บทที่ 3 ติดบ่วง
มือที่ง้างขึ้นสั่นเทาอย่างหนัก ก่อนที่เธอจะค่อยๆ ลดมันลง เปลี่ยนจากฝ่ามือเป็นกำปั้นที่สั่นระริก
“ฉัน... ฉันเกลียดคุณ...” หญิงสาวเค้นเสียงสะอื้นลอดไรฟัน
ขวัญพิชชาใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มี รวบรวมกำลังทั้งหมดผลักกระแทกเข้าที่แผงอกกว้างของเขาอย่างแรง คราวนี้แดนดินยอมผละออกแต่โดยดี ร่างสูงเซถอยหลังไปครึ่งก้าว เปิดทางให้หญิงสาวหลุดจากการกักขัง ขวัญพิชชาไม่รอช้า เธอรีบวิ่งหนีออกไปจากห้องครัวทางประตูหลังทันที ทิ้งรองเท้าแตะของตัวเองไว้และวิ่งเท้าเปล่าไปตามทางเดินแคบๆ มุ่งหน้าสู่เรือนพักคนงานอย่างรวดเร็วราวกับหนีปีศาจร้าย เสียงฝีเท้าที่วิ่งกระแทกพื้นค่อยๆ ไกลออกไปและกลืนหายไปกับความมืด
ภายในห้องครัวที่กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง แดนดินยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขายกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองตรงตำแหน่งที่เพิ่งถูกมือเล็กๆ นั้นผลักกระแทกเมื่อครู่ แทนที่จะโกรธที่โดนผู้หญิงระดับล่างปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างสูงกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ ดวงตาคมกริบมองตามทิศทางที่หญิงสาวเพิ่งวิ่งหนีไป รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และมาดร้ายค่อยๆ คลี่ออกบนริมฝีปาก นัยน์ตาสีรัตติกาลของซาตานหนุ่มเต็มไปด้วยความพึงพอใจและสัญชาตญาณดิบของนักล่าที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์
“หึ... ฝากไว้ก่อนเถอะขวัญพิชชา” แดนดินพึมพำกับตัวเอง เสียงทุ้มต่ำดังก้องในความเงียบ “เก่งให้ได้ตลอดก็แล้วกัน เพราะยิ่งเธอพยศมากเท่าไหร่... ตอนที่ฉันจับเธอมากดไว้ใต้ร่าง... มันก็ยิ่งสนุกมากเท่านั้น”
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงยีนส์สีซีด เดินผิวปากเบาๆ อย่างอารมณ์ดีออกจากห้องครัวเพื่อกลับขึ้นห้องนอนของตัวเอง ปล่อยให้เกมการไล่ล่าเพิ่งเริ่มต้นขึ้น... และเขาจะเป็นคนกำหนดจุดจบของเกมนี้ด้วยตัวเอง
แสงแดดอ่อนๆ ยามบ่ายคล้อย สาดส่องลงมาลานหินอ่อนหน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง บรรยากาศของช่วงปลายภาคเรียนในเทอมสุดท้ายของนักศึกษาชั้นปีที่สี่เต็มไปด้วยความวุ่นวายของการเตรียมโปรเจกต์จบ แต่ถึงกระนั้น บริเวณม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่กลับมีกลุ่มนักศึกษาชายจากหลากหลายคณะมายืนออและจับกลุ่มกันอย่างผิดสังเกต สายตาทุกคู่ต่างพุ่งเป้าไปที่จุดเดียวกัน นั่นคือร่างอรชรของหญิงสาวที่กำลังนั่งร้อยมาลัยดอกไม้สำหรับใช้ในการสอบปฏิบัติ
ขวัญพิชชาในชุดนักศึกษาที่ตัดเย็บพอดีตัว กระโปรงพลีทจีบเล็กยาวกรอมเท้าตามระเบียบ แต่กลับไม่อาจซ่อนทรวดทรงองค์เอวที่งดงามราวกับนางในวรรณคดีได้เลย ใบหน้าหวานละมุนที่ประดับด้วยดวงตากลมโตและจมูกโด่งรั้นกำลังก้มมองดอกมะลิในมืออย่างจดจ่อ ผิวขาวเนียนละเอียดรับกับริมฝีปากสีพีชระเรื่อตามธรรมชาติ ทำให้เธอโดดเด่นจนใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง บางคนถึงขั้นยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแอบถ่ายรูปความสวยงามนั้นเก็บไว้
"สวยว่ะ นางฟ้าเอกนาฏศิลป์ชัดๆ" เสียงซุบซิบจากกลุ่มผู้ชายดังขึ้นเป็นระยะ แต่ขวัญพิชชาเลือกที่จะทำหูทวนลม เธอชินเสียแล้วกับสายตาเหล่านี้ และไม่ได้ให้ความสนใจกับใครทั้งสิ้น
ทว่า... บรรยากาศชื่นมื่นของเหล่าชายหนุ่มกลับถูกทำลายลงในพริบตา เมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก้าวเข้ามาในอาณาเขตลานหินอ่อน กลิ่นอายความอันตรายแผ่ซ่านออกมาก่อนที่ตัวเขาจะก้าวเข้ามาถึงเสียอีกแดนดินในชุดเสื้อช็อปวิศวะสีเลือดหมูพาดบ่า เผยให้เห็นเสื้อยืดสีดำรัดรูปที่เน้นกล้ามเนื้อแกร่ง ใบหน้าหล่อเหลาติดจะเย็นชาบึ้งตึง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ดวงตาสีรัตติกาลดุดันตวัดมองกลุ่มผู้ชายที่กำลังยืนมุงดูขวัญพิชชาด้วยสายตาเชือดเฉือนราวกับใบมีด
