
บทย่อ
เสวี่ยหลินเฟย หญิงสาวที่เคยโง่เขลาถูกพี่สาวหลอกลวงในชาติก่อน ชาตินี้ได้รับโอกาสให้ย้อนกลับมา จึงคิดเปลี่ยนชะตาชีวิตของตนเอง และแก้แค้นในสิ่งที่ถูกกระทำในชาติก่อน
ตอนที่ 1 สิทธิ์การเลี้ยงดูคุณหนูสี่
ตอนที่ 1
สิทธิ์การเลี้ยงดูคุณหนูสี่
เรือนท้ายจวนตระกูลเสวี่ย
ภายในห้องนอนเล็กดูคับแคบลงมากกว่าปกติ จากผู้คนที่พากันยืนห้อมล้อมอยู่ภายในห้อง บนเตียงขนาดพอดีตัวกับเด็กเล็ก มีร่างของเด็กหญิงวัยหกขวบคนหนึ่งนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ใบหน้ากลมป้อมซีดเซียวไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากแตกระแหงออกเป็นขุยราวกับขาดน้ำมาแรมปี
บนขอบเตียงข้างกายของเด็กหญิง มีพี่สาวอายุราวแปดขวบนั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ยอมห่างไปไหน มือนุ่มกอบกุมมือของน้องสาวที่หมดสติไปเกือบชั่วยามแล้วตลอดเวลา ใบหน้าที่ส่อเค้าความงามตั้งแต่ยังเล็กนองไปด้วยน้ำตา
“ฮือ ๆ น้องสี่ พี่สงสารเจ้าเหลือเกิน คงจะเสียใจมากที่สูญเสียแม่ไป จนล้มป่วยเช่นนี้ เป็นพี่ไม่ดีเอง ที่ไม่ปลอบใจเจ้าให้ดี ฮือ ๆ”
“ซินเอ๋อร์ เจ้าก็อย่าเอาแต่โทษตัวเองสิ ตั้งแต่อนุเว่ยตายไป ก็มีแต่เจ้าไม่ใช่หรือ ที่อยู่เคียงข้างหลินเอ๋อร์ คอยดูแลนางแทนทุกคนที่มัวแต่วุ่นวายกับงานศพ”
เฉินซีเหม่ยเดินเข้ามาใกล้ขอบเตียง ยกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรสาว เห็นน้ำตาของคนเป็นลูกแล้ว นางก็ให้ปวดใจยิ่งนัก ยามเอื้อนเอ่ยน้ำเสียงจึงสั่นคล้ายจะร้องไห้ตามบุตรสาวไปด้วย
“ใช่แล้ว ทำไมเจ้าไม่ว่าจะเรื่องอะไร ๆ ถึงเอาแต่โทษตัวเองอยู่เลย ทั้ง ๆ ที่ในบรรดาลูกสาว เจ้าเป็นคนที่รู้จักความมากที่สุดแล้ว เป็นพี่สาวที่แสนดีของน้อง ๆ ดีจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ ถึงได้ถูกจินเอ๋อร์รังแกอยู่เรื่อยไป”
เสวี่ยเทียนฟงรีบช่วยพูดปลอบลูกสาวคนรองอีกแรง ในบรรดาลูกสาวสามคน ซินหยูเป็นลูกที่ไม่เคยทำให้เขาปวดหัว เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย และเป็นเด็กที่เจียมเนื้อเจียมตัว ว่าตนเองเป็นเพียงบุตรของอนุ ทำให้เขารักและเอ็นดูลูกสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ
“ท่านพ่อท่านแม่” ใบหน้าของเสวี่ยซินหยูยังคงเปื้อนไปด้วยน้ำตาขณะแหงนหน้าขึ้นมามองพ่อกับแม่ “อนุเว่ยก็ไม่อยู่แล้ว น้องสี่ก็ยังเล็กนัก จะปล่อยให้อยู่ที่เรือนท้ายจวนนี้คนเดียวหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามในสิ่งที่ติดอยู่ในใจขึ้นมา
