๗ : ร่างกายไม่อาจควบคุม
Chapter 7
'ร่างกายไม่อาจจะควบคุม'
ยอดเขาไป๋เซี่ยยังคงเงียบสงบเช่นทุกวัน เกล็ดเหมันต์ปลิดปลิวลงมาจากฟากฟ้าทับถมพื้นที่ให้ขาวโพลนไกลสุดลูกหูลูกตาแลดูเปลี่ยวเหงาไม่น้อยยามได้ทอดมองสายตาออกไป อู๋เซียนลี่ที่อาการดีขึ้นบ้างแล้วเลือกจะสวมใส่เสื้อคลุมตัวยาวที่ประดับด้วยขนสัตว์เพื่อให้ความอบอุ่น เดินทอดน่องมาตามทางเดินหินที่เย็นเฉียบขนาดสวมใส่รองเท้าก็ยังรับรู้ได้ ธารน้ำสองข้างล้วนกลายเป็นน้ำแข็ง เหล่าดอกไม้และต้นไม้ถูกปกคลุมด้วยหิมะจนมองแทบไม่ออก
หญิงสาวก้าวเข้ามาในหอบรรพชนตระกูลอู๋ เบื้องหน้าเป็นแท่นหินขนาดใหญ่ที่ถูกแกะสลักเป็นกลีบดอกมู่ตันวิจิตรงดงามยิ่งนัก แต่ละชั้นกลีบจะมีป้ายวิญญาณตั้งอยู่ ตั้งแต่บนสุดจนมาถึงเบื้องล่าง ป้ายวิญญาณของเหล่าบรรพบุรุษที่นางเองก็ไม่แน่ใจว่าจะมีบรรพบุรุษจริง ๆ ของนางอยู่ในนี้ไหม ยังไงเสียตัวตนก็เป็นคนสกุลอู๋เหมือนกัน บางทีต้นตระกูลของนางอาจจะสืบเชื้อสายมาจากใครสักคนในป้ายวิญญาณเหล่านี้ก็ได้
"ข้าอู๋เซียนลี่ขอกราบไหว้บรรพบุรุษสกุลอู๋ อยากขอให้พวกท่านช่วยคุ้มครองข้าด้วยถึงแม้ข้าจะมิใช่เจ้าของร่างกายนี้จริง ๆ มาจากอีกยุคสมัยแต่ก็ไม่ได้มาร้าย ข้ามาเข้าร่างนี้โดยไม่รู้เหตุผลที่มาที่ไปเช่นกันและคงต้องอยู่ไปอีกนานเพราฉะนั้นข้าก็สัญญาว่าจะทำหน้าที่เจ้าบ้านสกุลอู๋ให้ดีที่สุด ไม่ให้สกุลนี้ต้องแปดเปื้อนมลทิน"
นางก้มลงกราบป้ายวิญญาณบรรพบุรุษก่อนจะเงยขึ้นมาเป็นจังหวะที่เจียงซิงเยี่ยนเดินเข้ามาพอดีทำเอาหญิงสาวตกใจจนใจหายใจคว่ำไปหมด ดวงตาคู่สวยหันไปมองคนที่มาเงียบ ๆ เชิงคาดโทษจนคนถูกมองเหมือนจะรู้ตัวรีบโค้งหัวคำนับทันที
"ขออภัยท่านหญิงที่ข้ามาเงียบ ๆ ขอรับ"
"เจ้าทำข้าตกใจเช่นนี้ข้าต้องลงโทษเจ้าอย่างไรดี?" นางแกล้งพูดแหย่เขาแต่อีกฝ่ายกลับนั่งลงแล้วหันหลังให้แทน
"นี่เจ้าทำอันใด?" นางถามอย่างไม่เข้าใจ
"รับโทษขอรับ"
"รับโทษอันใดของเจ้า?"
