5 - แฟนเก่า (1)
‘และถ้าฉันโทรไป... ต้องรับนะ’
แต่ถึงแม้ว่าพี่ครามจะข่มขู่อย่างน่ากลัวเอาไว้แบบนั้น ตอนที่เขาโทรเข้ามาในตอนเย็นวันเดียวกัน เธอก็ไม่กล้ากดรับสายอยู่ดี
ทีแรกเธอคิดว่าถ้าเขาโทรมาแล้วไม่รับสายในหนึ่งครั้ง อีกฝ่ายคงจะรำคาญ คงจะตัดสายแล้วเลิกโทรไปเอง แต่พี่ครามไม่เลิกราง่ายๆ พอโทรมาครั้งแรกแล้วเธอไม่รับ เขาก็โทรเข้ามาใหม่ พอไม่รับสายอีก เขาก็โทรเรื่อยๆ จนคนที่ตัดสินใจไม่ยอมรับสายตั้งแต่แรกเริ่มหวาดผวา จะกดรับตอนนี้ก็ไม่มีคำอธิบายว่าทำไมไม่ยอมรับสายด้วย ถ้ารู้ว่าจะโทรไม่เลิก เธอคงกดรับสายเพื่อตัดปัญหาไปตั้งนานแล้ว
เพราะแบบนั้น คนที่หวาดหวั่นและไม่มีคำแก้ตัวจึงโยนมือถือเข้าไปในตู้เสื้อผ้า เสียงเรียกเข้ายังคงดังไม่หยุดแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นแรงด้วยความหวาดผวา โดยเฉพาะในตอนที่จู่ๆ เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น แต่พอได้ยินเสียงเพื่อนร่วมคณะที่อยู่หอเดียวกันชวนไปกินข้าวเย็น เธอก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เกี๊ยว เราจะออกไปกินข้าว ไปด้วยกันมั้ย”
เป็นบุ้งกี๋ที่ตะโกนเข้ามา ปกติแล้วเธอมักจะไปไหนมาไหนกับบุ้งกี๋เป็นประจำเพราะอีกฝ่ายมีรถจักรยานยนต์
“ไปจ้ะ บุ้งกี๋รอแป๊บนึงนะ”
เธอเอ่ยแล้วหันไปหยิบกระเป๋าสตางค์เพียงอย่างเดียว ไม่สนใจมือถือที่ถูกโยนไปในตู้เสื้อผ้า ที่แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงส่งเสียงดังไม่หยุด จากนั้นก็เปิดประตูให้เพื่อนร่วมคณะ บุ้งกี๋ยืนรออยู่แล้ว จากนั้นทั้งคู่ก็พากันเดินลงไปชั้นล่างด้วยกัน
ทว่าในตอนที่ลงมาถึง เกี๊ยวก็พบกับคนที่พยายามโทรหาเธอไม่หยุดหย่อน...
พี่ครามนั่งอยู่บนรถบิ๊กไบค์ของตัวเอง เขาถือหมวกกันน็อกไว้ในมือ ส่วนมืออีกข้างก็ยังเอาโทรศัพท์แนบหูและโทรออกอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเขาหันมาเห็น คนตัวสูงที่สวมเสื้อยืดสีฟ้าเข้มกับกางเกงยีนขาดๆ ก็เดินทำหน้าบึ้งตึงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็ว
ซวยแล้ว...
หัวใจของเกี๊ยวแทบหยุดเต้นในตอนนั้น พี่ครามดูโกรธมาก ใบหน้าที่ปกติก็น่ากลัวอยู่แล้ว ตอนนี้แทบจะคูณไปสิบเท่า เธอถอยหลังกรูด แต่พี่ครามที่ก้าวขายาวๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอพอดี
“ฉันโทรไป ทำไมไม่รับ”
เขาถามแค่นั้น ถามด้วยน้ำเสียงดุๆ ที่เธอได้ยินทีไรก็ไม่ชินสักที หญิงสาวเผลอสะดุ้งด้วยซ้ำ จนบุ้งกี๋ที่ยืนอยู่ด้วยถึงกับหวาดผวาตาม
“ฉันถาม”
“เอ่อ...”
