EPISODE4
พิษรักวิศวะสุดร้าย
ENGINEER’N TOXIN
EPISODE4
เวลา 00.35 น. ณ หน้าหอวิไลวรรณ
รถสปอร์ตคันหรูสีดำจอดเทียบที่หน้าอาคารหอพักหกชั้น ความเงียบปกคลุมภายในห้องโดยสาร มีเพียงเสียงแอร์เบา ๆ และกลิ่นหอมเฉพาะตัวของคนทั้งคู่ที่ยังคงอบอวลคลอเคลีย
ผิงอันปลดสายเข็มขัดนิรภัย เตรียมตัวจะเปิดประตูลงจากรถ ทว่ามือของไวเปอร์กลับคว้าเอวบางของเธอไว้เบา ๆ แล้วรั้งร่างเล็กให้ขยับเข้ามาใกล้แผงอกหนาของเขา ไวเปอร์เกยคางลงบนไหล่มนของผิงอันอย่างถือสิทธิ์ (ที่เขาทึกทักเองอย่างเอาแต่ใจ) กลิ่นหอมหวานของเรือนผมยาวสลวยทำให้ชายหนุ่มสูดดมเข้าปอดด้วยความหลงใหล
“ปล่อยค่ะ ผิงจะเข้าหอแล้ว” ผิงอันพยายามดันแผงอกหนาออก แต่ท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยรอยสักกลับกอดรัดเอวเธอไว้แน่นขึ้น
“ให้กูจีบได้ไหม” เสียงทุ้มต่ำพึมพำข้างใบหูเนียน
“กูสัญญา...กูจะไม่ทำแบบที่ไอ้เซย์มันทำ ถึงกูจะปากร้าย ดุด่าใครแรง ๆ แต่กูจะมีเธอแค่คนเดียว”
ผิงอันนิ่งไปเล็กน้อย สัมผัสอันอบอุ่นและสายตาที่ขึงขังแต่จริงใจของไวเปอร์กำลังค่อย ๆ ซึมซาบเข้าไปในหัวใจที่แตกร้าวของเธอ หญิงสาวเป็นคนฉลาดคิดและจำทุกรายละเอียด เธอรู้ดีว่าไวเปอร์เป็นผู้ชายประเภทดุและอันตรายแค่ไหน แต่เขากลับไม่เคยแสดงท่าทีคุกคามหรือล่วงเกินเธอเกินขอบเขตเลยตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา
“พี่แน่ใจเหรอคะ ผิงเป็นคนขี้หึง แล้วผิงก็เกลียดการที่ของรักถูกล่วงล้ำที่สุด ถ้าพี่คิดจะเล่น ๆ กับผิง...ผิงสู้คนนะ” ผิงอันเอี้ยวหน้ากลับมามองเขา นัยน์ตากลมโตฉายแววดุจริงจัง
ไวเปอร์ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเรียวคมฉายแววคลั่งรักออกมาอย่างปิดไม่มิดแล้ว ชายหนุ่มประคองใบหน้าหวานไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะโน้มใบหน้าลงมาใกล้ ริมฝีปากหยักประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากบางของเธอเบา ๆ เป็นการตอบรับที่แสนหวานและหนักแน่น
สัมผัสจูบแรกแผ่วเบาแต่ร้อนผ่าว ทำให้อารมณ์ซ่านความรู้สึกแล่นพล่านไปทั่วเรือนร่างของคนทั้งคู่ ผิงอันดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจก่อนจะค่อย ๆ หลับตาลงรับสัมผัสจากอสรพิษหนุ่มที่โอบรัดเธอไว้ด้วยความรักและครอบครองอย่างเอาแต่ใจ
“อาส์...อืม” เมื่อถอนจุมพิตออกอย่างช้า ๆ ไวเปอร์สบตากับผิงอันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปตลอดกาล
“กูไม่เคยเล่นกับเรื่องของเธอ” ไวเปอร์เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป...เธอเป็นของกู ผิงอัน”
“ไหนว่าจีบ นี่เรียกว่ารวบรัดค่ะ” เธอว่าและเขาเพียงไหวไหล่ใส่
จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์บทใหม่เกิดขึ้นอย่างเงียบงันในรถหรู ความสัมพันธ์ที่เกิดจากความแตกร้าว แต่กำลังจะถูกเติมเต็มด้วยอสรพิษหนุ่ม โดยที่ผิงอันไม่รู้เลยว่าเธอจะสามารถควบคุมชายหนุ่มที่ดุดัน เย็นชา ทว่าแฝงความร้อนแรงอย่างไวเปอร์ได้ไหม หรือเธอจะเป็นเพียงแค่เหยื่อที่ถูกเขาต้อนด้วยรสสัมผัสที่มีชั้นเชิงมากกว่าเท่านั้น
เวลา 08.15 น. ณ หน้าคณะวิศวกรรมศาสตร์
ไอแดดยามเช้าของวันใหม่ส่องกระทบลงบนลานคอนกรีตกว้างหน้าตึกวิศวกรรมศาสตร์ ความเงียบสงบในยามเช้าถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดแผ่วเบาที่พัดพาเอากลิ่นไอชื้นของหยดน้ำบนพุ่มไม้รอบตัวอาคาร กลิ่นอายของความขุ่นมัวและแรงกดดันอันไร้เสียงเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ
รถสปอร์ตหรูสีดำเงาเลื่อมจอดนิ่งสนิทอยู่ตรงบริเวณจุดจอดพักหน้าอาคารเรียน เสียงเครื่องยนต์ทรงพลังที่ดับลงไม่ได้ช่วยลดความรุ่มร้อนภายในห้องโดยสารแม้แต่น้อย ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีขาวตัวในทับด้วยเสื้อช็อปของสาขาไฟฟ้านั่งเอนกายอยู่ฝั่งคนขับ มือข้างหนึ่งยกขึ้นประสานไว้ที่ท้ายทอย ขณะที่อีกข้างหนึ่งกำพวงมาลัยไว้แน่นจนข้อกระดูกปูดโปน
เซโร่ไม่ได้นอนเลยตลอดทั้งคืน นัยน์ตาคมดุดันฉายแววโรยแรงและแดงก่ำจากการกรำศึกหนักทั้งแอลกอฮอล์และอารมณ์คลั่งที่ถูกจุดขึ้นเมื่อคืนนี้ ภาพของหญิงสาวร่างเล็กผู้อยู่ในความทรงจำตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา ยิ่งย้ำเตือนให้เขาร้อนรุ่มจนแทบบ้า ยิ่งเมื่อนึกถึงวินาทีที่ท่อนแขนแกร่งแฝงลวดลายรอยสักสีดำของเพื่อนร่วมแก๊งอย่างไวเปอร์คว้าข้อมือเล็กนุ่มนั้นไปต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกถูกท้าทายและความเสียดายของรักก็ยิ่งแผดเผาในอกจนแทบกลายเป็นเถ้าถ่าน
“แม่งเอ๊ย...” เสียงทุ้มต่ำสบถออกมาเบา ๆ เซโร่ขยับตัวดึงบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ที่ริมฝีปาก ก่อนจะจุดไฟแล้วสูดควันพิษเข้าปอดลึกยาว ความจริงอันน่าหงุดหงิดกระแทกซ้ำ ๆ อยู่ในหัว เขาไม่เคยคิดว่าเรื่องราวคืนนั้นจะทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับผิงอันต้องพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี สำหรับเพลย์บอยผู้ใช้ชีวิตบนเส้นทางสายกามาอย่างเขา การมีความสัมพันธ์ทางกายกับผู้หญิงที่เสนอตัวให้ในยามเมามายเป็นเพียงเรื่องธรรมดาไร้สาระ เขาไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่เอิร์นเลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงความผิดพลาดที่ไร้สติ และเขามองว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิดที่ผิงอันจะตัดขาดเขาไปง่ายดายขนาดนี้ สาวน้อยไม่เปิดโอกาสให้เขาอธิบายหรือยื้อยุดเลย เธอใจแข็งฉิบหาย
“จะเลิกกับพี่มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกผิง” เซโร่พึมพำ
เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์คันเล็กทรงคลาสสิก มินิคูเปอร์สีดำ ที่คุ้นเคยเคลื่อนเข้ามาจอดที่ช่องจอดรถใกล้ ๆ เรียกสายตาคมดุดันของเซโร่ให้หันไปมองทันที
ร่างเล็กของผิงอันก้าวลงมาจากรถ เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้มมัดเป็นหางม้าสูงผูกริบบิ้นผ้าสีขาวสะบัดพลิ้วตามจังหวะการเดิน ผิวขาวจัดสะท้อนแสงแดดยามเช้าจนดูบริสุทธิ์ผุดผ่อง ร่างงามเสื้อช็อปสีเทาของสาขาคอมพิวเตอร์ทับเสื้อนิสิตเรียบร้อย มือเล็กหิ้วกระเป๋าเอกสารและเอกสารการเรียนไว้ในอ้อมอก กิริยาทุกอย่างของเธอช่างดูสะอาดสะอ้านและห่างไกลจากความหมองมัวทั้งปวง เซโร่ไม่รอช้า เขาดับบุหรี่ลงกับที่กักควัน แล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถ ร่างสูงโปร่งหุ่นนายแบบก้าวด้วยเท้าหนักแน่นตรงเข้าไปหาร่างเล็กทันที
“ผิง” น้ำเสียงทุ้มที่ทอดนุ่มเจือความร้อนรนดังขึ้นสกัดก้าวเดินของหญิงสาว ผิงอันชะงักเท้า ดวงตากลมโตคมสวยที่มีเสน่ห์ล้ำลึกจากเชื้อสายฝั่งมารดาเงยขึ้นมอง ร่างเล็กหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ได้มีอาการตกใจหรือหวาดหวั่น มีเพียงความเรียบนิ่งแฝงความเฉียบขาดในสายตาคู่สวยที่จ้องมองอดีตแฟนหนุ่ม เซโร่จะมาไม้ไหนอีก