"ทุกครั้งที่ข้าทำให้ท่านไม่พอใจ ท่านจะเฆี่ยนข้าเป็นการลงโทษเสมอ"
"ห๊ะ? ขะ… ข้าอีกแล้วหรือ?" นางชี้นิ้วเข้าหาตนเองหน้าตาเหลอหลา
"ขอรับ" อีกฝ่ายช้อนสายตามองด้วยแววตาขุ่นหมองคล้ายคนจะร้องไห้
ยัยเจ๊ลี่นะยัยเจ๊ลี่ ทำไมถึงทารุณเขาขนาดนี้ แล้วข้าที่มาสิงร่างเจ้าก็ต้องมารับกรรมแทนนี่ไง คนดีเช่นข้า เข้าวัดทำบุญเป็นนิจ ไยต้องมาอยู่ในร่างมารเช่นเจ้าด้วยนะ แล้วข้าจะทำอย่างไรเล่าจะให้เฆี่ยนตีเขาหรือ ข้าทำไม่ลงหรอกเขาน่ารักจะตายไป
"ข้าป่วยอยู่ไม่มีอารมณ์จะเฆี่ยนตีเจ้าหรอก"
พูดแบบนี้คงได้มั้ง ไม่ดูใจดีเกินไป ก็แค่ป่วยเท่านั้นเลยไม่ตี ไม่ได้จะปล่อยผ่านนะแค่ตอนนี้ไม่มีแรงย๊ะ
"ถ้าเช่นนั้นถ้าท่านหายแล้วค่อยมาตีข้าก็ได้ขอรับ"
ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!
อู๋เซียนลี่มองเจียงซิงเยี่ยนด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย เจ้าเด็กคนนี้มันลูกหมาตัวน้อย จริง ๆ ทำไมยัยเจ๊ลี่คนเก่าถึงรังแกเขาได้ลงคอนะจะเกลียดชังอะไรขนาดนั้น เด็กคนนี้ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรให้น่าอิจฉาเลย ออกจะน่าสงสารน่าเวทนาเสียด้วยซ้ำไป
"ปีนี้เจ้าอายุเท่าไหร่แล้ว?"
"ยี่สิบขอรับ"
"ยี่สิบเองหรือ แล้วข้าเล่า ข้าอายุเท่าไหร่?"
"ท่านจำมิได้หรือขอรับ?"
"ก็ข้าความจำเสื่อม จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อตนเองแล้วจะเอาอะไรมาจำอายุได้เล่า ข้าถามสิ่งใดก็ตอบมาไม่ต้องมาถามย้อน"
"ขอรับ ปีนี้ท่านอายุร้อยสองปีแล้วขอรับ"
"ห๊ะ!"
อู๋เซียนลี่ถึงกับต้องลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจก่อนจะมองร่างกายตนเอง แขนขา ทุก ๆ อย่างมันก็ไม่มีส่วนไหนเหี่ยวสักนิดแต่อายุร้อยสองปีเนี่ยนะ ถ้ายุคปัจจุบันก็คือกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้ใบหญ้าอยู่ใต้ดินแล้วนะไม่น่าจะยังมาเดินแบบนี้ได้
"งั้นข้าก็เป็นยายแก่อายุร้อยสองปีหรือ?"
