พันธะเกียร์ร้าย ทวงหนี้รัก

22.0K · อัพเดทล่าสุด
วนาลักษณ์
14
บท
268
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

หยาดน้ำตา... ไม่เคยมีค่าสำหรับซาตาน ความเงียบสงัดยามตีสามภายในคฤหาสน์ตระกูลสุทธิเกียรติ ถูกทำลายลงด้วยเสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ร่างอรชรที่เคยหยิ่งผยองและเชิดหน้าชูตาอยู่เสมอ บัดนี้กำลังทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าอยู่บนพรมเปอร์เซียราคาแพง สองมือเล็กสั่นเทากำเข้าหากันแน่นจนข้อขาว หยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังร่วงหล่นกระทบหลังมือหยดแล้วหยดเล่า ‘ขวัญพิชชา’ ไม่เหลือศักดิ์ศรีใดๆ ให้ยึดเหนี่ยวอีกต่อไป เมื่อชีวิตของ ‘กวิน’ น้องชายสายเลือดเดียวกันกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายจากภาวะเลือดออกในสมอง และความหวังเดียวที่จะต่อลมหายใจให้น้องชายได้ คือเงินค่าผ่าตัดจำนวน ‘หนึ่งล้านสองแสนบาท’ ที่เธอไม่มีวันหามาได้ทันภายในคืนนี้ นอกจากจะต้องขายวิญญาณให้กับผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า... ‘แดนดิน’ ทายาทคนเล็กของตระกูลสุทธิเกียรติ ยืนล้วงกระเป๋ามองดูความพังทลายของลูกสาวหัวหน้าแม่บ้านด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาเรียบสนิท ไร้ซึ่งความเวทนาปรานี ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพบุตรนั้น ซุกซ่อนสัญชาตญาณของนักล่าที่กำลังรอตะครุบเหยื่อที่เดินเข้ามาติดกับดักด้วยความเต็มใจ “เงินหนึ่งล้านสองแสนบาท แลกกับชีวิตน้องชายเธอ... มันก็คุ้มค่าดีนะ ขวัญพิชชา” น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นชาเอ่ยทำลายความเงียบ แดนดินย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าหญิงสาว มือหนาเชยคางมนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขา “คุณแดนดิน... ฉันขอร้อง... ได้โปรดช่วยกวินด้วย...” ขวัญพิชชาละล่ำละลักอ้อนวอน เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ “ฉันยอมแล้ว... ฉันยอมทำตามที่คุณต้องการทุกอย่าง จะให้ฉันทำงานเป็นทาสรับใช้คุณไปตลอดชีวิตฉันก็ยอม ขอแค่คุณจ่ายค่าผ่าตัดให้น้องฉัน... ฉันกราบล่ะค่ะ...” หญิงสาวทำท่าจะก้มลงกราบแทบเท้าของเขา แต่แดนดินกลับรั้งปลายคางของเธอเอาไว้แน่น บังคับให้เธอต้องสบตากับดวงตาที่วาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาและการครอบครอง “ทาสรับใช้ทำความสะอาดน่ะ บ้านฉันมีเยอะแล้ว ขวัญพิชชา...” แดนดินเหยียดยิ้มร้ายกาจ รอยยิ้มที่ทำให้คนมองต้องเสียวสันหลังวาบ “ฉันไม่เคยให้เงินใครฟรีๆ และผลตอบแทนที่ฉันต้องการจากเธอ มันมีค่ามากกว่าการปัดกวาดเช็ดถู” ขวัญพิชชาเบิกตากว้าง กลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก “คุณ... ต้องการอะไร...” “ข้อแลกเปลี่ยนของฉันง่ายนิดเดียว...” ชายหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดพวงแก้มใส “ฉันจะเซ็นเช็คจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้น้องเธอทั้งหมด แลกกับการที่เธอ... ต้องมาเป็น ‘คนรับใช้ส่วนตัว’ ของฉัน เป็นของฉันแค่คนเดียว” หัวใจของขวัญพิชชากระตุกวูบ ความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำว่า ‘ส่วนตัว’ มันชัดเจนจนน่าสะอิดสะเอียน “จำเอาไว้ให้ดี...” แดนดินกระซิบเน้นย้ำทีละคำ “ทุกอย่างที่ฉันสั่ง ไม่ว่าที่ไหน เมื่อไหร่... เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่มีสิทธิ์ขัดขืน หน้าที่ของเธอคือตอบว่า ‘ได้ค่ะ’ และก้มหน้าทำตามคำสั่งฉันเท่านั้น... จนกว่าฉันจะเบื่อแล้วโยนเธอทิ้งไปเอง ยอมรับเงื่อนไขนี้ได้ไหมล่ะ?” มันไม่ใช่ข้อเสนอ แต่มันคือ ‘สัญญานรก’ ที่ตั้งใจจะบดขยี้ศักดิ์ศรีและอิสรภาพของเธอให้จมดิน! ขวัญพิชชาหลับตาลงอย่างร้าวราน ความเกลียดชังผู้ชายตรงหน้าพุ่งทะลุขีดสุด แต่ภาพน้องชายที่นอนจมกองเลือดรอความตาย ก็บีบบังคับให้เธอไม่อาจเลือกทางเดินอื่นได้ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กล้ำกลืนความอัปยศอดสูทั้งหมดลงไปในลำคอ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาของเธอก็เหลือเพียงความว่างเปล่าและจำยอม “ฉัน... ตกลงค่ะ...” น้ำเสียงหวานใสสั่นสะท้าน “ฉันจะยอมเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของคุณ... เจ้านาย” แดนดินกระตุกยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ เขาหยัดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองดูหงส์ที่เคยเย่อหยิ่งยอมศิโรราบแทบเท้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซาตานร้ายคิดว่าเขาสามารถใช้เงินก้อนนี้ซื้อทุกอย่าง และกักขังเธอไว้ในกำมือได้ตลอดกาล โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่า... พันธะเกียร์ร้ายที่เขาเป็นคนคล้องคอเธอไว้ในคืนนี้ จะกลายเป็นบ่วงโซ่ที่รัดรึง ‘หัวใจ’ ของเขาเอง จนดิ้นไม่หลุดไปชั่วนิรันดร์!

ดราม่าโรแมนติกนิยายรักโรแมนติกนิยายปัจจุบันคนต่ำต้อยแบดบอยยกโทษ/โอกาสอีกครั้งเผด็จการรักเจ้าเล่ห์เย่อหยิ่ง

บทที่ 1 ติดบ่วง

เสียงปี่พาทย์วงใหญ่ ที่บรรเลงผ่านลำโพงบลูทูธตัวเก่าค่อยๆ เบาลงจนเงียบสนิทในที่สุด ภายในห้องซ้อมรำของคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง บรรยากาศในยามค่ำคืนของวันศุกร์เงียบสงัดกว่าปกติ นักศึกษาคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนหรือสังสรรค์รับวันหยุดสุดสัปดาห์กันหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงแต่ร่างอรชรของหญิงสาวในชุดซ้อมรำเสื้อยืดคอกลมสีขาวพอดีตัวกับโจงกระเบนสีแดงเข้ม ที่ยังคงยืนหยัดอยู่กลางห้องกระจกบานกว้าง

ขวัญพิชชาหอบหายใจเบาๆ หยาดเหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้าเรียวรูปไข่และลำคอระหง ดวงตากลมโตที่มักจะแฝงแววตาเด็ดเดี่ยวอยู่เสมอมองเงาของตัวเองในกระจก ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่ไร้เครื่องสำอางแต่งแต้มนั้นแดงเรื่อจากการออกกำลังกายอย่างหนัก เส้นผมสีดำขลับที่ยาวถึงกลางหลังถูกรวบมัดไว้ลวกๆ แต่กลับไม่อาจลดทอนความงดงามที่ธรรมชาติรังสรรค์มาให้เธอได้เลยแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาแขวนผนังที่เข็มสั้นชี้เลขเจ็ดพอดี

“หนึ่งทุ่มแล้วเหรอเนี่ย...” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่ว

ร่างบางรีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นไม้ปาร์เกต์อย่างเรียบร้อย ยกมือขึ้นพนมไหว้ครูบาอาจารย์ทางนาฏศิลป์ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะรีบลุกขึ้นเก็บข้าวของใส่กระเป๋าผ้าใบเก่งของตัวเอง วันนี้เธอซ้อมหนักกว่าปกติเพราะใกล้จะถึงวันสอบเก็บคะแนนปฏิบัติในสัปดาห์หน้า แต่ถึงจะเหนื่อยล้าจนแทบขาดใจ ขวัญพิชชาก็รู้ดีว่าเธอยังมีอีกหนึ่งหน้าที่ที่สำคัญรออยู่

จุดหมายปลายทางของเธอไม่ใช่หอพักนักศึกษาซอมซ่อที่เธอเช่าอยู่ แต่เป็น ‘คฤหาสน์ตระกูลสุทธิเกียรติ’ คฤหาสน์หลังงามราคาหลายร้อยล้านที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง สถานที่ที่ดาวเรืองผู้เป็นแม่ของเธอทำงานเป็นหัวหน้าแม่บ้านมานานนับสิบปี ขวัญพิชชาใช้เวลาเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางเกือบชั่วโมงกว่าจะมาถึงหน้าประตูรั้วอัลลอยด์สีทองอร่ามบานใหญ่ เธอยกมือไหว้ลุงยามที่คุ้นเคยกันดี ก่อนจะเดินลัดเลาะไปตามทางเดินด้านข้างที่จัดไว้สำหรับคนงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินผ่านห้องโถงใหญ่ด้านหน้า เมื่อก้าวเข้ามาในโซนห้องครัวด้านหลังคฤหาสน์ ภาพที่เห็นคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบางกำลังยืนล้างจานชามกองโตอยู่ที่อ่างล้างจานด้วยท่าทีอิดโรย

“แม่คะ ขวัญมาแล้วค่ะ” หญิงสาวรีบวางกระเป๋าลงบนโต๊ะไม้ตัวยาว แล้วปรี่เข้าไปสวมกอดผู้เป็นแม่จากด้านหลังด้วยความรักสุดหัวใจ

ดาวเรืองสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน มือที่เปื้อนฟองสบู่ยกขึ้นอย่างระมัดระวังไม่ให้เลอะเสื้อผ้าของลูก “อ้าว ยัยขวัญ ทำไมวันนี้มาดึกจังลูก กินข้าวปลามาหรือยัง ซ้อมรำเหนื่อยไหม”

“ขวัญกินขนมปังรองท้องมาแล้วค่ะ วันนี้ซ้อมหนักนิดหน่อยเพราะใกล้สอบแล้ว” ขวัญพิชชาตอบพลางดันตัวแม่ออกห่างจากอ่างล้างจานเบาๆ “แม่ไปพักเถอะค่ะ หน้าซีดหมดแล้ว เดี๋ยวที่เหลือตรงนี้ขวัญจัดการเอง”

“โอย ไม่เป็นไรหรอกลูก แค่นี้เอง แม่ทำใกล้เสร็จแล้ว วันนี้คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงท่านอยู่ทานข้าวมื้อค่ำที่บ้าน จานชามก็เลยเยอะกว่าปกตินิดหน่อย”

คำว่าคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงที่แม่พูดถึง หมายถึง คุณดนัย และ คุณวาริน สุทธิเกียรติ เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้และเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ พวกท่านมีลูกชายสองคน แต่ครอบครัวนี้มักจะยุ่งอยู่กับงานและสังคมจนแทบไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนัก โดยเฉพาะลูกชายคนเล็กของบ้าน... ผู้ชายที่ขวัญพิชชาไม่อยากเฉียดกรายเข้าใกล้มากที่สุด

“เจ้านายเขาทานเสร็จกันหมดแล้วใช่ไหมคะ” ขวัญพิชชาถามเพื่อความแน่ใจ

“จ้ะ ทานเสร็จก็แยกย้ายกันขึ้นห้องไปหมดแล้วล่ะ พวกเด็กรับใช้คนอื่นๆ แม่ก็ให้ไปพักผ่อนกันหมดแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นมาทำความสะอาดใหญ่แต่เช้า” ดาวเรืองตอบพลางถอนหายใจยาว

“ถ้าอย่างนั้นแม่ก็ยิ่งต้องไปพักค่ะ” ขวัญพิชชาทำเสียงดุอย่างไม่จริงจังนัก แย่งฟองน้ำล้างจานมาจากมือแม่ “ขวัญเห็นนะว่าแม่แอบนวดเอวตัวเองอยู่บ่อยๆ ไปอาบน้ำนอนเลยค่ะ ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหัวหน้าแม่บ้านฝึกหัดเอง”

ดาวเรืองหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดูปนเกรงใจลูกสาวที่เรียนมาเหนื่อยๆ แล้วยังต้องมาช่วยงาน แต่เมื่อเห็นสายตาเด็ดเดี่ยวของขวัญพิชชา นางจึงยอมจำนน “เอาอย่างนั้นก็ได้จ้ะ เสร็จแล้วก็รีบตามไปพักนะลูก อย่าฝืนทำจนดึกล่ะ”

“รับทราบค่ะคุณดาวเรือง!” ขวัญพิชชาทำท่าตะเบ๊ะรับคำสั่งเรียกรอยยิ้มจากคนเป็นแม่ได้อีกครั้ง

เมื่อแผ่นหลังของมารดาหายลับไปทางเรือนพักคนงานด้านหลัง ความเงียบสงัดก็โรยตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ห้องครัวขนาดใหญ่ ขวัญพิชชาจัดการล้างจานชามราคาแพงอย่างระมัดระวัง เช็ดให้แห้ง และเก็บเข้าตู้กระจกอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงเริ่มเช็ดถูเคาน์เตอร์และเก็บกวาดเศษขยะ หญิงสาวทำงานบ้านด้วยความเคยชิน เพราะเธอมาช่วยแม่ทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก จนรู้ทุกซอกทุกมุมของคฤหาสน์หลังนี้ดี

เวลาล่วงเลยไปจนเกือบห้าทุ่ม ทุกอย่างในครัวสะอาดสะอ้านหมดจด ขวัญพิชชายกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมชื้นตามไรผมอีกครั้ง เธอรู้สึกเหนียวตัวและอยากอาบน้ำเต็มทน ร่างบางหมุนตัวเตรียมจะเดินกลับไปที่เรือนพักคนงาน ทว่า... เสียงคำรามของเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ที่ดังกระหึ่มฝ่าความเงียบสงัดของยามวิกาลเข้ามาในอาณาเขตคฤหาสน์ ทำให้ฝีเท้าของหญิงสาวต้องชะงักกึก เสียงล้อรถบดเสียดสีกับพื้นถนนคอนกรีตดังเอี๊ยดแสบแก้วหู ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับลงพร้อมกับเสียงปิดประตูรถที่ดังปังสนั่น ขวัญพิชชาใจหายวาบ เธอรู้ดีว่าในบ้านหลังนี้มีเพียงคนเดียวที่ขับรถเสียงดังและกระแทกกระทั้นแบบนี้

‘แดนดิน’