4 - คนที่น่ากลัวที่สุด (2)
ครามเดินเข้าไปด้านในเพียงครู่เดียวก็กลับออกมาพร้อมกับกุญแจรถและหมวกกันน็อกสองใบ เขาคว้าข้อมือเธอให้เดินตามไปอีกครั้ง อ้อมไปด้านหลังที่เป็นลานจอดรถในที่ร่ม เพิ่งรู้ในตอนนี้ว่ารถที่เขาหมายถึงเป็นรถบิ๊กไบค์สีดำสนิท คันใหญ่และดูน่ากลัวพอๆ กับเขาไม่มีผิด
หมวกแก๊ปสีดำถูกถอดออกไปโดยไม่รู้ตัว เกี๊ยวกำลังจะเงยหน้ามองเขา แต่ครามก็แค่สวมหมวกกันน็อกลงมาให้อีกครั้งแถมยังใส่สายรัดใต้คางให้ด้วย หญิงสาวผงะไปนิดหน่อย เธอไม่คุ้นชินกับการกระทำพวกนี้แม้แต่นิดเดียว
จากนั้นเจ้าของรถก็ขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์คันใหญ่ของตัวเอง เขาสตาร์ตรถรอ สวมหมวกของตัวเองเสร็จสรรพ ก่อนหันมาพยักหน้าเอ่ยเรียก
“ขึ้นมา”
“ค่ะ” หญิงสาวตอบรับอย่างว่าง่าย เรื่องซ้อนท้ายจักรยานยนต์ไม่ใช่เรื่องยากหรอก ปกติแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ก็ใช้จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะแทบทั้งหมดอยู่แล้ว เธอยังซ้อนท้ายเพื่อนตอนไปเรียนบ่อยๆ แต่นี่มันบิ๊กไบค์ เธอต้องปีนป่ายไม่ใช่เล่น
ทว่าในตอนที่กำลังจะก้าวขาขึ้นไป ครามก็หันมากระซิบถามเสียงเบา
“เจ็บหรือเปล่า”
“คะ?” เด็กสาวหยุดชะงักแล้วเงยหน้ามองเขา
“ถ้านั่งคร่อม เธอจะเจ็บหรือเปล่า” ครามถามอย่างกังวล “หมายถึง... ตรงนั้น”
“พี่คราม!”
คนถูกถามตกใจจนตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังลั่น อีกทั้งยังพลั้งมือฟาดต้นแขนเขารุนแรงจนครามสะดุ้ง ตอนนั้นเองที่เกี๊ยวเพิ่งรู้สึกตัว พอเห็นว่าอีกฝ่ายทำหน้าดุก็กลัวว่าเขาจะตีกลับ
“ขอโทษค่ะ หนูไม่ได้ตั้งใจ”
ส่วนครามที่เพิ่งตั้งสติก็ได้แค่นหัวเราะ
เขาไม่ได้โกรธหรือรู้สึกอะไรทั้งนั้น เขาแค่ตกใจ
“เธอมือหนักจังวะ”
“ขอโทษค่ะ”
เด็กเกี๊ยวเอ่ยเสียงสลด ใบหน้ากลมมีเหงื่อผุดพราว แต่ครามที่เห็นแบบนั้นก็แค่ส่ายหัว ที่ไอ้ไจ๋บอกว่าเธอกลัวเขาที่สุดคงจะจริง
แต่เขายังไม่เคยทำอะไรให้เธอกลัวเลยไม่ใช่เหรอวะ...