เสวี่ยเทียนฟงนิ่งเงียบไป เขาเองก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ลูกสาวคนเล็กของเขาช่างอาภัพนัก ต้องมาสูญเสียมารดาพร้อมกับน้องในครรภ์ ด้วยเหตุที่ว่าเด็กในท้องตัวใหญ่เกินไป ทำให้คลอดยาก
เสวี่ยซินหยูเห็นบิดายังไม่พูดอะไรออกมา หันไปมองตามารดาครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงนุ่มนวลขึ้น
“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ จะว่าอะไรหรือไม่ หากข้าให้น้องสี่ไปอยู่ด้วยกันที่เรือนของข้า”
เฉินซีเหม่ยเห็นบุตรสาวเอ่ยเช่นนั้นแล้วก็รีบพูดจาสนับสนุนเห็นดีเห็นงามด้วย
“แม่จะว่าอะไรเล่า แม่เองก็คิดเช่นนั้นอยู่เหมือนกัน ที่ผ่านมาอนุเว่ยกับแม่ก็มีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเสมอมา หลินเอ๋อร์ก็เหมือนลูกสาวที่แม่คลอดออกมาเอง” นางพูดกับบุตรสาวจบก็หันมาจ้องหน้าสามี “ท่านพี่มีความคิดเห็นประการใดเจ้าคะ”
“จะคิดอย่างไรเล่า นอกจากคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี ซินเอ๋อร์ของพ่อช่างรู้จักความนัก รู้จักแบ่งเบาภาระ” เอ่ยชมบุตรสาวเสร็จ ก็หันมาส่งสายตาหยดย้อยให้หญิงสาวข้างกาย “เจ้าเองก็เหมือนกัน ข้าคิดไม่ผิดเลยที่ตัดสินใจให้เจ้าคอยดูแลความเรียบร้อยภายในจวน”
“ท่านพี่พูดแบบนี้แสดงว่า หลินเอ๋อร์ก็ไปอยู่กับลูกซินเอ๋อร์ได้แล้วนะสิเจ้าคะ” เฉินซีเหม่ยฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ ขอเพียงสามียืนยันให้ชัดเจน เสวี่ยหลินเฟยก็จะอยู่ในภายใต้การปกครองของนางแล้ว
ในช่วงจังหวะที่คนเป็นพ่อกำลังจะอ้าปากตัดสินใจ เสียงแหบพร่าจากคนบนเตียงก็ขัดจังหวะดึงความสนใจจากทุกคนไปเสียก่อน
“ท่านย่า...ท่านย่าเจ้าขา”
เสวี่ยเทียนฟงได้ยินบุตรสาวคนเล็กเอาแต่พร่ำเพ้อหาผู้เป็นย่า ก็ลืมเรื่องที่กำลังจะพูดไปเสียสนิท หันมาพูดเรื่องอื่นแทนเสียอย่างนั้น
“หลินเอ๋อร์ของพ่อ ช่างน่าสงสารนัก แล้วนี่ท่านหมอที่ให้ไปตามเมื่อไรจะมา”
“ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ ตอนนี้น่ากำลังจะเดินทางมาแล้ว อีกไม่นานก็ถึง” เฉินซีเหม่ยหันไปส่งสายตาให้สาวใช้คู่กาย อีกฝ่ายรีบยอบกายแล้วเดินออกจากห้องนอนของคุณหนูสี่ไป
