บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ช่วยให้พี่สาวถูกลงโทษ

ตอนที่ 4

ช่วยให้พี่สาวถูกลงโทษ

 

โม่หยางหลานเห็นหญิงสาวที่เข้ามาแย่งความรักของสามีและอำนาจในการดูแลจวนไปจากนาง บีบน้ำตาร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ไม่ต่างจากบุตรสาวของนาง ก็แทบจะทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปตบตีสองแม่ลูกคู่นี้ให้รู้แล้วรู้รอด

“เสแสร้งทั้งแม่และลูก”

“พอได้แล้ว” เสวี่ยเทียนฟงหันไปเอ็ดตะโรใส่ฮูหยินใหญ่อย่างเหลืออด ที่ผ่านมาเท่าที่เขาเห็น ก็มีแต่ฮูหยินใหญ่นี่แหละคอยหาเรื่องซีเหม่ยตลอด และเป็นนางอีกนั่นแหละที่ชอบทำให้เขาปวดหัวอยู่เรื่อย “ก็เพราะเจ้าเป็นแบบนี้อย่างไรเล่า จินเอ๋อร์ถึงถอดแบบนิสัยมาแบบผิด ๆ เรื่องเด็กทะเลาะกัน เจ้าก็จับโยงไปหาซีเหม่ยได้หน้าตาเฉย แล้วที่สำคัญเลย ข้ากำลังพูดกับลูก แล้วเจ้าจะพูดแทรกขึ้นมาทำไม”

โม่ฮูหยินกำลังจะอ้าปากเถียง บ่าวคนสนิทรีบเข้ามาสะกิด ส่งสายตาให้นางสงบปากสงบคำเอาไว้ก่อน นางจึงยอมปิดปากนั่งฮึดฮัดอยู่แบบเงียบ ๆ

ใต้เท้าเสวี่ยเห็นฮูหยินยอมสงบปากสงบคำแล้ว ก็หันมาสนใจบุตรสาวที่ชอบหาเรื่องปวดหัวมาให้เขา ไม่ต่างจากมารดาของนางเลย

“ว่าอย่างไรจินเอ๋อร์ เจ้าได้พูดหรือไม่”

“ข้าไม่ได้พูด เป็นนางที่ปั้นน้ำเป็นตัวใส่ร้ายข้า” เสวี่ยจินหนิงไม่ยอมรับความผิดในสิ่งที่นางไม่ได้ทำ แต่ก็นั่นแหละสุดท้าย ก็เป็นนางที่เป็นคนผิดในสายตาของบิดาอยู่ดี

“คนผิดไหนเลยจะยอมรับในสิ่งที่ตนเองทำ ท่านพ่อเพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ได้โปรดเรียกน้องสี่มาสอบถามเถอะเจ้าค่ะ น้องสี่เองก็อยู่ในเหตุการณ์ นางเป็นพยานให้ลูกได้” เสวี่ยซินหยูบีบน้ำตามากขึ้นไปอีก

“เรียกนางมา นางก็ต้องช่วยท่านอยู่ดี ท่านกับน้องสี่มันพวกเดียวกันอยู่แล้วนี่” เสวี่ยจินหนิงขึ้นเสียงดัง เลือดสูบฉีดขึ้นใบหน้าจนหน้าแดงก่ำไปหมด “ท่านพ่อ ข้าเองก็เป็นลูกของท่าน เหตุใดถึงไม่ยอมเชื่อข้าบ้าง เอาแต่เชื่อลูกของอนุอยู่ร่ำไป”

“หุบปาก” คราวนี้เสวี่ยเทียนฟงโมโหบุตรสาวลำดับที่สามมากกว่าเดิมอีก จนไม่อาจอยู่นิ่งนั่งอยู่ติดเก้าอี้ได้ ผุดลุกขึ้นยืนตระหง่านค้ำหัวเด็กทั้งสอง “ข้าเคยบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าห้ามพูดเรื่องว่าใครเป็นลูกของฮูหยินหรือลูกของอนุอีก เจ้าก็ยังจะพูด ขนาดอยู่ต่อหน้าข้ายังไม่เกรงกลัว แล้วลับหลังจะพูดขนาดไหน”

