EPISODE9
พิษรักวิศวะสุดร้าย
ENGINEER’N TOXIN
EPISODE9
“ไม่เป็นไรผิง” น้ำใสเอ่ยปราม กัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าหาญทั้งหมดที่มี ค่อย ๆ ก้าวออกมาจากแผ่นหลังของผิงอัน แม้ขาทั้งสองข้างจะยังสั่นเทา แต่แววตากลมใสใต้กรอบแว่นกลับฉายความเด็ดเดี่ยวและดื้อรั้นอย่างถึงที่สุด
“น้ำใส! แกจะทำอะไร ชะนีแกอย่าไปยอมเขานะ!” ไบต์ร้องห้าม พยายามจะดึงแขนเพื่อนเอาไว้
แต่น้ำใสกลับชักมือออกเบา ๆ เธอหันไปส่งยิ้มที่ฝืนทนให้ผิงอันและเพื่อน ๆ “ไม่เป็นไรหรอกพวกแก เราทำได้ มันเป็นหน้าที่ของเรา พวกแกกลับไปเถอะนะ อย่ามามีเรื่องกับเขาเลย”
“แต่เธอตัวแค่นี้นะน้ำใส ยางพวกนั้นมันหนักมาก” ผิงอันแย้งเสียงเครียด ไม่ยอมหลีกทางให้ และเซโร่ก็ไม่คิดจะผ่อนปรนใด ๆ ด้วย
“เราทำได้ผิง เราไม่อยากให้เขาเอาเรื่องนี้ไปฟ้องเฮียธาร แล้วหาว่าเราอู้งาน” น้ำใสตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้หนักแน่น ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับสิงห์ร้ายที่กำลังยืนกอดอกมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน
“หนูจะยกไปให้พี่ เดี๋ยวนี้แหละค่ะ” เธอประกาศกร้าว นัยน์ตากลมใสจ้องลึกเข้าไปในความมืดมิดของเซโร่อย่างไม่ลดละ ก่อนที่เธอจะหมุนตัวเดินกลับไปที่ยางรถยนต์เส้นที่สอง ก้มลงใช้สองมือเล็ก ๆ ที่เริ่มพองแดง ออกแรงดันยางเส้นมหึมาให้กลิ้งไปข้างหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี รอยช้ำที่ลำคอของเธอแดงเถือกขึ้นจากการออกแรง หยาดเหงื่อหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นลงบนพื้นคอนกรีต ทว่าเด็กสาวกลับไม่ปริปากบ่น เธอฝืนทนต่อความเจ็บปวดและความอัปยศ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่น
ผิงอัน เมญ่า และไบต์ ได้แต่มองภาพความเข้มแข็งของเพื่อนด้วยความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่ในอก พวกเธอรู้ว่าน้ำใสกำลังปกป้องศักดิ์ศรีของตนเอง และปกป้องไม่ให้เพื่อนต้องมาเผชิญหน้ารับความเสี่ยงจากผู้ชายใจทรามคนนี้
ส่วนเซโร่ ชายหนุ่มยืนนิ่งมองแผ่นหลังเล็กที่กำลังออกแรงเข็นยางรถยนต์ด้วยท่าทีทุลักทุเล นัยน์ตาคมดุดันที่เคยว้าวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยว บัดนี้กลับฉายแววสับสนและซับซ้อนอย่างบอกไม่ถูก
เขาคาดหวังจะได้เห็นน้ำตา การร้องขอความเมตตา คาดหวังจะได้เห็นเธอถอดใจและวิ่งหนีไป ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเป็นความดื้อรั้นและการไม่ยอมสยบที่สั่นคลอนความรู้สึกดำมืดในใจของเขาอย่างรุนแรง
การที่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ยอมแบกรับความทรมานทั้งหมดไว้เพียงลำพัง เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง และปกป้องคนที่เธอรักมันคือสิ่งที่คนขี้ขลาดและมักง่ายอย่างเขา ไม่เคยทำได้เลยในชีวิต
สิงห์ร้ายขบกรามแน่น ความรู้สึกเกลียดชังที่เคยพุ่งเป้าไปที่เธอ บัดนี้เริ่มหลอมรวมกับความปรารถนาอันบิดเบี้ยวที่อยากจะเอาชนะ อยากจะปราบพยศลูกกระต่ายป่า และอยากจะฉีกทึ้งความเข้มแข็งนั้นให้แหลกคามือ เพื่อพิสูจน์ว่าโลกใบนี้ ไม่มีใครสามารถยืนหยัดต่อหน้าอำนาจของเขาได้
“พี่เซย์...” ผิงอันมองสบตาเซโร่ เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะทำแบบนี้
เซโร่ได้ยินเสียงหวานนั้น และเขาเลือกเบือนหน้าหนีสายตาของสาวน้อย เขาทนดูสายตาที่กำลังผิดหวัง และอาจจะรังเกียจเขาไม่ได้
“รอยที่คอของน้ำใส พี่ทำใช่ไหม” เธอเอ่ยถาม
ปึก!
มือบางกระแทกลงที่แผงอกกว้างของเซโร่จนร่างเขาสะท้าน แต่มือเล็ก ๆ แค่นั้นไม่สามารถทำให้เขาเจ็บปวดทางกายได้ ชายหนุ่มหันกลับมามองคนตัวเล็กตรงหน้า คนที่เคยเป็นโลกของเขา คนที่เขายังคงโหยหาไออุ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คนที่เขายังไม่สามารถลบออกไปจากใจได้
“ใช่ ถ้าพี่ทำแล้วมันทำไม มันเกี่ยวอะไรกับเธอ” เขาเลือกที่จะตอบรับตรง ๆ อย่างเลือดเย็น ทั้งที่ในใจกำลังแสบร้อนราวไฟเผา
“พี่เป็นบ้าไปแล้วสินะ พี่เซย์!!” เธอเอ่ยเสียงเครือ ไม่ใช่เพราะกลัวเขา แต่เพราะภาพน่าสงสารของน้ำใสมันสะท้อนในอก
เซโร่รุกก้าวเข้าไปใกล้ มองสบตาสาวน้อยนิ่ง
ใช่...เขากำลังบ้า เขาเสียศูนย์ตั้งแต่เสียเธอ และตอนนี้เขาก็บ้ามากพอที่จะขยี้เด็กซอมซ่อนั่น ทดแทนความเจ็บปวดจากเธอ
“พี่มันบ้าไง! บ้าตั้งแต่เธอไปกับมัน บ้าตั้งแต่เธอไปเป็นของมัน!”
เสียงของเขาดุดันราวกับทุกคำเค้นมาจากก้นบึ้งของความเจ็บปวด เดือดดาลจนอยากจะคว้าตัวเธอเข้ามากอดแล้วลากเธอออกไปจากที่นี่ พาหนีไปที่ไหนสักแห่งที่ไวเปอร์หาเธอไม่เจอ แต่สิ่งที่เขาทำได้คือ ยืนอยู่ตรงนี้ ในระยะที่ได้กลิ่นกายหอมคุ้นเคยของร่างเล็ก
มันเป็นกลิ่นหอมที่เขาเคยได้สูดดมอย่างใกล้ชิด เคยเป็นเจ้าของ ทว่าตอนนี้กลิ่นความบริสุทธิ์นั้นกลับถูกเจือปนด้วยกลิ่นน้ำหอมผู้ชายอันเย็นเยียบและกลิ่นบุหรี่มินต์บางเบา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอสรพิษเบลอง กลิ่นของไวเปอร์...ไอ้เพื่อนเวร!
สิงห์ร้ายขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน กลิ่นอายของไวเปอร์ที่ประทับอยู่บนตัวผู้หญิงของเขา มันเปรียบเสมือนน้ำกรดที่สาดรดลงบนแผลสดในก้อนเนื้ออกซ้าย ความหึงหวง ความเสียดาย และความโกรธเกรี้ยวที่ไม่อาจทวงคืน หลอมรวมกันจนกลายเป็นความบ้าคลั่งที่ไร้ขีดจำกัด
“เธอต้องการอะไรอีก พี่ให้เธอไปกับมันแล้วนี่ เธออยากเห็นพี่เป็นยังไง อยากให้พี่บ้ากว่านี้ใช่ไหม!” ประโยคที่ตะคอกออกมาเจือไปด้วยความร้าวรานอย่างถึงที่สุด เซโร่ก้าวประชิดตัวสาวน้อยอีกก้าว นัยน์ตาคมดุดันที่เคยมองโลกด้วยความเย่อหยิ่ง บัดนี้สั่นไหวและแดงก่ำราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บสาหัส
ผิงอันยืนนิ่ง ไม่ได้ก้าวถอยหลังหนี นัยน์ตากลมโตที่เคยทอดมองเขาด้วยความรักและเทิดทูน บัดนี้เหลือเพียงความว่างเปล่า
“ความบ้าคลั่งของพี่มันเกิดจากความมักง่ายของพี่เองทั้งนั้น”
ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าเชือดเฉือนลึกถึงกระดูก
“พี่เสียใจ พี่เจ็บปวด แล้วพี่มีสิทธิ์อะไรไปทำร้ายคนอื่น มีสิทธิ์อะไรไปรังแกน้ำใส! ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ พี่มันก็แค่คนขี้ขลาดที่หาที่ระบายอารมณ์ไม่ได้ เลยต้องมารังแกคนที่ไม่มีทางสู้!”
“เออ! กูมันขี้ขลาด!” เซโร่ตวาดลั่น สรรพนามที่เคยอ่อนหวานถูกฉีกทึ้งทิ้งไป “แล้วเธอจะทำไม! เดือดร้อนแทนมันนักใช่ไหมผิง อยากเป็นคนดีนักใช่ไหม สงสารอะไรมันนักหนาวะ!!”
“ไอ้เฮีย!” แพทพยายามรั้งตัวเซโร่ไว้ กลัวว่ารุ่นพี่หนุ่มจะจู่โจมผิงอัน จนอาจจะเป็นชนวนให้ไวเปอร์เปิดสงครามระหว่างเพื่อนได้
“ไอ้พี่เซย์! หยุดก้าวร้าวเพื่อนกู” ไบต์ทนไม่ไหว พุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าผิงอันเอาไว้ นัยน์ตาเฉี่ยวของหนุ่มนิเทศหน้าสวยวาวโรจน์ไปด้วยไฟโทสะ “พี่มึงทำตัวเองพังแล้วยังจะมีหน้ามาพาลใส่คนอื่นอีก สันดานแบบนี้ไงยัยผิงถึงได้ทิ้งมึงไปหาคนที่ดีกว่า”