เธอพูดไม่ออก ได้แต่หันไปมองบุ้งกี๋ แล้วส่งยิ้มแหยราวกับขอโทษที่ทำให้ต้องมาเผชิญกับเรื่องราวและคนที่น่าหวาดกลัวอย่างพี่ครามไปด้วย ก่อนพูดจาโกหกไปเรื่อย
“เอ่อ พี่ครามโทรมาเหรอคะ หนูไม่รู้เรื่องเลย พอดีหนูไปนั่งเล่นที่ห้องเพื่อนมา ไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดไปด้วย นี่ก็ไม่ได้เอามาค่ะ”
เกี๊ยวพูดรัวเร็วอย่างมีพิรุธ แต่เธอก็ยกสองมือให้เขาดูด้วยว่าในตอนนี้เธอมีแค่กระเป๋าใบเดียวเท่านั้น
ครามจ้องมองเธอด้วยสายตาเคร่งเครียด ก่อนจะถอนหายใจออกมา และจากนั้นก็เอ่ยสั่ง
“ไปกับฉัน”
“คะ” เกี๊ยวส่งเสียงตกใจ “ไปไหนคะ คือหนูกำลังจะไปกินข้าวกับเพื่อนค่ะ”
ตอนนั้นเองที่ครามเพิ่งเห็นว่าเธอเดินลงมากับเพื่อน เขาหันไปมองจนบุ้งกี๋เหงื่อตก แล้วรีบบอกปัดอีกฝ่ายทันที
“กะ... เกี๊ยวไปกับพี่เขาก็ได้ พะ... พอดีบุ้งกี๋นัดเพื่อนไว้ เอาไว้เราไปวันหลังนะ”
คนเป็นเพื่อนร่วมคณะพูดจาติดขัด ผู้ชายตรงหน้าแค่จ้องมองเธอ แต่กลับรู้สึกเหมือนเขาถือมีดมาจ่อที่คอ
เกี๊ยวที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าราวกับจะร้องไห้ แต่ก็พยักหน้ารับโดยดี
เธอเข้าใจว่าบุ้งกี๋กลัวพี่ครามไม่ต่างจากเธอหรอก
เกี๊ยวเดินตามเขามาจนถึงรถบิ๊กไบค์ที่จอดอยู่หน้าหอ แล้วก็เหมือนเดิมที่เขาสวมหมวกกันน็อกให้ จากนั้นคำถามเดิมก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”
“พี่ครามมม...” หญิงสาวร้องโอดครวญ แต่คนที่เอ่ยแซวกลับหัวเราะเสียงเบา
“คราวนี้ไม่ตีเหรอ”
“พี่คราม”
คนตัวเล็กกว่าใช้น้ำเสียงดุกลับไปบ้าง รอบนี้เธอมองค้อนเขาด้วย แต่ครามก็แค่ผุดยิ้มที่มุมปากจนเกี๊ยวอดหมั่นไส้ไม่ได้
พี่ครามพาเธอไปกินชาบูหลังมหาวิทยาลัย ตอนที่เขาจอดรถ เจ้าตัวเอ่ยบอกเพียงแค่ร้านนี้ไม่ให้กินคนเดียว เขาเลยจำเป็นต้องพาเธอมา แต่เกี๊ยวขมวดคิ้วงุนงง พี่ครามมีเพื่อนตั้งเยอะ ทำไมจะต้องเป็นเธอด้วย
“ไม่กินเหรอ”
เขาเอ่ยถามตอนที่อีกฝ่ายนิ่งเงียบ ขณะที่หญิงสาวซึ่งกำลังคิดอะไรเพลินๆ ถึงกับสะดุ้ง
“กินค่ะ”
เกี๊ยวตอบกลับหลังจากที่เอาแต่คิดว่าพี่ครามดูแลเธอขนาดนี้เลยเหรอ ตั้งแต่ตอนที่เดินเข้ามาในร้าน เขาสั่งให้เธอนั่งรอที่โต๊ะ ส่วนตัวเองก็เป็นคนเดินไปหยิบถาดเนื้อ ผัก และอื่นๆ รวมถึงเป็นคนจัดการเททั้งหมดลงไปในหม้ออย่างคล่องแคล่ว พี่ครามเป็นคนลุกไปกดน้ำใส่แก้วให้เธอเองด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง หญิงสาวแค่รอจนทุกอย่างสุกและพร้อมกินเท่านั้น