เพียงแค่สบตากับซาตานแห่งคณะวิศวะ กลุ่มนักศึกษาชายที่เคยยืนยิ้มระรื่นก็แทบจะหดคอหนี รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวแดนดินทำให้ไม่มีใครกล้าสบตาตอบ
"เกะกะ... พวกมึงไม่มีที่ไปกันหรือไงวะ ถึงได้มาสลอนกันอยู่ตรงนี้"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดดังขึ้น ไม่ได้ตะคอก แต่กลับทรงพลังจนทำให้วงสนทนาแตกฮือ พวกผู้ชายที่เคยมุงดูต่างพากันก้มหน้าก้มตาเดินเลี่ยงหลบออกไปอย่างรวดเร็วราวกับผึ้งแตกรัง ไม่มีใครอยากมีเรื่องกับแดนดิน ทายาทมาเฟียอสังหาริมทรัพย์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเดือดและไม่ยอมใคร
เมื่อพวกแมลงหวี่แมลงวันถูกไล่ตะเพิดไปจนหมด แดนดินก็ก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะหินอ่อนที่ขวัญพิชชานั่งอยู่ ร่างสูงล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงยีนส์ ยืนทอดสายตามองหญิงสาวที่ยังคงทำเป็นไม่สนใจเขาอย่างเงียบๆ นัยน์ตาคมกริบไล่มองตั้งแต่กลุ่มผมสีดำขลับที่ถูกรวบตึง ลำคอขาวผ่อง ไปจนถึงเรียวนิ้วสวยที่กำลังร้อยพวงมาลัยอย่างคล่องแคล่ว ความรู้สึกหงุดหงิดที่เห็นไอ้พวกหน้าจืดมาจ้องมองของของเขา... ใช่ เขาเหมาเอาเองว่าผู้หญิงคนนี้คือเป้าหมายของเขา... ทำให้เขาต้องถ่อมาถึงคณะศิลปกรรมศาสตร์ทั้งที่ไม่มีธุระอะไร
ขวัญพิชชารู้สึกได้ถึงเงาทะมึนที่บดบังแสงแดดและสายตาคุกคามที่จ้องมองมา แต่เธอกัดฟันแน่น บังคับตัวเองไม่ให้เงยหน้าขึ้นไปมองผู้ชายไร้มรรยาทที่เพิ่งคุกคามเธอเมื่อไม่กี่วันก่อนที่บ้านคฤหาสน์
"ขวัญ! รอนานไหม โทษทีนะอาจารย์ปล่อยเลทน่ะ"
เสียงใสแจ๋วของกันตาเพื่อนสนิทร่วมคณะของขวัญพิชชาดังขึ้นทำลายความอึดอัด กันตาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาเพื่อน แต่แล้วฝีเท้าของเธอก็ต้องชะงักกึก เมื่อดวงตาเบิกกว้างปะทะเข้ากับร่างสูงของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะม้านั่ง
"แดนดิน!" กันตาอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาของเธอเป็นประกายวิบวับอย่างปิดไม่มิด กันตาแอบชอบแดนดินมาตั้งแต่ปีหนึ่ง ใครๆ ในมหา'ลัยก็รู้ว่าแดนดินหล่อ รวย และแบดบอยขนาดไหน แม้จะรู้ว่าเขาเจ้าชู้และควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า แต่กันตาก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ
ขวัญพิชชาเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาหนักใจ เธอรู้ดีว่ากันตาชอบผู้ชายตรงหน้ามากแค่ไหน หญิงสาวรีบเก็บอุปกรณ์ร้อยมาลัยลงกระเป๋า "กันตา มาแล้วเหรอ เรากลับกันเถอะ ฉันร้อยมาลัยเสร็จพอดี"
"เดี๋ยวสิขวัญ จะรีบไปไหนล่ะ" กันตารีบคว้าข้อมือเพื่อนเอาไว้ ก่อนจะหันไปยิ้มหวานส่งให้แดนดิน "บังเอิญจังเลยนะแดนดิน มาทำอะไรที่คณะศิลปกรรมเหรอ หรือว่ามารอรับสาวคณะเรา"
แดนดินละสายตาจากใบหน้าเนียนใสของขวัญพิชชา หันไปเลิกคิ้วมองกันตา รอยยิ้มมุมปากที่ดูร้ายกาจและมีเสน่ห์ล้นเหลือผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แผนการบางอย่างสว่างวาบขึ้นในหัว เขาจงใจขยับตัวเข้าไปใกล้กันตามากขึ้น ทำเอาหญิงสาวหน้าแดงเถือก
"เปล่าหรอก แค่เดินผ่านมาน่ะ พอดีเห็นว่าแถวนี้... ดอกไม้สวยดี ก็เลยแวะดูสักหน่อย" แดนดินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้ม ทอดสายตาหวานเชื่อมมองกันตา แต่หางตากลับตวัดไปลอบสังเกตปฏิกิริยาของขวัญพิชชาอย่างจงใจ
"ดอกไม้อะไรกันแถวนี้ไม่มีสวนสักหน่อย แดนดินก็พูดเป็นเล่นไปได้" กันตาหัวเราะคิกคัก บิดตัวไปมาด้วยความเขินอายที่ถูกหนุ่มฮอตของมหาวิทยาลัยหยอดคำหวานใส่
