บทที่ 6 ติดบ่วง
"ก็วันนี้... เพื่อนเธอเล่นทอดสะพานให้ฉันซะขนาดนั้น เสนอตัวเก่งดีนี่" แดนดินแสยะยิ้ม นัยน์ตาสีดำสนิททอประกายชั่วร้ายเมื่อเห็นว่าเขาหาจุดอ่อนของหญิงสาวเจอแล้ว "ไหนๆ เธอก็เล่นตัวหนักนัก... คืนนี้ฉันว่าจะลองโทรไปเรียกใช้บริการ เพื่อนเธอมาแก้ขัดสักหน่อยดีไหม? ดูท่าทาง... คงจะถึงใจน่าดู"
ฟางเส้นสุดท้ายในหัวของขวัญพิชชาขาดสะบั้นลงทันที ผู้ชายคนนี้เลวทรามเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้ เขาไม่เพียงแต่ดูถูกศักดิ์ศรีของเธอ แต่ยังลากเพื่อนสนิทที่แสนดีและใสซื่อของเธอมาย่ำยีด้วยคำพูดสกปรก เพียงเพื่อต้องการจะปั่นประสาทและเอาชนะเธอ!
"สารเลว!!"
เพียะ!!
เสียงฝ่ามือกระทบเข้ากับใบหน้าหล่อเหลาอย่างจังดังสนั่นลั่นโถงทางเดิน!
ขวัญพิชชาทุ่มแรงทั้งหมดที่มีตบลงบนแก้มสากของซาตานร้ายจนใบหน้าของเขาหันไปตามแรงตบ ฝ่ามือเล็กของเธอแดงเถือกและสั่นระริก หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจเอ่อคลอเบ้าตา
"คุณมันเลวทรามต่ำช้าที่สุด! อย่าเอาความคิดสกปรกของคุณไปแตะต้องเพื่อนฉันนะ!" เธอตะคอกใส่หน้าเขาทั้งน้ำตา
ความเงียบสงัดโรยตัวลงมาปกคลุมชั่วขณะ แดนดินค่อยๆ หันหน้ากลับมาอย่างช้าๆ รอยนิ้วมือทั้งห้าประทับเด่นชัดบนซีกแก้มซ้าย ปลายคางของเขามีรอยเลือดซิบจากการถูกเล็บของเธอข่วน ดวงตาคมกริบที่เคยมองอย่างเย้ยหยัน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ลุกโชนจนแทบจะแผดเผาร่างของหญิงสาวให้เป็นจุณ ไม่เคย... ไม่เคยมีใครกล้าตบหน้าเขามาก่อน!
"ชอบความรุนแรงก็ไม่บอก!" แดนดินคำรามเสียงต่ำในลำคอราวกับสัตว์ป่าที่ถูกยั่วโมโห
ไวกว่าความคิด มือหนาพุ่งเข้าบีบสันกรามของขวัญพิชชาอย่างแรงจนหญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ร่างบางเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พยายามดิ้นรนผลักไสแผงอกแกร่ง แต่เรี่ยวแรงของหญิงสาวหรือจะสู้ผู้ชายตัวโตที่กำลังอยู่ในโหมดคลุ้มคลั่งได้
"ปล่อย... อื้อ!!"
คำด่าทอถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อแดนดินกระแทกริมฝีปากหยักลึกของเขาลงบนเรียวปากสีพีชของเธออย่างดุดันและป่าเถื่อน!
ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีความปรานี มีเพียงการลงทัณฑ์และการบดขยี้เพื่อสั่งสอนให้ผู้หญิงอวดดีคนนี้รู้สำนึก! ชายหนุ่มบดเบียดริมฝีปากหนักหน่วง ฟันคมขบเม้มกลีบปากบางจนได้รสฝาดเฝื่อนของเลือด มือหนาอีกข้างรวบเอวบางให้เข้ามาแนบชิดกับแผงอกกว้างจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันขวัญพิชชาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จูบแรกในชีวิตของเธอถูกปล้นชิงไปอย่างหยาบคาย หญิงสาวดิ้นรนสุดชีวิต กำปั้นเล็กๆ ทุบตีลงบนแผ่นหลังและลาดไหล่กว้างอย่างไม่คิดชีวิต แต่ยิ่งเธอดิ้น แดนดินก็ยิ่งเพิ่มแรงบดจูบให้ลึกล้ำและรุนแรงมากขึ้น
เขาสอดแทรกปลายลิ้นร้อนระอุ เข้าไปกวาดต้อนความหอมหวานภายในโพรงปากเล็ก อย่างตะกละตะกลาม รสชาติความหวานล้ำที่ไม่ได้ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ผสมผสานกับกลิ่นหอมละมุนประจำตัวของเธอ ทำเอาสติสัมปชัญญะของซาตานร้ายเริ่มพร่ามัว จากจูบที่ตั้งใจจะลงทัณฑ์ด้วยความโกรธ กลับกลายเป็นความเร่าร้อนและหิวกระหายที่อัดแน่นไปด้วยแรงปรารถนาลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ ชายหนุ่มเริ่มปรับเปลี่ยนจังหวะการจูบให้ลึกล้ำและเรียกร้องมากขึ้น ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังบางจนร่างของหญิงสาวอ่อนระทวย ไร้เรี่ยวแรงจะขัดขืน
ขวัญพิชชารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบออกไปจนหมด หัวอกปวดร้าวไปหมด ทั้งความเจ็บปวดที่ริมฝีปาก ความหวาดกลัว และความอัปยศอดสูที่ถูกข่มเหงย่ำยี กำปั้นเล็กๆ ที่เคยทุบตีเขาเริ่มคลายออก เปลี่ยนเป็นขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นเพื่อพยุงตัวไม่ให้ทรุดลงไปกองกับพื้น
หยาดน้ำตาเม็ดโตร่วงหล่นจากหางตา ไหลอาบแก้มเนียน ร่วงหล่นกระทบลงบนหลังมือของชายหนุ่ม... สัมผัสเปียกชื้นและความสั่นเทาของร่างบางในอ้อมกอด ทำให้สติของแดนดินที่กำลังเตลิดเปิดเปิงถูกกระชากกลับมา ชายหนุ่มชะงักงัน ค่อยๆ ถอนริมฝีปากออกอย่างเชื่องช้า ลมหายใจหอบถี่สะท้าน ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจที่เคยแข็งกระด้างราวกับหินผาของแดนดินกระตุกวูบอย่างรุนแรง
ขวัญพิชชายืนพิงกำแพงอย่างหมดสภาพ ใบหน้าหวานแดงก่ำเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ริมฝีปากบวมเจ่อและมีเลือดซิบ ดวงตากลมโตที่เคยมองเขาด้วยความแข็งกร้าว บัดนี้เต็มไปด้วยความร้าวรานและหวาดผวา เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เจ็บปวดที่สุด
"ฮึก... ปล่อย... ปล่อยฉัน..."
เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาดังลอดริมฝีปากที่สั่นระริก ขวัญพิชชายกมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใครอีกต่อไป กำแพงความเข้มแข็งที่สร้างไว้พังทลายลงจนหมดสิ้น แดนดินยืนนิ่งค้าง มือหนาที่ยังคงประคองเอวบางอยู่ค่อยๆ คลายออกอย่างลืมตัว เขามองปลายนิ้วตัวเองที่ยังหลงเหลือสัมผัสความนุ่มนวลของเธออยู่ ความรู้สึกผิดแปลกประหลาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล่นริ้วเข้ามาในอก ซาตานร้ายที่เคยคิดว่าตัวเองอยู่เหนือทุกอย่าง กลับทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นน้ำตาของผู้หญิงคนนี้
ขวัญพิชชาอาศัยจังหวะที่ชายหนุ่มเผลอ รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิด ผลักอกเขาออกเต็มแรง ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีออกไปจากตรงนั้นทันที เสียงฝีเท้าของเธอวิ่งฝ่าความมืดออกไปทางเรือนพักด้านหลัง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่ค่อยๆ หายไปกับสายลม
แดนดินไม่ได้ตามไป...