แล้วทั้งคู่ก็ลงมือกินโดยไม่ได้พูดอะไรอีก เกี๊ยวที่นั่งเกร็งมาตั้งแต่แรกก็ผ่อนคลายลง และคงจะเป็นอย่างนั้นไปจนจบมื้ออาหาร หากไม่ได้ยินเสียงโหวกเหวกดังขึ้นตรงทางเข้า
เป็นครามที่เงยหน้ามองก่อน ขณะที่เกี๊ยวได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคยจึงหันไปมองตามบ้าง และพบว่าเป็นพี่แพทที่มากับกลุ่มเพื่อน
แพทเห็นเธอเหมือนกัน แต่เขาทำเป็นไม่สนใจ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงที่ควงมาตั้งสี่เดือนแต่ยังไม่ได้แอ้ม ทั้งๆ ที่เมื่อวานเขาเกือบจะได้เธออยู่แล้ว แต่อีเด็กนี่ก็เล่นตัวจนวินาทีสุดท้าย แต่พอเห็นว่าเกี๊ยวมากับผู้ชายที่อยู่ห้องข้างๆ เขา แพทก็เริ่มลังเล
เกี๊ยวมองพี่แพทอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้า ในเมื่อพี่แพทไม่สนใจเธอ เธอก็จะเลิกสนใจเขาแล้วเหมือนกัน
“ไม่ไปง้อเหรอ”
แต่จู่ๆ พี่ครามก็เอ่ยถาม เธอจึงทำหน้ามุ่ยพลางมองค้อนเขา
“ก็หนูกินกาแฟไปแล้วไงคะ” เด็กสาวตอบเสียงขุ่น “ตาสว่างแล้วไง”
คำตอบของเธอทำให้ครามหัวเราะแผ่วเบา เด็กนี่ยอกย้อนไปถึงเรื่องเมื่อตอนเช้า ในขณะที่คนถูกเย้าแหย่เพิ่งนึกขึ้นได้
“พี่ครามรู้จักพี่แพทด้วยเหรอคะ”
เพราะถึงจะรู้ว่าแฟนเก่าเธอชื่อแพท แต่พี่ครามก็รู้จักแค่ชื่อ ทว่าเมื่อกี้แค่หันไปมอง เขาก็เอ่ยถามเธอกลับอย่างรับรู้ว่าพี่แพทของเธอคือผู้ชายที่เพิ่งจะเดินเข้ามาในร้าน
“ก็มันอยู่ข้างห้องฉัน”
“อ่า จริงด้วยสินะคะ” พี่แพทอยู่ข้างห้องเขา เธอถึงได้ไปนั่งรอแล้วคิดว่าพี่ครามที่เดินผ่านมาเป็นพี่แพทนั่นยังไงล่ะ พี่ครามจะรู้จักหรือคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่อยู่ข้างห้องก็คงไม่แปลก
แต่เอาเถอะ เธอในตอนนี้สัญญากับตัวเองว่าจะไม่นึกถึงเรื่องของพี่แพทอีกแล้ว
“หนูไปกดน้ำนะคะ” เธอเอ่ยบอก พลางยื่นมือไปหยิบแก้วน้ำของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามมาถือไว้ด้วย “พี่ครามเอาชาเขียวเหมือนเดิมหรือเปล่า”
พอพี่ครามพยักหน้ารับ เจ้าตัวก็ลุกพรวดออกจากโต๊ะทันที เธอกลัวว่าพี่ครามจะไปกดน้ำด้วยตัวเองอีก อย่างที่บอกว่าตั้งแต่เข้ามาในร้าน เธอยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง ยังดีที่รอบนี้พี่ครามไม่ได้ปฏิเสธ
แต่พอเดินมาถึงที่กดน้ำ ตอนนั้นเองที่เธอต้องเผชิญหน้ากับคนที่เพิ่งจะสัญญากับตัวเองว่าจะไม่นึกถึงเขาอีกแล้ว...