เป็นจังหวะเดียวกันกับสาวใช้นางหนึ่ง ที่ยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าเรือนของคุณหนูสี่ วิ่งออกจากเรือนท้ายจวน ตรงไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า พอไปถึงก็เข้าไปรายงานสิ่งที่ได้ยินให้บ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่าฟัง
หญิงสูงวัยที่เป็นบ่าวติดตามฮูหยินผู้เฒ่ามาตั้งแต่แต่งเข้าตระกูลเสวี่ย ได้ฟังรายละเอียดแล้ว รีบเข้ามากระซิบกระซาบข้างหูของผู้เป็นนาย ที่กำลังนั่งจิบชารอฟังข่าวหลานสาวคนเล็กอยู่
ฮูหยินผู้เฒ่ารับรู้แล้ว รีบวางถ้วยชาลง หันไปสั่งการบ่าวคนสนิท ให้ไปจัดการทุกอย่างแทนตน
“จูหลง เจ้ารีบพาคนไปรับตัวหลินเอ๋อร์มาที่เรือนข้า ส่งคนไปตามท่านหมอหลี่มาให้เร็วที่สุดด้วย”
“เจ้าค่ะ”
จูหลงค้อมกายรับคำสั่งฮูหยินผู้เฒ่า รีบเดินนำหน้าสาวใช้สองนาง ออกจากเรือนตรงไปยังเรือนท้ายจวน ซึ่งแต่เดิมอนุเว่ยกับคุณหนูสี่ใช้เป็นที่พำนัก พอไปถึงก็รีบเข้าไปในห้องนอนเล็ก ค้อมกายทำความเคารพใต้เท้าเสวี่ยเล็กน้อย แล้วรายงานสาส์นที่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งมาทันที
“ฮูหยินผู้เฒ่าให้ข้ามาแจ้งใต้เท้าว่า ท่านต้องการรับตัวคุณหนูสี่ไปดูแลที่จวน ส่วนท่านหมอไม่ต้องลำบากหมอที่อนุเฉินหามาแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าท่านได้ให้คนไปตามท่านหมอที่คอยดูแลท่านเป็นประจำมาแล้วเจ้าค่ะ”
“ท่านแม่พูดมาแบบนั้นหรือ”
เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นบ่าวคนสนิทที่ติดตามมารดามานาน ยามที่เสวี่ยเทียนฟงพูดคุยด้วย น้ำเสียงจึงมีความเคารพถึงสองส่วน
“เจ้าค่ะ”
ใต้เท้าเสวี่ยมีท่าทีอิดออด เนื่องจากเขาพึ่งจะตัดสินใจให้บุตรสาวคนเล็กอยู่ในการดูแลของอนุเฉิน แล้วอีกอย่างหากมารดาเอ็นดูหลาน อยากจะได้หลานสักคนไปดูแลให้คลายเหงา เขาคิดว่าเสวี่ยซินหยูเหมาะสมที่สุด
“ท่านแม่เองก็ชราลงมากแล้ว หลินเอ๋อร์เกิดมาก็ร่างกายอ่อนแอ เดี๋ยวป่วยเป็นนั้นเป็นนี้ จะไปลำบากท่านแม่เปล่า ๆ เอาแบบนี้ เดี๋ยวข้าไปคุยกับท่านแม่ หากท่านแม่อยากมีหลานอยู่ใกล้ชิดตลอดเวลาจริง ก็ให้รับซินเอ๋อร์ไปแทน ส่วนหลินเอ๋อร์ก็ให้ซีเหม่ยดูแล” พูดจบแล้วก็ทำท่าจะเดินออกจากห้องนอนไป
จูหลงรีบเดินมาขวางหน้าเอาไว้ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมายังคงสงบนิ่งเหมือนกับท่าทางที่แสดงออก
“แต่ฮูหยินผู้เฒ่า กำชับให้ข้าพาตัวคุณหนูสี่ไปให้ได้ ส่วนคุณหนูรอง หากมีใจอยากปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าจริง ก็เชิญไปที่เรือนหลินชิวได้ตลอดเวลาเจ้าค่ะ”
