บทที่ 5 ติดบ่วง
ขวัญพิชชาฟังแล้วได้แต่ลอบเม้มริมฝีปาก... มากกว่าคำว่าหัวดื้อเสียอีก ผู้ชายคนนั้นมันคือซาตานร้ายชัดๆ
"ป้าอยากให้หนูขวัญ... ย้ายเข้ามาอยู่ในคฤหาสน์ตึกใหญ่ ในช่วงที่ป้ากับลุงไม่อยู่ จะได้ไหมลูก?"
คำขอร้องที่หลุดออกมาจากปากของคุณวาริน ทำให้ขวัญพิชชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!
"คะ? ย้ายเข้ามาอยู่... ในตึกใหญ่เหรอคะ" หญิงสาวทวนคำเสียงหลง ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ แค่เจอหน้ากันแวบเดียวยังแทบฆ่ากันตาย ถ้าต้องมาอยู่ร่วมชายคาเดียวกันในบ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยปราม เธอไม่อยากจะคิดเลยว่าชีวิตของเธอจะต้องเจอกับนรกขุมไหน
"ใช่จ้ะ ย้ายจากเรือนคนงานด้านหลัง มาอยู่ห้องพักแขกที่ชั้นสองนี่แหละ" คุณดนัยเสริม "ลุงอยากให้หนูมาช่วยดูแลความเรียบร้อยในบ้านแทนป้าเขา และ... ลุงหวังว่าหนูขวัญอาจจะเป็น 'เพื่อน' ที่ดีให้กับตาดินได้ คอยเตือนสติ คอยปรามเขาบ้าง ลุงเห็นว่าพวกหนูเรียนอยู่ปีสี่เหมือนกัน น่าจะคุยกันรู้เรื่อง"
คุยกันรู้เรื่อง? ขวัญพิชชาแทบอยากจะหัวเราะให้ร่า เธอเพิ่งจะตอกหน้าเขาไปเมื่อวันก่อน แถมเขายังขู่จะเอาเงินฟาดหัวซื้อตัวเธออีกต่างหาก!
ในใจของสองสามีภรรยาตระกูลสุทธิเกียรตินั้น แอบมีความหวังลึกๆ ซ่อนอยู่ พวกเขามองเห็นความงดงามและความดีงามในตัวของขวัญพิชชา หากลูกชายตัวดีที่เอาแต่ควงผู้หญิงไร้สาระ ได้มาอยู่ใกล้ชิดกับเด็กสาวที่เพียบพร้อมอย่างขวัญพิชชา บางทีความสวยและความดีของเธอ อาจจะช่วยดึงรั้งให้ลูกชายของเขาอยากอยู่ติดบ้าน เลิกทำตัวเสเพล และเปลี่ยนนิสัยไปในทางที่ดีขึ้นได้บ้าง
"แต่ว่า... ขวัญเป็นแค่ลูกแม่บ้าน จะให้ขึ้นมาอยู่บนตึกใหญ่ตีเสมอเจ้านาย มันจะไม่เหมาะสมนะคะ ขวัญเกรงใจ..." ขวัญพิชชาพยายามหาข้ออ้างเพื่อปฏิเสธอย่างสุภาพที่สุด มือเล็กบีบเข้าหากันแน่นจนชื้นเหงื่อ
"ไม่เหมาะสมอะไรกัน ลุงกับป้าเห็นหนูมาตั้งแต่เด็กๆ รักเหมือนลูกเหมือนหลาน" คุณวารินพูดตัดบทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแต่แฝงไปด้วยความเวทนา "ถือว่าป้าขอร้องเถอะนะลูก ป้าเป็นห่วงตาดินจริงๆ ถ้าไม่มีหนูขวัญคอยช่วยดู ป้าคงไปรักษาตัวอย่างไม่เป็นสุขแน่ๆ หนูถือว่าทำเพื่อทดแทนบุญคุณที่ลุงกับป้าคอยดูแลส่งเสียครอบครัวหนูมาตลอดได้ไหมจ๊ะ?"
คำว่าทดแทนบุญคุณเหมือนบ่วงบาศที่รัดคอขวัญพิชชาจนหายใจไม่ออก หญิงสาวหน้าซีดเผือด เธอรู้ดีว่าครอบครัวสุทธิเกียรติมีพระคุณต่อครอบครัวเธอมากแค่ไหน ทั้งตอนที่พ่อเธอเสียชีวิต หรือตอนที่แม่ล้มป่วยเข้าโรงพยาบาล ก็ได้คุณดนัยและคุณวารินนี่แหละที่ออกค่าใช้จ่ายดูแลให้ทั้งหมด
หากเธอปฏิเสธ ก็จะกลายเป็นคนอกตัญญู... ขวัญพิชชากลืนก้อนสะอื้นลงคอ หลับตาลงอย่างยอมจำนนต่อโชคชะตา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเธอก็เต็มไปด้วยความจำยอม
"ขวัญ... ตกลงค่ะ ขวัญจะย้ายเข้ามาอยู่ตึกใหญ่ และจะคอยดูแลความเรียบร้อยให้ในช่วงที่คุณลุงกับคุณป้าไม่อยู่ค่ะ"
รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของสองสามีภรรยาทันที พวกท่านกล่าวขอบใจเธออีกหลายคำ ก่อนจะอนุญาตให้เธอไปพักผ่อนได้
ขวัญพิชชาเดินออกมาจากห้องนั่งเล่นด้วยความรู้สึกเหมือนคนไร้วิญญาณ ก้าวแต่ละก้าวช่างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยลูกเหล็ก เธอตกลงรับปากไปแล้ว... รับปากว่าจะเอาชีวิตตัวเองไปแขวนไว้บนเส้นด้ายในกรงของซาตานร้าย
หญิงสาวเดินเหม่อลอยไปตามโถงทางเดินที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าคริสตัลหรูหรา เพื่อจะมุ่งหน้ากลับไปยังห้องครัวด้านหลัง ทว่า... ทันทีที่เธอเลี้ยวพ้นมุมเสาหินอ่อนบานใหญ่ ร่างบางก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์ที่ยืนขวางทางอยู่อย่างจัง!
"อุ๊ย!"
ขวัญพิชชาเซถอยหลังไปสองก้าว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ อันเป็นเอกลักษณ์ลอยเตะจมูก ทำให้เธอรู้ทันทีว่าคนที่เธอเดินชนคือใคร แดนดินยืนกอดอกพิงผนังด้วยท่าทางสบายๆ แต่แววตาที่มองตรงมานั้นดุดันและเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ร่างสูงสวมเพียงกางเกงสแล็คสีดำและเสื้อเชิ้ตปลดกระดุมบนสามเม็ด เผยให้เห็นแผงอกแกร่งและสร้อยคอเงินรูปเกียร์ที่ห้อยติดตัวอยู่เสมอ
"เดินใจลอยอะไรมาล่ะ หรือว่ากำลังฝันหวาน... ว่าจะได้ขึ้นเตียงเป็นคุณผู้หญิงของบ้านนี้จริงๆ?"
คำพูดดูถูกเหยียดหยามดังขึ้นทันทีที่เจอหน้า ขวัญพิชชาเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความโกรธจัดที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในวินาทีนั้น
"ฉันไม่ได้คิดฝันอะไรบ้าๆ แบบนั้น! คุณลุงคุณป้าแค่ขอให้ฉันมาช่วยดูแลบ้านตอนที่พวกท่านไม่อยู่ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องต่ำๆ อย่างที่คุณคิด!" หญิงสาวตอกกลับหน้าดำหน้าแดง
"เหรอ? ดูแลบ้าน... หรือดูแลลูกชายเจ้าของบ้านล่ะ?" แดนดินเหยียดยิ้มร้ายกาจ ขยับตัวเดินต้อนร่างบางจนขวัญพิชชาต้องถอยร่นไปติดผนังอีกฝั่ง "อย่ามาทำเป็นใสซื่อไปหน่อยเลยขวัญพิชชา เธอก็รู้ว่าพ่อแม่ฉันคิดอะไรอยู่ เสนอตัวเข้ามาอยู่ในบ้านฉันขนาดนี้ ตกลงว่า... ยอมขายตัวให้บ้านฉันแล้วงั้นสิ?"
“แดนดิน! หยาบคายที่สุด!" ขวัญพิชชาตวาดลั่น อกบางกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธจัด "ฉันทำเพราะตอบแทนบุญคุณของคุณลุงคุณป้า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนนิสัยทรามอย่างคุณ! กรุณาหลีกทางด้วย ฉันจะกลับห้อง!"
เธอพยายามจะเดินเบี่ยงหนี แต่ชายหนุ่มกลับยกแขนขึ้นยันผนัง กั้นทางเธอไว้ทั้งสองข้าง กักขังเธอไว้ในวงแขนของเขาอีกครั้ง
"ด่าเก่งจังนะ ปากดีแบบนี้ไง ฉันถึงได้ชอบ" แดนดินโน้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดพวงแก้มใส "ทำเป็นเล่นตัว หวงเนื้อหวงตัวนักหนา ทีเพื่อนของเธอที่ชื่อ... กันตาอะไรนั่น ไม่เห็นจะเล่นตัวเหมือนเธอเลยนี่"
ชื่อของเพื่อนสนิทที่หลุดออกมาจากปากเขา ทำให้ขวัญพิชชาชะงักกึก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนก
"คุณ... คุณพูดเรื่องอะไร?"