"ท่านอยู่ในขั้นตี้เซียน มีอายุยืนยาวย่อมไม่แปลกขอรับ"
"แต่ข้าก็เป็นยายแก่อายุร้อยสองปีอยู่ดี" นางเดินเข้าไปหาคนที่อายุยี่สิบก่อนจะเอื้อมมือไปดึงแก้มของเจียงซิงเยี่ยนจนยืดยาว "แต่เจ้าสิ เจ้าเพิ่งจะอายุยี่สิบเองนะ เจ้าเป็นลูกข้าได้เลย"
"ไม่สิ ไม่ ไม่" นางผละตัวออกมาจากเขาก่อนจะยกมือขึ้นจับใบหน้าของตนเองแล้วก็ล้มฟุบลงไปกองกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง นิ้วเรียวยกขึ้นชี้หน้าเจียงซิงเยี่ยน
"เจ้าเป็นหลานข้าได้เลยดีกว่า"
"แค่เป็นน้องชายท่านยังไม่ยอมรับจะให้ข้าเป็นหลานเลยหรือขอรับ? "
"โว๊ย! ข้าแค่เปรียบเปรยให้ฟังเจ้าจะจริงจังทำไมกัน"
นางยกมือขึ้นจับใบหน้าของตนเพื่อสำรวจหาร่องรอยความเหี่ยวย่น ไม่ได้การเสียแล้วสงสัยต้องเปิดตำราประทินผิวเสียหน่อยไม่อย่างงั้นรอยตีนกาต้องถามหาเข้าสักวันแน่ ๆ ยิ่งตอนนี้มาเครียดเรื่องเจ้าลูกหมาตรงหน้าด้วย
"ท่านงดงามขอรับ"
"หืม? " นางเลิกคิ้วมองเจียงซิงเยี่ยนเมื่อฟังเขาพูดไม่ถนัดนัก
"ข้าบอกว่าท่านงดงามขอรับ จะอายุกี่ร้อยปีท่านก็งดงามเหมือนวันแรกที่ข้าพบเจอท่าน จนผ่านมาถึงวันนี้ท่านยังคงงดงามไม่เปลี่ยนมีแต่เพิ่มมากขึ้นทุกวันขอรับ"
โว๊ะ! ไอ้เด็กนี่มันร้าย
อู๋เซียนลี่หรี่ตามองเจียงซิงเยี่ยนที่ตอนนี้แก้มแดงไปถึงใบหู อาการของคนเขินชัด ๆ พูดเองเขินเองเด็กกะโปโลเพิ่งหัดมีความรักจริง ๆ นางเมื่อชาติก่อนก็เคยมีแฟนมาก่อนทำไมจะมองไม่ออกว่าตอนนี้น้องชายบุญธรรมของนางผู้นี้คิดจะล้างพี่ล้างน้องเสียแล้ว มองจากนอกโลก จากดาวที่ไกลที่สุดในระบบจักรวาลยังมองออกว่าเขาชอบนาง แต่เสียอย่างเดียวที่นางที่เขาชอบคือยัยเจ๊ลี่คนเก่าต่างหาก
"ขอบใจเจ้ามาก" นางคลี่ยิ้มให้มันทำให้หัวใจของเจียงซิงเยี่ยนยิ่งพองโตเพราะรอยยิ้มของอู๋เซียนลี่เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเขามาก มันไม่ได้เห็นกันบ่อย ๆ เพราะปกตินางจะชอบทำหน้าดุดันบึ้งตึงใส่เขามากกว่า
"ออกไปจากที่นี่เถิด รบกวนบรรพบุรุษมากเกินไปแล้ว"
นางหันไปกราบลาบรรพบุรุษอีกครั้งก่อนจะเดินออกมาจากหอบรรพชนโดยมีเจียงซิงเยี่ยนเดินตามหลังมาเงียบ ๆ ให้ความรู้สึกนายหญิงกับบ่าวชายจริง ๆ เขาคงเดินแบบนี้จนชินแล้วยัยเจ๊ลี่คนเก่าคงไม่ยอมให้เขาเดินตีเสมอแน่นอน แต่นางไม่ใช่จึงเลือกจะหันไปเรียกเขา
"เจ้าเดินให้ทันข้าหน่อย"
"ตะ… แต่ว่า"
"ไม่ต้องแต่ ข้าให้เจ้ามาเดินข้างข้าเจ้าก็จงมาอย่าถามให้มากความ"
"ขอรับ" เจียงซิงเยี่ยนรีบเดินตีคู่ขึ้นมาด้วยรอยยิ้มในทันที
"ข้าความจำเสื่อมจำมิได้แม้แต่บิดามารดาเจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่? " นางหันมาส่งยิ้มให้เขา ยิ่งยิ้มก็ยิ่งทำให้หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงจนแทบจะยืนไม่ไหวจนต้องรีบเรียกสติของตนเองให้กลับมา
"บิดาของท่านชื่ออู๋เซิน บำเพ็ญตนถึงขั้นเสินเซียนแล้วขอรับ จึงได้ขึ้นไปอยู่คุนหลุนซานทำหน้าที่ดูแลโรงหลอมโอสถทิพย์ ส่วนมารดา… เออ" เจียงซิงเยี่ยนไม่กล้าจะเล่าออกไปในส่วนของมารดาแต่อู๋เซียนลี่ก็รู้อยู่แล้วเพราะอู๋เจียเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้อยู่บ้าง
"มารดาข้าถูกปีศาจจิ้งจอกสังหารเพราะเหตุนี้ข้าถึงอาฆาตแค้นปีศาจจิ้งจอกนักใช่หรือไม่?"
