๑ (๒)
ค่อยทิ้งกายลงบนเตียงโดยท่านไม่ได้สงสัยเนื่องจากตนบอกว่าออกไปทำงานนอกบ้าน ไม่ได้บอกความจริงเรื่องขึ้นเรือนใหญ่เพื่อไปนอนกับลูกชายเจ้าของบ้าน
เรื่องของเรายังเป็นความลับ แต่อีกไม่นานถ้ายังปล่อยให้แสดงอาการอยู่แบบนี้คงความตแกเข้าสักวัน
“อ้วก...” ส่งเสียงอาเจียนในยามเช้าตรู่ของทุกวัน ทำให้คนร่วมห้องต้องตื่นแล้วรีบลงจากเตียงเพื่อมาช่วยลูบหลังคนอายุน้อยกว่า ไม่ใช่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้แต่เป็นมาหลายวันแล้ว ยังนึกสงสัยปนสงสารจนต้องช่วยประคองคนที่ล้างปากล้างหน้าแล้วเดินอย่างหมดแรงออกมาข้างนอก
“เป็นอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้เห็นอ้วกบ่อยไม่สบายตรงไหน” คำถามของท่านเล่นเอาคนฟังเลิกลักไม่กล้าพูดมากนัก ทำเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วคิดหาโรคที่พอจะเข้าท่าเพื่อปัดความสงสัยทุกอย่างออกให้ห่างจากสิ่งที่ตนเป็น
“ไม่จ้ะป้า น่าจะ...เครียดลงกระเพาะจ้ะ”
“ไปหาหมอบ้างนะ เห็นแล้วป้าก็เป็นห่วง อ้วกทุกเช้าเลย” พาร่างบางมานั่งที่เตียงแล้วช่วยห่มผ้าให้อีกฝ่าย ถึงจะเช้าแล้วแต่ก็อยากให้หญิงสาวนอนต่อสักหน่อย อย่างไรวันนี้ก็ไม่ค่อยมีอะไรทำอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ก็แค่ทำอาหารเพื่อเสิร์ฟเจ้าของบ้าน ซึ่งแม่บ้านคนอื่นก็ช่วยกันทำหมดแล้ว
“จ้ะ”
เธอนอนพักผ่อนเพราะอย่างไรก็ไม่ได้ไปทำงานอยู่แล้ว หลังเรียนจบปวส.ก็สมัครงานบัญชีที่บริษัทขายส่งใกล้บ้าน ไม่ได้มาสมัครเป็นแม่บ้านแต่แรกที่ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ต่อก็เพราะเป็นหลานของป้าจ้ายซึ่งเป็นแม่บ้านคนเก่าแก่ที่ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้ว
ด้วยความเอ็นดูในตัวหญิงสาวเจ้าของบ้านจึงให้อยู่ต่อ สามารถทำงานบ้านในช่วงว่างโดยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน แล้วยังออกไปทำงานข้างนอกได้อีกต่างหาก ความใจดีของท่านทำให้เธอรู้สึกผิดที่มีความสัมพันธ์กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอีกฝ่าย
ลืมตาตื่นแล้วลุกนั่งนิ่งเพื่อประเมินอาการของตัวเอง ช่วงนี้นอนบ่อยกินเก่งแล้วยังอาเจียนทุกเช้าอีกต่างหาก อาการบ่งบอกในทิศทางเดียวแล้วหล่อนก็จัดการหาที่ตรวจครรภ์มาพิสูจน์ความจริงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามคาด
ตนกำลังตั้งท้อง...
สับสนมึนงงไปหมดแต่ก็ตัดสินใจอุ้มท้องเหมือนเดิม ไม่อาจทำลายชีวิตของคนบริสุทธิ์ที่กำลังจะเกิดมาได้ แม้ว่าจะไม่ได้เกิดจากความรักของพ่อ แต่ก็มีความรักของแม่ล้นเปี่ยม มือบางจึงทาบลงไปบนหน้าท้องของตนเหมือนต้องการทักทายเด็กๆ ซึ่งยังคงเงียบสนิทไม่ไหวติง
นั่นสินะ เพิ่งท้องไม่กี่สัปดาห์จะทักทายได้อย่างไร...
