว่าข้าถาม เอ็งเงียบปากแล้วเดินไปเสียที” หมอแสงรำคาญจันทรเต็มที “ข้ารำคาญเอ็งพูดมาก”
“ฉันแค่ถาม ฉันไม่ได้พูด พ่อหมอต้องแยกว่าถามกับพูดไม่เหมือนกัน”
“ถ้าเอ็งพูดอีกที หรือถามแม้แต่เพียงประโยคเดียว ข้าจะเอาเอ็งไปคืนตาเชย”
คำขู่ได้ผล จันทรสงบปากสงบคำ บ่นเพียงลำพังในใจว่าหอบผ้าหอบผ่อนมาด้วยแล้วจะเอาไปคืนได้อย่างไร พ่อหมอก็พูดไปเรื่อย
ถึงบ้านจันทรก็หมดแรง ก็พ่อหมอของเธอจ้ำเอา ๆ ไม่สนสักนิดว่าเธอจะตามทันหรือไม่ทัน หญิงสาวทิ้งตัวหอบตรงบันได ผิวหน้าแดงระเรื่อ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก
ส่วนหมอแสงน่ะรึ ก้าวขึ้นเรือนไปได้สักพัก
“เอ็งจะนอนตรงนั้นรึ” เสียงโวยวายลงมาจากข้างบน หมอแสงยืนหน้าถมึงทึงมองลงมา “อย่างนั้นข้าจะให้บ่าวโยนเครื่องนอนให้”
“รอก่อนเจ้าค่ะ” เสียงจันทรขาดเป็นห้วง เหนื่อยจนแทบจะขาดใจ ค่อย ๆ คลานขึ้นบันไดไปบนเรือน ย้ายจากนั่งหอบตรงตีนบันไดมาเป็นชานเรือนแทน
หมอแสงเดินอาด ๆ หายเข้าไปห้อง จันทรฝืนใจลุกจะตามเข้าเรือน หมอแสงปิดประตูใส่ดังปัง ! จันทรผงะ ยืนเกาหัวแกรก ๆ ปิดประตูอย่างนี้แล้วเธอจะเข้าไปได้อย่างไร
“พ่อหมอ” หญิงสาวใช้หลังมือเคาะเรียกเขาเบา ๆ เหลียวมองไปรอบ ๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน เธอเคยมาเรือนนี้แค่สามสี่ครั้ง มาโวยวายเรื่องเขาทำน้ำมันพรายให้ไอ้กล่ำเพียงเท่านั้น
สักพักหมอแสงจึงเปิดประตูออกมา โยนหมอนขิดกับผ้าห่มให้หน้าห้อง จันทรงงเป็นไก่ตาแตกหมอนเอย ผ้าเอย คืออะไร แล้วเอาออกมาทำไม
“พ่อหมอเอาผ้ากับหมอนโยนลงบนพื้นทำไมจ๊ะ”
“ที่นอนเอ็ง”
“หมายถึงพ่อหมอจะให้ฉันนอนหน้าห้อง”
“ใช่ !”
“แต่ฉันเป็นเมียนะจ๊ะ”
“ข้าถือศีล ช่วงนี้ต้องนอนคนเดียว”
“ถือศีล” จันทรก็ยังไม่เข้าใจ “ฉันก็ถือศีลห้าไม่เห็นต้องนอนคนเดียวเลย”
“เอ็งกับข้าไม่เหมือนกัน”
“อย่างไรเจ้าคะ” ก็คนเหมือนกัน จะไม่เหมือนกันได้อย่างไร
“เอ็งนี่ เหมือนคนพูดไม่รู้เรื่อง พูดอะไรไปก็ถามกลับอยู่อย่างนั้น”
“ก็ฉันไม่เข้าใจ ฉันก็ถามพ่อหมอ ถ้าไม่ถามพ่อหมอจะให้ฉันถามใคร” ก็เดินกันมาสองคน บนเรือนนี้ก็ไม่มีใครนอกจากเขาและเธอ
“ข้าก็กำลังเอาหมอนกับผ้าห่มให้เอ็งนอนหน้าห้องนี่ไง”
“แล้วทำไมฉันต้องนอนหน้าห้องเล่าเจ้าคะ ฉันเป็นเมียพ่อหมอ”
“ก็ข้าบอกอยู่นี่ไงว่าช่วงนี้ข้าถือศีล ต้องนอนคนเดียว เอ็งเลิกถามเซ้าซี้แล้วนอนไปในที่ของเอ็งนั่นแหละ”
ชายหนุ่มหนีเข้าไปในห้อง ปิดประตูใส่หน้าจันทรดังปึง ! ในเมื่อให้นอนหน้าห้องก็แปลกว่าให้นอนหน้าห้องนั่นแหละ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในฐานะอะไร เขาก็ไม่อนุญาตให้เผยอมาเทียบเทียมเท่าเด็ดขาด
จันทรเหลียวหลังมองรอบ ๆ แววตางุนงง ไม่รู้มาก่อนเลยว่าออกเรือนแล้วจะได้นอนหน้าห้อง นึกว่าจะได้ร่วมเรียงเคียงหมอนอยู่ร่วมกันในห้องหับส่วนตัวเสียอีก
หญิงสาวย่อตัวลงนั่ง ในเมื่อไม่รู้จะทำอะไรก็ทำได้ตามมีตามเกิด จันทรดันย่ามติดฝาเรือน จัดหมอนสำหรับนอนขวางตรงหน้าประตูห้องชิดที่สุดเท่าที่จะชิดได้
“นี่หมอนลงอาคมหรือเปล่า ทำไมนุ่มนิ่มขนาดนี้” หญิงสาวเพิ่งได้จับหมอนประหลาดใจ เกิดมาไม่เคยเจอหมอนนิ่มขนาดนี้มาก่อน จับพลิกไปพลิกมาหลายครั้ง เอาแนบแก้มแล้วเผลอยิ้มลืมเรื่องตัวเองต้องนอนหน้าห้องไปสนิทใจ
หมอนว่านิ่มแล้วผ้าก็สบาย กลิ่นหอมซ้ำยังปักลายสวยเป็นดอกชบา ผ้าผืนสวยไม่มีรอยขาดเหมือนผ้าเก่าของเธอ จันทรพันผ้ารอบตัว ตื่นเต้นจนเผลอยิ้มออกมา ในชีวิตไม่เคยมีข้าวของส่วนตัวดี ๆ แบบนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่เคยได้รับ
หมอแสงอยู่ในห้อง พยายามระงับอารมณ์ขุ่นมัว กระทั่งใจสงบแล้วจึงกลับมามุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองคิดเอาไว้
เมื่อรับจันทรมาอยู่เรือนแล้วก็จะทรมาน ใจจืดใจดำและไม่ให้อยู่สบาย ๆ
เขาเปิดประตูออกมาเพื่อจะสั่งให้หญิงสาวลงไปช่วยบ่าวในครัวเตรียมสำรับ ครั้นพอประตูเปิดออกภาพที่เห็นคือจันทรหลับสนิทไปแล้ว หมอแสงหน้านิ่วคิ้วขมวด กรามขบกันกรอด ๆ
“นังนี่มันขี้เกียจตัวเป็นขนจริง ๆ”
#นิยายรัก #นิยายออนไลน์ #แนะนำนิยาย #อ่านนิยาย #พีเรียด #พ่อหมอ