ต่อว่าบุตรสาวจบก็ตะโกนสั่งสาวใช้ที่อยู่นอกห้องโถง “ใครก็ได้ ไปตามคุณหนูสี่มา”

ยังไม่ทันที่สาวใช้จะได้วิ่งไปตาม คุณหนูสี่ก็เดินมาถึงเรือนหลักพอดี เด็กหญิงรีบเข้าไปในห้องโถง ยอบกายทำความเคารพบิดา ตามมาด้วยฮูหยินใหญ่ จากนั้นก็ยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลังของพี่สาวทั้งสอง

เสวี่ยเทียนฟงเห็นบุตรสาวคนเล็กเดินเข้ามาแล้ว ก็สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ปรับอารมณ์ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

“หลินเอ๋อร์ เจ้าอยู่ในเหตุการณ์ที่พี่สาวทั้งสองของเจ้าทะเลาะกันใช่หรือไม่ ไหนลองเล่าให้พ่อฟังหน่อย ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่”

“เรียนท่านพ่อ ระหว่างที่ลูกจะมาเคารพฮูหยินใหญ่ บังเอิญได้ยินเสียงทะเลาะกันของพี่รอง พี่สาม ไม่นานก็มีเสียงฉีกขาดดังขึ้น ลูกเลยเดินเข้ามาดู ก็ได้เห็นตุ๊กตาที่ขาดครึ่งอยู่ในมือของพี่ทั้งสองแล้วเจ้าค่ะ น่าจะเกิดจากการยื้อแย่งกัน”

เสวี่ยหลินเฟยยังคงยืนก้มหน้าไม่สนใจสายตาของพี่สาวคนรอง ที่พยายามจะมองสบตานาง พี่รองคงคาดหวังว่านางจะพูดจาเข้าข้างเป็นพยานเท็จให้พี่สาวเหมือนทุก ๆ ครั้ง รวมไปถึงในชาติก่อนด้วย

เสวี่ยเทียนฟงได้ยินเช่นนั้น ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าบุตรสาวคนรอง จะยื้อแย่งของกับน้องสาวแบบนั้น เลยคิดจะปล่อยผ่านเรื่องตุ๊กตาผ้าของฮูหยินไป

“เรื่องตุ๊กตาช่างมันเถอะ เป็นธรรมดาของเด็ก ๆ ที่จะแย่งของเล่นกัน แต่เรื่องดูถูกเหยียดหยาม น้องสาวไม่เคารพพี่สาวนี่สิถือเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าจะยืนยันได้หรือไม่ ว่าพี่สามของเจ้าพูดจาไม่ดีกับพี่รองของเจ้าจริงหรือเปล่า”

ฮูหยินใหญ่เริ่มนั่งไม่เป็นสุข ที่ผ่านมานางก็พยายามเตือนบุตรสาวตลอด ว่าไม่ให้พูดเรื่องลูกอนุหรือลูกเมียเอก เพราะสามีไม่อยากให้ลูก ๆ ทุกคนมีความคิดแบ่งแย่ง แต่ว่าขนาดตัวนางยังทนมารยาสาไถยของสองแม่ลูกไม่ได้ แล้วจินเอ๋อร์ของนางที่ยังเด็กจะทนได้หรือ อาจจะมีพลั้งปากออกมาบ้าง

เพื่อหาทางรอดไม่ให้บุตรสาวถูกลงโทษคนเดียวอีก นางจึงคิดจะยกเรื่องตุ๊กตาที่นางสู้อุตส่าห์ทำให้จินเอ๋อร์ขึ้นมาพูดเบี่ยงประเด็น

“เรื่อง...”

