๑ (๕)
ถึงเวลาที่ต้องทำขนมก็ต้องนำเด็กแสบทั้งสองไปขังไว้ในคอกหลังจากปล่อยลูกน้อยเล่นสนุกซุกซนไปทั่วบ้านจนข้าวของกระจัดกระจาย เธอแทบยกมือกุมขมับกับข้าวของระเกะระกะจากฝีมือของสองพี่น้องตัวแสบ รีบเก็บข้าวของเข้าที่แล้วเดินไปเตรียมวัตถุดิบในการทำขนม อีกไม่นานลูกมือจะมาช่วยแล้วก็ไม่อยากให้เสียเวลา
เธอวางแผนเอาไว้ในแต่ละขั้นว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่สิ่งที่นอกเหนือแผ่นการคือลูกชายร้องไห้งอแงอยากดื่มนมจึงต้องละมือจากงานครัวเพื่อเข้ามาในคอกกั้นของเด็ก พร้อมชงนมสองขวดเพื่อให้พี่น้องได้ดูด ไม่รู้ทำไมถึงหิวพร้อมกันตลอด ลำบากคนเป็นแม่ที่ต้องคอยดูคนเล็กกับคนโตสลับกัน
“แม่แม่ หม่ำๆ” นั่งลงตรงกลางแล้วจับหนูน้อยนอนลงบนเบาะขนาดพอดีตัว ยังไม่ทันเอานมใส่ปากก็ได้ยินเสียงของเด็กชายพูดอ้อแอ้อ้อนเธอทันที ช่วงนี้พูดเก่งแม้จะไม่เป็นประโยคก็สร้างรอยยิ้มแก่คนเป็นแม่ได้ทุกครั้ง
“ครับ แม่กำลังจะให้หม่ำทั้งสองเนี่ยแหละ” รีบจับลูกนอนแต่เหมือนว่าพออยู่ข้างกันก็ยังแกล้งกันไม่หยุด จากที่จะได้นอนดื่มนมกลับคลานเข้าหาอีกฝ่ายจนเธอต้องรีบบอกให้ลูกเข้าที่รวดเร็ว เพราะตนก็มีเวลาไม่มากในการทำขนมไปขายช่วงเย็น
เดี๋ยวนี้รายได้ค่อนข้างดีมีกำไรมากกว่าเดิม ลูกค้าเก่าแวะเวียนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย ขณะที่ลูกค้าใหม่ก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เธอจึงไม่อยากปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เร่งทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจะได้เก็บออมให้ลูกทั้งสองในวันหน้า
“ศิรานอนอย่าแกล้งน้อง” ว่าเสียงเข้มแต่เหมือนคนพี่จะไม่ฟัง ยังคงเอื้อมมือมาแกล้งดึงผมของธาราเหมือนเดิม หน้าเหมือนกันชื่อก็ความหมายเดียวกันไม่รู้ทำไมถึงได้ชอบทะเลาะกันบ่อยนัก เล่นเอาคนเป็นแม่ถึงกับกุมขมับ
“แม่เหนื่อยอย่าเพิ่งกวนกันสิ” จำต้องจับลูกออกห่างกันอีกครั้งแล้วป้อนนมทันทีไม่สนใจว่าคนพี่จะดิ้นรนเพื่อมาหาน้อง แต่เมื่อนมเข้าปากก็นอนสงบนิ่งดูดนมทั้งคู่ พอให้เธอหายใจหายคอได้บ้างแล้วนั่งอยู่อย่างนั้นนานนับนาทีกระทั่งนมเกือบหมดขวดทั้งสองจึงได้ผลักขวดนมออกพร้อมกัน
สมเป็นแฝดเสียจริง หิวก็พร้อมกันอิ่มก็ยังพร้อมกันอีกต่างหาก
“อิ่มแล้วเหรอ” ไม่มีเสียงตอบรับแต่เธอก็เข้าใจในทันที ค่อยลุกยืนแล้วเก็บข้าวของให้พ้นจากมือและเท้าของลูก ถึงจะเดินได้แล้วก็ใช่ว่าจะเดินได้เก่ง ยังใช้ปลายเท้าเดินในบางครั้งแล้วก็หกล้มบ่อย แผลตามขากับแขนมีให้เห็นทุกวันจนไม่รู้ว่าแผลไหนมาจากรอยอะไร
เธอเลือกจะไม่สนใจที่มาแล้วรักษาไปตามอาการ อย่างน้อยลูกก็ไม่ได้เจ็บสาหัสหรือเลือดตกยางออก เท่านี้ก็พอแล้ว
“ปาปา” คำพูดชวนให้ชะงักแต่พอมองดวงตากลมใสของเด็กทั้งสองก็รู้ว่าหมายถึงอะไรทันที
ไม่ได้เรียกพ่อหรอก...แต่หมายถึงปลาในอ่างน้ำของเพื่อนบ้านต่างหาก
เธอมักพาลูกไปเล่นกับบ้านใกล้เรือนเคียงยามว่างจากงานไม่อยากให้เด็กอุดอู้อยู่แต่ในบ้านอย่างเดียว ใครจะคิดว่าแฝดจะชอบปลาจนไม่เดินไปไหน นั่งดูอย่างเดียวกระทั่งพยายามหย่อนมือจับปลาเพื่อมากำเล่น ยังดีที่เธอเห็นก่อนไม่เช่นนั้นชะตาของปลาตัวน้อยคงขาดแล้ว
“เดี๋ยวแม่ทำงานเสร็จจะพาไปดูปลานะ ตอนนี้เล่นกันไปก่อนแล้วห้ามกวนกันเด็ดขาด แม่ต้องทำขนมไปขายที่ตลาดเย็นนี้ ช่วยแม่หาเงินนะลูกรัก” พูดจบก็กำลังจะโน้มหน้าหอมแก้มลูก แต่คิดถึงว่าตอนนี้ตนไม่สบายจึงต้องผละออกห่างอย่างเสียดาย
“ยักๆๆ” หนูน้อยช่างจ้อรีบเดินเข้ามากอดขา
“ยักแม่แม่” ขณะที่อีกคนก็ทำเหมือนกันจนใจคนมองเหลวเป็นน้ำ รักลูกยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก จึงโน้มกายลงไปลูบศีรษะมนแล้วผละออกเพื่อไปทำขนม
“ปากหวานจริงๆ”
ปล่อยเด็กเล่นด้วยกันในคอกกั้นแล้วเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบรอลูกมือ ไม่นานก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายดังมาแต่ไกล เป็นเพื่อนบ้านที่สนิทสนมกันจึงถูกเธอร้องขอให้มาช่วยงานในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนหรือเวลาว่าง พร้อมให้ค่าขนมแถมอีกต่างหาก
แล้วอย่างนี้ใครจะปฏิเสธลง
“พี่น้ำเตยมาแล้วจ้า! หวัดดีเด็กแฝด หล่ออะไรขนาดนี้ น้าเตยจองให้ลูกในอนาคตได้หรือเปล่า” เดินผ่านเด็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม ค่อยเข้ามาในครัวที่อยู่ติดกับโถงกลางบ้านมีเพียงผนังสูงแค่อกที่กั้นเอาไว้เท่านั้น พอให้มองเห็นเด็กน้อยซึ่งเล่นสนุกอยู่ในมุมของตัวเอง บางครั้งก็ตีกันจนต้องเข้าไปห้ามปราม แต่ก็บ่อยครั้งที่รักใคร่กลมเกลียว
เล่นเอาเดาอารมณ์ของลูกไม่ถูกเลย
“ขอให้มีแฟนเร็วๆ ล่ะกัน กลัวลูกชายพี่จะผมหงอกก่อนที่เนื้อคู่จะมาเกิดน่ะสิ” อดไม่ได้ที่จะกระเซ้าคนอายุน้อย ทำเอาเจ้าตัวถึงกับเท้าเอววีนพลางทำหน้าบึ้งทันที
“แรงอ่ะพี่น้ำ!”
หยอกกันพอหอมปากหอมคอก็เริ่มทำงานที่อยู่ตรงหน้า เธอทำขนมไทยไปขายซึ่งใส่ชามใบใหญ่แล้วปิดด้วยพลาสติกสีใสเพื่อไม่ให้แมลงวันหรือฝุ่นลงไป ทำสี่ถึงห้าอย่างแล้วก็มีของหวานใส่กล่องอย่างทองหยิบ ทองหยอดและฝอยทองไปขายด้วย
ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงกว่าจะเสร็จเรียบร้อย เล่นเอาพวกเธอถึงกับหมดแรงลงตรงนั้น
“เฮ้อ กว่าจะเสร็จ...เหนื่อยจะแย่” สาวมหา’ลัยดื่มน้ำอึกใหญ่เพื่อให้ร่างกายกลับมาสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง
“ขอบคุณที่มาช่วยนะ ค่าแรงวันนี้จ้ะ” ยื่นเงินให้รุ่นน้องที่รีบดีดตัวลุกยืนทันที ยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจเมื่อเงินที่รอคอยอยู่ในมือเสียที
“คุ้มเหนื่อยแล้วค่ะ ว่าแต่พี่น้ำไม่สบายหรือเปล่าทำไมหน้าดูซีดขนาดนี้...ตัวก็ร้อนด้วย วันนี้จะไปขายไหวหรือเปล่า” ก่อนออกจากบ้านก็ไม่ลืมท้วงรุ่นพี่ที่อุตส่าห์หางานให้ทำเป็นงานเสริม
“ไหวสิ พี่ไหวอยู่แล้ว” รู้สึกวิงเวียนเหมือนกันแต่ก็ต้องอดกลั้นเอาไว้ แทบไม่ได้นอนเพราะโดนลูกก่อกวนช่วงกลางคืน คนหนึ่งตื่นอีกคนก็ตื่นจนเธอแทบไม่มีเวลาพัก ไหนจะเตรียมขนมไปขายที่ตลาดกลับมาก็มีงานกองรออีกมากมาย
ความเหนื่อยล้าผสมกับอากาศเปลี่ยนแปลงจึงทำให้หญิงสาวล้มป่วย...
“ไม่ไหวบอกหนูนะ เดี๋ยวเอาไปขายให้เองรับรองไม่หักค่าขนมหรอก”
“พี่ทำไหว เราไปอ่านหนังสือเตรียมสอบเถอะ แค่นี้ก็ช่วยพี่ได้มากแล้ว” ไม่อยากรบกวนน้องมากกว่านี้จึงได้บอกไปว่าตัวเองยังไหว ก่อนจะโบกมือลากันที่ห้องครัวเพื่อให้ระรินได้เช็คของอีกครั้งแล้วเตรียมนำไปขายที่ตลาดในช่วงเย็น
“ค่ะ”
เมื่ออีกฝ่ายเดินออกไปก็เหลือเพียงเธอกับลูกสองคน
ยังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาขายของ จึงไม่รอช้ารีบไปนอนข้างคอกกั้นเด็กเพราะไม่อยากอยู่ห่างลูก หลับในทันทีจากความเหนื่อยล้าโดยที่สองแฝดก็นอนเล่นใกล้มารดาไม่มีใครส่งเสียงเหมือนรู้ว่าแม่กำลังไม่สบาย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
แต่เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นรบกวนการนอนปลุกเธอตื่นจากนิทรา ลุกนั่งพร้อมมองลูกชายที่นอนหลับสนิทก็อมยิ้มเอ็นดู ค่อยหยัดกายลุกอย่างเชื่องช้าเพื่อไปเปิดประตู คิดว่าเป็นแขกของน้าสาวแต่ก็นึกสงสัยทำไมมาตอนที่เจ้าของบ้านไม่อยู่
“แค่กๆ ไป ไปแล้วค่ะ” เธอตะโกนออกไปเพราะเขายังเคาะประตูไม่เลิก
จังหวะที่บานไม้เปิดออกทำให้เห็นคนที่อยู่หลังประตูสร้างความตกใจแก่หล่อนเป็นอย่างมาก คิดว่าตัวเองเป็นไข้จนตาฝาดไปแล้วจึงเลือกจะเบิกตาให้กว้างกว่าเดิมเพื่อดูให้แน่ใจ กลับถูกพิษไข้เล่นงานจนหมดสติต่อหน้าคนมาใหม่
“คุณ...สิงห์”
“ระริน!”
รีบเข้าไปประคองคนที่เป็นลมทันทีกลัวว่าเธอจะหัวฟาดพื้น ก่อนอุ้มหล่อนด้วยท่าเจ้าหญิงเพื่อเข้าไปในบ้านไม่ต้องรอคำอนุญาต
เพราะเขาเป็นสามี...ย่อมมีสิทธิ์อยู่แล้ว!