คิดดังนั้นก็ลุกจากเตียงเพื่อไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ให้นอนทั้งวันก็ดูกินแรงคนอื่นทั้งที่ได้รับเงินเดือนเท่ากัน จึงคิดจะไปช่วยงานเล็กน้อย อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยก็ก้าวเข้าสู่ห้องครัวที่ไม่มีใครอยู่เลยสักคน เพิ่งเห็นว่าเป็นบ่ายแก่แล้วคิดว่าน่าจะออกไปทำธุระข้างนอกหรือซื้อของเข้าบ้านนั่นแหละ
จังหวะที่กำลังจะไปยังห้องนอนของตัวเองก็ต้องชะงักกับเสียงที่ได้ยิน บทสนทนาเจ้าของบ้านที่เอ่ยต่อลูกชายเพียงคนเดียว เธอไม่อยากเสียมารยาทแต่เหมือนประโยคเหล่านั้นจะเรียกความสนใจจากหญิงสาวได้ง่ายเหลือเกิน ถึงขั้นไม่ยอมก้าวไปไหนยังยืนนิ่งเพื่อรอคำตอบ
“ตกลงเรื่องของเรากับหนูด้านี่ยังไง แฟนหรือแค่พี่น้องบอกแม่ให้ชัดเจนหน่อยจะได้ตอบคนอื่นถูก” พอทราบอยู่บ้างว่าเขามีข่าวกับลูกสาวนักธุรกิจซึ่งกำลังเป็นที่จับตามอง หัวใจเต้นโครมครามระหว่างซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้พุ่มใหญ่
มือบางชื้นเหงื่อจนต้องเช็ดออกรวดเร็ว สูดลมหายใจเข้าปอดลึกค่อนผ่อนออกมาอย่างเชื่องช้า แล้วนิ่งไปชั่วขณะยามได้ยินคำตอบของเขาที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจเธอ แทบล้มทั้งยืนกับความจริงที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้
“ก็...คุยกันอยู่ครับ” กระบอกตาร้อนผ่าวขณะที่สมองเริ่มมึนเบลอ ทรุดกายลงนั่งบนพื้นหญ้าที่รับร่างแบบบางเอาไว้ ภาพตรงหน้าเลือนรางเต็มที ขณะที่สติพร้อมจะหมดลงได้ทุกเมื่อ เธอก็ยังหยัดกายตรงไว้เหมือนเดิมไม่อยากให้ตัวเองล้มไปตอนนี้
นั่งพักแล้วซ่อนกายในพุ่มไม้ ฟังคำพูดของสองแม่ลูกซึ่งไม่ทราบว่ามีบุคคลที่สามกำลังแอบฟัง ยังพูดถึงหญิงสาวที่เป็นข่าวกับลูกชายของตัวเอง เป็นคนที่เหมาะสมจะยืนข้างเขาโดยไม่มีข้อกังขาจากบุคคลภายนอก
ต่างจากเธอที่เป็นเพียงเด็กต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ หน้าที่การงานก็ทั่วไปแถมฐานะทางบ้านยังไม่ค่อยมีเหมือนคนอื่นอีก
การที่เขาให้เป็นคู่นอน...ก็เหมาะสมกับตนแล้วล่ะ
“คุยหรือคบเอาให้แน่ บ้านน้องเขาก็ค่อนข้างสนิทกับเราอย่าทำอะไรเล่นๆ เหมือนนิสัยไม่จริงจังของตัวเอง” เตือนเสียงเรียบแต่ก็กดดันอยู่ในทีทำให้ชายหนุ่มจำต้องรับปากอย่างเสียไม่ได้ เผลอเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนที่ค่อนข้างสนิทกับบ้านตัวเอง
ไม่ทราบว่าหล่อนเป็นฝ่ายให้บุพการีมากดดันเขาหรือเปล่า ตอนแรกก็แค่จะคุยเผื่อเลือกเท่านั้น ไม่รู้ทำไมจึงลงเอยแบบนี้เสียได้
“ครับแม่ กำลังจะคบ” สถานสำหรับเขาไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ อยู่ที่ใจมากกว่าจะผูกพันแค่ไหน พรูลมหายใจเสียงเบาขณะที่นิ่งเงียบไม่ต่างจากมารดาซึ่งจ้องหน้าลูกชายคล้ายต้องการค้นหาบางสิ่ง กลับพบเพียงความว่างเปล่า
ท่านเองก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไปเช่นเดียวกัน คงต้องปล่อยให้เรื่องเป็นไปอย่างที่ลูกชายเลือก ยอมรับว่าตัวเองเห็นแก่ตัวที่อยากได้สะใภ้ในแวดวงสังคมเดียวกัน ไม่ใช่หญิงซึ่งเป็นเพียงหลานสาวของแม่บ้าน
“คบก็ตอบนักข่าวให้ชัดเจน”
“ครับ” พยักหน้าตอบรับแล้วค่อยเดินเข้าบ้านเพื่อพักผ่อน
เพิ่งกลับจากถ่ายละครช่วงเช้าก็ขอตัวกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าซึ่งผู้จัดการทราบว่าเป็นเพียงข้ออ้าง แต่ไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดดาราในสังกัดจึงชอบกลับบ้านบ่อยนัก เมื่อก่อนมักขลุกตัวอยู่คอนโดมิเนียมเสมอไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ
เขาไม่ยอมบอกใครว่าที่บ้านมีของดี...เหมือนเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้เขาอยากกลับบ้าน