“ท่านพ่อเจ้าคะ ที่ผ่านมาท่านพ่อสั่งสอนให้พวกเราพี่น้องรักใคร่สามัคคีกัน ไม่แบ่งแย่งลูกเมียเอกหรือลูกอนุ ไม่ว่าพี่สามจะพูดจริงหรือไม่ หรือพี่รองพูดโกหก คนนอกที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่อาจรู้ได้ ลูกเองตอนนั้นก็มัวแต่ตกใจที่พี่รองร้องไห้ เลยไม่ทันสนใจเรื่องอื่น

ในเมื่อหลักฐานพยานไม่อาจชี้ชัดได้ว่าผู้ใดผิดหรือถูก ไม่สู้ท่านพ่อปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป ทำการตักเตือนพี่สาวทั้งสองพอหอมปากหอมคอ หรือว่าอยากจะลงโทษจริง จะลงโทษแต่พี่สาม คนอื่นจะเอาไปติฉินนินทาเอาได้ ว่าท่านพ่อไม่ยุติธรรม แล้วจะยิ่งสร้างความร้าวฉานในหมู่พี่น้องมากไปกว่าเดิมอีก"

เสวี่ยหลินเฟยคิดว่าหากจะพูดความจริงออกมาตามตรง บิดาคงไม่มีทางเชื่อว่าบุตรสาวคนโปรดของท่านเป็นฝ่ายหาเรื่องพี่สามก่อน แล้วทุกครั้งที่มีเรื่องก็มักจะเป็นพี่รองที่ไปยั่วยุให้พี่สามระเบิดอารมณ์ออกมานางจึงตัดสินใจพูดนำทางให้บิดาได้คิดตาม หากเอาคำพูดติฉินของผู้อื่นมาเป็นข้ออ้างมีหรือบิดาจะไม่ใส่ใจ

ฮูหยินใหญ่ที่อยู่ ๆ ถูกเด็กหญิงพูดแทรกขึ้นมา ตอนแรกก็นึกโกรธนางอยู่หรอก แต่พอได้ฟังสิ่งที่นางพูด ก็ทำใจสงบลงได้ หากจินเอ๋อร์ไม่พ้นถูกทำโทษจริง ก็ขอให้คนที่ชอบมีเรื่องกับบุตรสาวของนาง ได้รับโทษด้วยเหมือนกัน

ฝ่ายเสวี่ยซินหยูที่หวังว่าน้องสาวจะพูดเข้าข้างตนเองเหมือนทุกครั้ง รู้สึกเหมือนมีค้อนหนัก ๆ มาทุบหน้าให้แตกละเอียดออกเป็นเสี่ยง ๆ คำพูดของน้องสี่ชี้ชวนท่านพ่อตัดสินได้สองทาง คือปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปกับเอาโทษทั้งนางแล้วก็น้องสาม ซึ่งนางไม่เข้าใจว่าเจตนาของน้องสี่อยากจะช่วยหรืออยากเห็นนางถูกท่านพ่อลงโทษกันแน่

อนุเฉินจ้องมองเด็กหญิงวัยหกขวบ ที่พูดจาเกินกว่าเด็กทั่วไป ราวกับไม่เคยเห็นมาก่อน ที่ผ่านมานางคิดว่าความเอ็นดูและความรักที่นางกับลูกมอบให้ จะทำให้คุณหนูสี่กลายเป็นแมวเชื่อง คอยเดินตามหลังซินเอ๋อร์ของนางเสียอีก นางพยายามกดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมา รักษาใบหน้าหญิงสาวผู้น่าสงสารเอาไว้ กัดฟันกล่าวสนับสนุนความคิดเห็นของเด็กหญิง

“ท่านพี่ ข้าเห็นด้วยกับลูกสี่เจ้าค่ะ ถึงแม้ซินเอ๋อร์จะบริสุทธิ์ไม่มีทางคิดร้ายหรือคิดไปในทางไม่ดีกับน้อง ๆ แน่ แต่เพื่อความยุติธรรมและรักษาสายสัมพันธ์ของพี่น้องเอาไว้ ได้โปรดลงโทษซินเอ๋อร์เถอะเจ้าค่ะ”

“ท่านแม่” เสวี่ยซินหยูร้องลั่น ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยถูกทำโทษมาก่อน แม้จะทะเลาะกับน้องสามบ่อยครั้ง ทุกครั้งก็จะจบลงโดยมีแค่น้องสามกับน้องสี่เท่านั้น ที่ถูกบิดาสั่งลงโทษ เรียกได้ว่าน้องสี่เป็นคนที่รับโทษแทนนาง

อนุเฉินเห็นบุตรสาวทำท่าจะโวยวายไม่ยินยอม ก็หันไปขึงตาเขียวขุ่นใส่จนบุตรสาวยอมปิดปากเงียบ นั่งรอฟังคำตัดสินแต่โดยดี