เมื่อมารดาแสดงเจตนาเด่นชัดที่จะรับหลานสาวคนเล็กไปดูแลเองเช่นนี้ เสวี่ยเทียนฟงไหนเลยจะกล้าคัดค้าน
“หากท่านแม่ต้องการเช่นนั้น ข้าจะพาหลินเอ๋อร์ไปส่งที่เรือนของท่านแม่เอง”
ใต้เท้าเสวี่ยขยับเข้าไปใกล้เตียง อุ้มร่างเล็กที่ดูเหมือนจะยังไม่ได้สติขึ้นมา ไม่ลืมหันไปออกคำสั่งสาวใช้ที่ยืนรออยู่ด้านนอก
“พวกเจ้ารีบช่วยกันเก็บของของคุณหนูสี่ แล้วตามไปที่เรือนหลินชิว”
“ท่านพี่พาหลินเอ๋อร์ไปเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวทางนี้ข้าดูแลเอง” เฉินซีเหม่ยรีบเสนอตัว ก่อนจะโน้มตัวลงไปหาบุตรสาวของตัวเอง “ซินเอ๋อร์ ตามไปดูแลน้องแทนแม่ก่อนนะ แม่จัดการทางนี้เสร็จ เดี๋ยวจะรีบตามไป”
“เจ้าค่ะ” เสวี่ยซินหยูรับคำอย่างว่าง่าย เดินตามหลังบิดาไปติด ๆ
ทั้งหมดพากันมาที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเสวี่ย ท่านได้สั่งให้คนเตรียมเรือนปีก ที่อยู่ติดกับเรือนหลินชิวเอาไว้ให้หลานสาวเรียบร้อยแล้ว
หลังจากใต้เท้าเสวี่ยอุ้มร่างเล็กไปวางลงบนเตียงนอนนุ่มได้ไม่นาน ชายชราที่เป็นหมอส่วนตัวของฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินทางมาถึง
“เร็วเข้าท่านหมอ รีบตรวจอาการหลานสาวข้า”
ชายชรารีบเข้ามาตรวจร่างกายของเด็กหญิง โดยมีฮูหยินผู้เฒ่ายืนดูอยู่ไม่ห่าง เบื้องหลังของนางเป็นใต้เท้าเสวี่ยกับซินหยู ระหว่างที่ท่านหมอตรวจจับชีพจรของเด็กหญิงบนเตียงอยู่ ฮูหยินใหญ่ก็ลากตัวคุณหนูสามเสวี่ยเข้ามา
“ท่านแม่ ท่านจะลากตัวข้ามาทำไม น้องสี่นางแค่ป่วยยังไม่ได้ตายเสียหน่อย”
เสวี่ยจินหนิงหน้าหงิกงอ แววตาไม่สบอารมณ์ หลังจากถูกมารดาลากตัวมาที่เรือนของท่านย่า ทั้ง ๆ ที่นางกำลังเล่นอยู่กับเด็ก ๆ ซึ่งเป็นลูกของบ่าวในเรือนอย่างสนุกสนานอยู่แท้ ๆ
โม่หยางหลานยกมือขึ้นหยิกแขนเตือนสติบุตรสาว ไม่ลืมที่จะปิดปากไม่ให้นางส่งเสียงร้องโวยวายด้วย อาศัยช่วงจังหวะที่ทุกคนในห้องไม่สนใจ ก้มลงไปกระซิบพอให้บุตรสาวได้ยินเท่านั้น
“เจ้าหัดเอาอย่างซินหยูบ้างสิ ดูนางสิทำเป็นเสนอหน้าห่วงใยแม่หลินเฟย เจ้ารู้หรือไม่ว่าเพราะอะไร ก็เพราะหลินเฟยนางเป็นหลานสาวที่ฮูหยินผู้เฒ่าโปรดปรานอย่างไรเล่า หากเจ้าทำดีกับนางให้มาก ก็จะได้รับความเอ็นดูไปด้วย แม่เคยบอกแล้วใช่ไหม ให้มาคอยเอาอกเอาใจท่านย่าให้มาก ๆ ทรัพย์สมบัติที่ติดตัวท่านย่ามา จะได้ไม่ตกถึงมือของคนอื่น” ...