“พี่เซย์...” เสียงหวานใสเอ่ยเรียบ “มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ ผิงต้องรีบไปเข้าเรียน”
“พี่ขอคุยด้วยหน่อย” เซโร่ขยับก้าวเข้าไปชิด ระยะห่างที่ลดลงทำให้กลิ่นน้ำหอมและกลิ่นบุหรี่อ่อน ๆ จากตัวเขาโชยกระทบโสตประสาทสัมผัสของหญิงสาว แต่มันกลับไม่ทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหวเหมือนในอดีตอีกต่อไป “พี่คุยตรงนี้ไม่นาน ผิงช่วยฟังพี่หน่อยได้ไหม”
“ผิงคิดว่าเราไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันแล้วนะคะ” ผิงอันขยับถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างสุภาพแต่ชัดเจนในการสร้างระยะห่าง
“เรื่องของเรามันจบไปตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อนแล้วค่ะ”
“มันยังไม่จบ!” เซโร่เอ่ยเสียงเข้มขึ้น สายตานิ่งสุขุมที่เคยใช้ข่มคนอื่นบัดนี้ฉายแววสับสนและร้อนรน ยื่นมือออกไปหมายจะจับท่อนแขนเรียวเล็ก แต่ผิงอันกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างรวดเร็ว เธอดูรังเกียจเขาขนาดนี้เชียว เรื่องคืนนั้นมันเลวร้ายจนไม่มีโอกาสเหลือให้เขาแก้ตัวเลยงั้นเหรอ สี่เดือนที่คบกันมา สี่เดือนที่เขาทนุถนอมเธออย่างดี
“อย่ามาโดนตัวผิงค่ะ” น้ำเสียงของสาวน้อยเย็นชาขึ้นมาทันตา นัยน์ตาสู้คนจ้องมองเซโร่อย่างไม่ลดละ “ผิงไม่ชอบให้คนที่ไม่ได้เป็นอะไรกันมาถูกเนื้อต้องตัว”
คำว่า ‘ไม่ได้เป็นอะไรกัน’ กระแทกเข้ากลางอกของชายหนุ่มร่างสูงอย่างจัง เซโร่ขบฟันแน่นกรามแกร่งนูนเป็นสัน ความหงุดหงิดและอารมณ์เอาแต่ใจอย่างเพลย์บอยรุมเร้าอยู่ในหัว
“ทำไมต้องทำเหมือนพี่เป็นคนอื่นขนาดนี้ด้วยผิง” เซโร่เอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ร่างสูงขยับเข้าหาเธออีกครั้งเพื่อกดดันกลาย ๆ
“เรื่องคืนนั้นพี่เมา พี่ไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นความผิดพลาด พี่ไม่ได้ชอบเอิร์นเลยสักนิด ผิงก็รู้ว่าพี่คุยกับผิงคนเดียว พี่เรียกผิงว่าแฟนคนเดียว! ทำไมผิงถึงไม่ฟังเหตุผลของพี่เลย ทำไมต้องทิ้งพี่ไปง่าย ๆ แบบนี้ มันไม่ยุติธรรมกับพี่เลยนะ ‘บี๋’ ครับ พี่เซย์ผิดขนาดนั้นเลยเหรอ”
คำว่า ‘บี๋’ ทำผิงอันกำมือแน่น แต่ก็ไม่คิดจะใจอ่อน
“บี๋ครับ...มองพี่สิ เราคบกันมาสี่เดือนแล้วนะคนดี”
“...” ผิงอันฟังถ้อยคำแก้ตัวเหล่านั้นด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบนิ่ง ทว่าดวงตากลมโตกลับฉายแววสมเพชขึ้นมาเบา ๆ ความทรงจำในคืนนั้นที่เธอเห็นเขานัวเนียกับรุ่นพี่สาวบนเคาน์เตอร์บาร์ยังคงชัดเจน รสสัมผัสและเสียงหอบหื่นหยาบโลนเหล่านั้นไม่อาจลบเลือนด้วยคำว่า ‘เมา’ ได้เลย
“ไม่ยุติธรรมเหรอคะ” ผิงอันทวนคำ นัยน์ตาคมสวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอดีตแฟนหนุ่ม
“แล้วสิ่งที่พี่เซย์ทำกับผิงล่ะคะ ยุติธรรมแล้วเหรอ พี่เซย์บอกว่ารักผิง บอกให้ผิงเชื่อใจ แต่พี่เซย์กลับไปมีความสัมพันธ์กับคนอื่นในห้องของตัวเอง ในขณะที่ผิงกำลังเป็นห่วง โทรหาพี่ พี่ไม่รับ จนต้องเดินทางไปหาพี่ ผิงเป็นคนจำทุกรายละเอียดนะคะพี่เซย์ และผิงเกลียดการที่ของที่เป็นของผิงถูกคนอื่นล่วงล้ำที่สุด”
“ผิง...”
“พี่เซย์เลือกที่จะทำมันเอง” หญิงสาวเอ่ยตัดบทเสียงเย็น
“ผิงไม่ได้ทิ้งพี่ แต่พี่เป็นคนเขวี้ยงความเชื่อใจของผิงทิ้งไปเอง เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดว่ามันไม่ยุติธรรมค่ะ”