เสวี่ยเทียนฟงไม่เคยสนใจบุตรสาวลำดับที่สี่มาก่อน แล้วที่ผ่านมาเด็กหญิงเองก็เป็นคนที่ถูกเขาสั่งลงโทษบ่อยไม่ต่างจากพี่สามของนาง เขาไม่รู้เลยว่าบุตรสาวจะมีความคิดอ่านที่เกินตัวเช่นนี้ แววตาที่จ้องมองใบหน้าเล็กจึงเจือความภูมิใจอยู่หลายส่วน

“เอาละ ข้าไม่สืบสวนว่าใครผิดหรือใครถูกอีก แต่ก็ไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ พวกเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน ต้องรักใคร่สามัคคีไม่แบ่งแยกพูดเรื่องลูกเมียเอกลูกอนุอีก ครั้งนี้ข้าจะลงโทษพวกเจ้าแค่ตีมือสิบครั้งกับนั่งคุกเข่าหน้าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษอีกสองวัน หากยังมีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ข้าจะเพิ่มโทษหนักกว่านี้แน่”

ตัดสินเสร็จ เสวี่ยเทียนฟงก็สงบใจลงได้ กลับไปทิ้งตัวลงนั่ง ส่งสายตาให้สาวใช้ที่เตรียมถือไม้เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เดินเข้ามาทำโทษบุตรสาวทั้งสองได้

เสวี่ยซินหยูที่ไม่คาดคิดว่าตนเองจะต้องถูกทำโทษด้วย ยื่นมือซ้ายออกไปตรงหน้า หยาดน้ำตาไหลรินออกมาเป็นสายตั้งแต่ยังไม่ถูกตี

เพียะ!...

“อึก!”

ความเจ็บแปล๊บแล่นริ้วไล่ขึ้นมาจากฝ่ามือข้างที่ถูกตี ริมฝีปากสั่นระริกเม้มเข้าหากันแน่น กลั้นเสียงร้องโอดโอยจากความรู้สึกเจ็บแสบเอาไว้ ขืนร้องเสียงดังออกมา ก็เสียหน้าเสียภาพพจน์ที่สร้างมากันพอดี

เสวี่ยหลินเฟยยังคงยืนก้มหน้านิ่ง ไม่ได้แหงนหน้าขึ้นมองพี่สาวคนดีถูกทำโทษ แต่ตั้งใจฟังเสียงไม้กระทบลงบนผิวเนื้อ ซึมซับเอาความรู้สึกปรีติยินดีสลักลึกเก็บไว้ในใจ

‘เป็นอย่างไรบ้างพี่สาวคนดีของข้า รสชาติของการถูกทำโทษท่านได้รับรู้แล้ว เจ็บปวดใช่หรือไม่ นี้แค่เริ่มต้นเท่านั้น...รอให้พวกเราเติบโตขึ้นกว่านี้ก่อนเถอะ ข้าจะตอบแทนความดีที่ท่านมีให้ข้าในชาติก่อนอย่างสาสมแน่นอน’

ยังมีอีกคนหนึ่งที่รู้สึกดีที่ได้เห็นคุณหนูรองเสวี่ยถูกทำโทษ แม้ว่าตนเองก็ถูกลงโทษด้วยเช่นกัน ในช่วงจังหวะที่นั่งรอให้พี่สาวถูกตีมือให้ครบนั้น นางเอนกายไปด้านหลัง กระซิบกระซาบพอให้น้องสาวได้ยินเพียงเท่านั้น

“น้องสี่เจ้าฉลาดขึ้นบ้างแล้วนี่ ไม่เป็นไม้ตีสุนัขแทนผู้อื่นอีก”

เหนือกว่าความยินดีที่ได้แก้แค้นคนที่ทำลายชีวิตนางในชาติก่อน ก็คือคำชมจากพี่สาวที่นางเคยมองข้ามมาตลอด แม้ว่าวันนี้จะไม่สามารถช่วยให้พี่สามไม่ถูกลงโทษได้ แต่เสวี่ยหลินเฟยจะทำทุกวิถีทาง ไม่ให้นางกับพี่สามต้องพบจุดจบเช่นเดิมอีก...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel