๒ (๒)
“ถ้าคุณยังเข้ามาอีก ไม่ใช่แค่น้ำเปล่าที่ฉันจะสาดใส่อย่างเดียว” ทิ้งกะละมังไว้ปลายเท้าแล้วจ้องหน้าเขาไม่ลดละ ขณะที่ร่างสูงก็ปาดน้ำที่กระเซ็นมาโดนใบหน้าของตนออก เปียกเหมือนลูกหมาตกน้ำก็ยังจะหล่อเหลาเหมือนเดิม
เธอนึกเกลียดคนตรงหน้าที่เขาไม่เคยทำให้หล่อนเกลียดได้จากใจจริงสักที...
แม้จะสาดน้ำและพูดจาทำร้ายจิตใจ แต่สุดท้ายก็รับรู้ถึงความรู้สึกลึกในใจของตัวเอง แต่ก็เลือกจะกดมันเอาไว้ใช้ความเจ็บปวดเพื่อสร้างความเกลียดชัง ไฟในดวงตาแทบจะแผดเผาร่างสูงเขากลับไม่มีทีท่าว่าจะสะท้านสักนิด
“ไม่เป็นไร ฉันมีชุดมาเปลี่ยน...แล้วต่อจากนี้ฉันจะไม่ไปไหน ถ้าเธออยู่ที่นี่ฉันก็จะอยู่ที่นี่เหมือนกัน” พูดจบก็เดินเข้ามาใกล้เธอพลางคว้าข้อมือเล็กมากุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ถึงหล่อนจะพยายามบิดข้อมือก็ถูกกำไว้แน่นจนยิ่งหงุดหงิด
เกือบจะพูดด่าเขาแต่กลับถูกขัดเมื่อมีหญิงวัยชราเดินเข้ามาในครรลองสายตาพอดี นางอยู่ข้างบ้านแล้วมักจะเข้ามาช่วยดูแลลูกแฝดยามเธอไปขายของที่ตลาด เพิ่งรู้ตัวว่าถึงเวลาต้องออกไปทำมาหากิน ไม่ควรมายืนทะเลาะกับสิงห์อยู่หน้าบ้าน
“หนุ่มหล่อคนนี้หน้าคุ้นๆ นะ” หล่อนเม้มปากมือชื้นเหงื่อด้วยความกลัวว่าท่านจะจำเขาได้ จึงตอบปัดให้พ้นดาราที่ยังยืนยิ้มเหมือนมีความสุขเสียเต็มประดา นึกหงุดหงิดที่เห็นอีกฝ่ายมีความสุขบนความทุกข์ของเธอ
ถึงจะอายุเยอะแต่สายตาไม่ได้ฝ้าฟาง ขยับเข้าไปมองหนุ่มหล่อแล้วนึกชื่นชมในหน้าตาของเขา ร่างสูงก็ไม่รีรอที่จะขยับเข้ามายกมือไหว้นอบน้อม เรื่องเอาใจคนมีอายุคือเรื่องถนัดของเขาก็ว่าได้ จึงคิดจะแนะนำตัวให้เสร็จสรรพพร้อมบอกสถานะของตัวเองว่าเป็นพ่อของเด็กแฝด
กลับถูกเธอขัดเสียก่อนทั้งยังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของคนอายุเยอะด้วยการพูดกระทบเขาอีกต่างหาก
“หน้าโหลค่ะยาย...หนูต้องไปขายของแล้วฝากเด็กๆ ด้วยนะคะ ของหมดหนูจะรีบกลับมาค่ะ” ว่าแล้วก็ประคองท่านเพื่อเดินเข้าไปในบ้าน ก่อนส่งสายตาปรามไม่ให้ร่างสูงเดินตาม เขาจึงต้องยืนนิ่งอยู่ที่เดิมอย่างจำยอม
อยากเดินเข้าหามากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำได้ เกรงว่าน้ำต่อไปที่จะสาดมาอาจเป็นน้ำกรดก็ได้ ระรินเวอร์ชั่นนี้ยิ่งเดาใจยากไม่ขอเสี่ยงดีกว่า
“ได้สิ ศิรากับธาราเลี้ยงง่าย พูดเก่งอีกต่างหากยายอยู่ด้วยก็ไม่เหงา” ละความสนใจจากชายหนุ่มรูปหล่อเพื่อพูดคุยกับแม่ของเด็กแฝด เธอยิ้มรับก่อนปิดประตูใส่หน้าคนที่กำลังยืนนิ่งไม่อาจเดินตามได้เพราะเจอสายตาของหล่อนมองปรามไว้
“ขอบคุณค่ะ”
คุณยายเดินเข้ามาในบ้านก็ตรงไปหาเด็กแฝดที่ถูกกันอยู่ในคอกสำหรับเด็ก ต้อนรับพี่เลี้ยงจำเป็นด้วยรอยยิ้มหวานแล้วตรงเข้ามากอดขายายคนละข้าง ความปวดหัวไม่ต้องพูดถึง แค่อยู่คนเดียวก็ทำกุมขมับได้ พอมีสองคนก็แทบหมดแรงกันเลยทีเดียว
ร่างบางมองเวลาก็เห็นว่าตอนนี้ค่อนข้างสายแล้ว ไม่รอช้ารีบนำขนมขึ้นรถเพื่อไปขายยังตลาดทันที บ้านหลังนี้มีรถยนต์คันเดียวจึงต้องใช้มอเตอร์ไซค์ที่พ่วงด้านข้าง วางขนมทั้งหมดไว้เรียบร้อยก็เลือกจะสตาร์ทรถเตรียมขับไปยังจุดหมายที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านพักนัก
เสียงเครื่องยนต์ที่ดังอยู่ด้านหลังทำให้ดาราหนุ่มรีบวิ่งอ้อมไปหาต้นเสียงทันที ก่อนพบแม่ของลูกที่กำลังจะออกไปข้างนอก ไม่รอช้ารีบคว้าแขนบางเอาไว้พร้อมถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าของเธอยังไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ยังคิดออกไปข้างนอกอีก
เกิดเป็นลมจะทำอย่างไร...
เพิ่งเจอกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงก็ทำให้เขาเป็นห่วงตลอดเวลาเสียแล้ว ระรินคนนี้มีผลต่อใจเขามากเกินไป
“เธอไม่สบายอยู่นะ” เตือนด้วยความเป็นห่วงเหมือนหล่อนจะหลงลืมว่าตัวเองเป็นไข้ เขาขยับเข้าใกล้หมายจะใช้มืออังหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกาย
แปะ
กลับถูกเธอปัดมือออกอย่างไม่แยแส ทั้งยังมองกันด้วยแววตาไม่เป็นมิตรอีกต่างหาก เล่นเอาสิงห์ถึงกับเหวอไม่คิดว่าตัวเองจะถูกหญิงสาวปฏิเสธอย่างชัดเจนเช่นนี้ สีหน้าของเธอก็เอาเรื่องเช่นเดียวกัน คล้ายรังเกียจกันนักหนาจนนึกสะท้านในอก
“ไม่ต้องมายุ่ง” เตรียมจะบิดมอเตอร์ไซค์เพื่อออกไปข้างนอก กลับถูกเขาขวางไว้แล้วดึงแขนเธอเหมือนเดิมไม่ยอมให้ไปไหน
“งั้นฉันไปด้วย” บอกเสียงดังฟังชัดจนเธอเลิกคิ้วมองเขา คล้ายกำลังประเมินอีกฝ่ายอยู่ในที ไม่รู้ว่าหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยที่รักชื่อเสียงของตัวเองนักหนาคนนั้นอยู่ไหนแล้ว เหมือนจะเห็นเพียงชายหนุ่มที่ยอมแลกหมดทุกอย่างขอให้ได้อยู่เคียงข้างเธอก็พอ
แต่ระรินไม่คิดว่ามันคือความจริง ทำได้เพียงมองเขาก่อนพรูลมหายใจเสียงเบาไล่ความคิดทุกอย่างออกไปให้หมด
ไม่รู้จุดประสงค์ของอีกฝ่ายที่มาหากันอยู่บ้าน อาจจะเป็นความจริงใจแต่มันก็สายเกินไปที่เธอจะรับไว้ ความเจ็บปวดมันไม่ได้หายไปพร้อมกับความทรงจำที่ยังชัดเจน เธอจึงไม่คิดจะเสวนากับคนตรงหน้าให้เสียเวลาทำมาหากิน
“ไปได้เหรอ ไม่กลัวมีคนจำได้หรือไง”
“ไม่กลัว” ตอบชัดเจนทันทีที่ถูกถาม หล่อนแสยะยิ้มพร้อมแกะมือหนาออกจากแขนของตนรวดเร็ว