"ชะ… ใช่ขอรับ ท่านแม่บุญธรรมรักท่านมากนะขอรับ"
"แล้วบิดาข้าเล่า รักข้าหรือไม่ ไยข้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้เขาถึงไม่มาเยี่ยมข้าเลยสักครั้ง?"
เมื่อได้ฟังคำถามเจียงซิงเยี่ยนก็มีสีหน้าหนักใจที่จะเล่าออกไปจนอู๋เซียนลี่พอจะเข้าใจได้เองในแววตาของเขาที่สะท้อนมองมา บิดาของยัยเจ๊ลี่คนเก่าอาจจะไม่ได้ให้ความรักความเอาใจใส่กับเจ๊ลี่มาก อาจจะรักน้องชายบุญธรรมมากกว่าเลยกลายเป็นปมในใจทำให้เจ๊ลี่เกลียดชังและทำร้ายเจียงซิงเยี่ยนก็เป็นได้
"บิดาบุญธรรมรักท่านเหมือนกันนะขอรับ"
"แต่คงรักเจ้ามากกว่าใช่หรือไม่?"
นางสวนกลับไปทันทีที่ได้ฟังจบจนอีกฝ่ายตกใจ นางเองก็ตกใจทำไมถึงได้พูดเสียงแข็งเหมือนไม่พอใจแบบนั้นออกไปนะ เมื่อรู้สึกสับสนเลยเลือกจะเดินหนีแทนแต่เจียงซิงเยี่ยนก็เดินตามมาแล้วคว้าแขนนางเอาไว้ ไม่รู้อะไรดลใจโดนสิ่งใดควบคุมนางเลือกจะหันกลับไปหาเขาก่อนจะซัดพลังปราณใส่อีกฝ่ายจนกระเด็นออกไป
อู๋เซียนลี่เองก็ตกใจ นางไม่รู้ว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงทำร้ายเจียงซิงเยี่ยนออกไปแบบนั้นเหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้จึงเลือกจะวิ่งหนีออกมาจากตรงนั้นเพราะไม่พร้อมจะเจอหน้าหรือพูดคุยตอนนี้ กลัวว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้อีก
ความรู้สึกเหมือนกำลังโกรธเขา ชิงชังจนอยากจะฆ่าให้ตายหรือนี่จะเป็นความรู้สึกลึก ๆ ภายในจิตใต้สำนึกของร่างกายนี้กันนะ ร่างกายที่มีแต่ความเกลียดชังในตัวของเจียงซิงเยี่ยน แม้นางพยายามจะฝืนแต่เหมือนร่างกายที่ไม่ใช่ของนางตั้งแต่แรกจะเริ่มต่อต้านเสียแล้วสิ
เจียงซิงเยี่ยนมองอู๋เซียนลี่ที่วิ่งหนีออกไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อยยกมือที่เปื้อนเลือดขึ้นมาดูเพราะถูกซัดแบบไม่ทันตั้งตัวจนล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นทำให้หินแหลมพลาดมาทิ่มมือเข้าเต็ม ๆ น้ำตารื้นชื้นขึ้นมาที่เบ้าตาร้อนผ่าวเล็กน้อยแต่ก็ต้องพยายามกลั้นมันเอาไว้ น่าแปลกที่มันไม่ได้ร้องเพราะเจ็บบาดแผลที่มือ แต่เหมือนว่ามันจะร้องเพราะเจ็บแผลที่หัวใจมากกว่า บาดแผลที่อู๋เซียนลี่ใช้มีดกรีดซ้ำ ๆ ลงมาไม่จบสิ้น แม้ในตอนที่ความจำเสื่อมนางก็ยังไม่หลงลืมสัญชาตญาณเดิม
สัญชาตญาณที่สั่งให้เกลียดชังเขา