ช่างเหอะ
“ขึ้นมาได้ละ”
หอพักของเธอกับอู่ซ่อมรถไม่ได้อยู่ไกลกันมาก ใช้เวลาไม่นานครามก็ส่งเด็กเกี๊ยวถึงที่หมาย คนตัวเล็กกว่าค่อยๆ ปีนลงจากรถคันใหญ่ มาหยุดยืนข้างกายเขาแล้วถอดหมวกกันน็อกส่งคืนให้ ในขณะที่ครามรีบสวมหมวกแก๊ปให้เธอเหมือนเดิม
“ใส่ไว้”
เขาพูดแค่นั้น ส่วนเกี๊ยวก็พยักหน้ารับ เธอตั้งใจจะเอ่ยลาเขา แต่ครามกลับยื่นโทรศัพท์มือถือส่งให้
เธอแสร้งทำหน้าสงสัย ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้พูดหรืออธิบายอะไรเลย แต่ก็ดูออกว่าเขาจะขอเบอร์โทรศัพท์ ครามที่เห็นว่าเด็กเกี๊ยวยังคงเงียบก็ยื่นมือถือตัวเองเข้าไปใกล้อีก เขาจำเป็นต้องได้เบอร์ของเธอ อย่างน้อยๆ เลยก็เพื่อเอาไว้สอบถาม เผื่อว่าเด็กนี่อาจจะไม่สบายหลังจากที่ผ่านพ้นเรื่องอย่างว่ามา
แต่เกี๊ยวไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับเขาอีกแล้ว หลังจากที่รับมือถือจากพี่ครามมา เธอก็ใส่ตัวเลขสิบหลักลงไปมั่วๆ จะเรียกว่าเป็นความโชคดีในความโชคร้ายได้มั้ยนะที่เมื่อวานเธอออกจากห้องไปตัวเปล่า เกี๊ยวไม่ได้หยิบกระเป๋าสตางค์หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นหากใส่เบอร์มั่วไป คนตรงหน้าก็เช็กไม่ได้อยู่ดีว่านั่นเป็นเบอร์ที่แท้จริงของเธอหรือเปล่า
ทว่าในตอนที่เธอส่งมือถือคืนกลับไป แล้วอีกฝ่ายจ้องมองหน้าด้วยสายตาแปลกๆ ก็เป็นเธอเองนั่นแหละที่ลุกลี้ลุกลนจนต้องชิงมือถือเขาคืนกลับมา
“เมื่อกี้หนูใส่เลขผิดแน่เลยค่ะ พอดีเพิ่งเปลี่ยนเบอร์ใหม่ก็เลยจำไม่ได้เท่าไหร่ เดี๋ยวหนูกดให้ใหม่นะคะๆๆ” หญิงสาวเลิ่กลั่กตอนที่เอ่ยตอบ จากนั้นก็ลบหมายเลขเดิมทิ้งแล้วกรอกเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกต้องของตัวเองลงไปแทน
ครามที่เห็นแบบนั้นก็แอบหัวเราะ เขายังไม่ทันได้สงสัยอะไรด้วยซ้ำ ก็แค่มอง มองเฉยๆ ด้วย
แต่พอได้มือถือกลับคืนมาอีกรอบเขาก็จัดการกดโทรออก ปลายสายไม่มีคนรับจึงพอให้มั่นใจได้ว่าเป็นเบอร์ของเธอที่น่าจะทิ้งโทรศัพท์ไว้ที่ห้อง
ครามตัดสายทิ้งแล้วหันมาเอ่ยบอก
“ฉันโทรหาเธอแล้ว เบอร์ที่ลงท้ายด้วย 23 คือเบอร์ฉัน มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน”
หญิงสาวไม่ได้ตอบ แต่พยักหน้ารับ
ส่วนคราม... เขาไม่ได้คิดจะรอให้เธอเป็นฝ่ายโทรหาอย่างเดียว
“และถ้าฉันโทรไป...”
“...”
“ต้องรับนะ”
คำพูดที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันทำให้เธอแทบกลั้นหายใจ
ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นไปให้หมด ทั้งเรื่องพี่แพท ทั้งเรื่องพี่ครามที่เธอเสนอตัวให้เขาเองเพราะเข้าใจผิด
แต่ดูเหมือนว่าเธอจะหนีเขาไม่พ้น...
