บทที่ 2 ติดบ่วง
ลูกชายคนเล็กของตระกูลสุทธิเกียรติ นักศึกษาปีสี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ผู้ชายที่ขึ้นชื่อเรื่องความหล่อเหลาราวกับเทพบุตร แต่กลับมีนิสัยดิบเถื่อน เย็นชา และเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่นเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาคือฝันร้ายที่ขวัญพิชชาพยายามหลีกหนีมาตลอด
ต้องรีบไป...
สมองสั่งการให้สองขาก้าวเดินให้เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่เข้าข้าง เมื่อร่างสูงใหญ่ของใครบางคนเดินโซเซเล็กน้อยเข้ามาทางประตูหลังที่เชื่อมต่อกับโรงรถ กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมปนเปกับกลิ่นบุหรี่และน้ำหอมราคาแพงลอยมากระทบจมูกของขวัญพิชชาก่อนที่ตัวเขาจะปรากฏให้เห็-นเสียอีก แดนดินในชุดเสื้อช็อปวิศวะสีเลือดหมูที่ปลดกระดุมออกจนเห็นเสื้อยืดสีดำด้านใน ยืนพิงกรอบประตูด้วยท่าทางเกียจคร้าน ใบหน้าหล่อเหลาที่มักจะเรียบตึงและติดจะเย็นชาอยู่เสมอนั้นแดงซ่านเล็กน้อยจากฤทธิ์แอลกอฮอล์หลังจากการแข่งรถใต้ดิน เส้นผมสีเข้มปรกหน้าผากอย่างไม่เป็นทรง แต่กลับยิ่งขับเน้นให้เขาดูเซ็กซี่และอันตรายมากยิ่งขึ้น
ดวงตาคมกริบราวกับพญาเหยี่ยวตวัดมองมายังร่างบางที่ยืนนิ่งค้างอยู่กลางห้องครัว นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาวาวโรจน์ขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงนั้น
แดนดินกวาดสายตามองขวัญพิชชาตั้งแต่หัวจรดเท้า ผู้หญิงที่สวมเพียงเสื้อยืดธรรมดากับกางเกงวอร์มตัวเก่า ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าไร้เครื่องสำอาง แต่กลับมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างประหลาด ผิวขาวเนียนละเอียดที่ชื้นเหงื่อภายใต้แสงไฟสลัวชวนให้จินตนาการเตลิดเปิดเปิง สำหรับแดนดินแล้ว ลูกสาวแม่บ้านคนนี้คือดอกไม้ป่าที่เย้ายวนที่สุด สวย สวยจนเขาอยากจะขยี้ให้แหลกคามือ สวยจนแทบอยากจะจับกลืนกินเข้าไปทั้งตัว!
“จะรีบไปไหนล่ะ... ขวัญพิชชา”
เสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าเอ่ยทักขึ้น ทำลายความเงียบในห้องครัวจนขวัญพิชชาสะดุ้งสุดตัว หญิงสาวพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ข่มความหวาดหวั่นไว้ในใจ บังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุด
“ฉันทำความสะอาดเสร็จแล้ว ขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนนะคะ คุณแดนดิน”
เธอพูดจบก็ก้มหน้าก้มตา ไม่แม้แต่จะสบตาเขา และพยายามเดินเบี่ยงออกไปทางประตูอีกฝั่งเพื่อหลบเลี่ยงการเผชิญหน้า แต่แดนดินไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครเมินเฉยใส่ โดยเฉพาะผู้หญิงที่เขาหมายตา ร่างสูงใหญ่ขยับตัวเพียงไม่กี่ก้าวก็มาขวางทางเธอไว้ได้อย่างง่ายดาย กลิ่นบุหรี่และเหล้าคละคลุ้งชัดเจนขึ้นจนขวัญพิชชาต้องกลั้นหายใจ
“หลบไปค่ะ ฉันจะกลับห้องพัก” ขวัญพิชชาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตากลมโตตวัดมองผู้ชายตรงหน้าด้วยแววตาแข็งกร้าว แตกต่างจากพวกผู้หญิงที่คอยศิโรราบให้เขาทุกคน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้แดนดินรู้สึกท้าทาย
“ฉันเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ หิวน้ำ ไปรินน้ำเย็นๆ มาให้กินหน่อยสิ ในฐานะที่เธอเป็น... ลูกจ้าง” แดนดินเหยียดยิ้มมุมปาก จงใจเน้นคำว่าลูกจ้างเพื่อกดข่มเธอ
ขวัญพิชชากัดริมฝีปากแน่น เธอกำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อเพื่อข่มอารมณ์ “หน้าที่เสิร์ฟน้ำเป็นของสาวใช้ในบ้านค่ะ ไม่ใช่ของฉัน และตอนนี้ทุกคนก็พักผ่อนกันหมดแล้ว ถ้าคุณแดนดินหิวน้ำ ตู้เย็นก็อยู่ตรงนั้น รบกวนบริการตัวเองด้วยค่ะ” พูดจบเธอก็ขยับตัวจะเดินหนีอีกครั้ง
แต่คราวนี้แดนดินหมดความอดทน ร่างสูงเอื้อมมือคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนเรียวเล็กของหญิงสาว ออกแรงกระชากเพียงนิดเดียว ร่างของขวัญพิชชาก็ปลิวหวือเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อุดมไปด้วยมัดกล้ามของเขาอย่างแรง
“โอ๊ย! ทำบ้าอะไรของคุณ ปล่อยฉันนะ!” หญิงสาวร้องอุทานด้วยความตกใจ พยายามดิ้นรนให้หลุดจากคีมเหล็กที่บีบรัดต้นแขนเธอไว้แน่น
“ทำไม? รังเกียจฉันนักหรือไง แตะนิดแตะหน่อยทำเป็นสะดีสะดิ้ง ทีตอนอยู่มหา'ลัย เห็นยิ้มระรื่นอ่อยพวกไอ้หน้าจืดคณะอื่นไปทั่วนี่!” แดนดินตะคอกเสียงต่ำ ความหงุดหงิดที่สะสมมาจากการถูกเธอหมางเมินมาตลอดบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้เขาขาดสติ
“ฉันไม่ได้อ่อยใคร! และฉันก็รังเกียจคุณ! ผู้ชายมักมากเห็นแก่ตัวอย่างคุณ แค่หายใจร่วมอากาศด้วยฉันยังสะอิดสะเอียนเลย! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้คุณแดนดิน!” ขวัญพิชชาตอกกลับอย่างไม่ลดละ เธอใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า 'ฉัน' อย่างลืมตัว ไม่หลงเหลือความเคารพใดๆ ให้กับผู้ชายคนนี้อีกต่อไป
คำว่า 'สะอิดสะเอียน' เหมือนน้ำมันที่สาดลงบนกองไฟ แดนดินขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขากระชากร่างบางให้เดินตามเขาไปไม่กี่ก้าว ก่อนจะผลักร่างของขวัญพิชชาให้แผ่นหลังบางกระแทกเข้ากับกำแพงห้องครัวอย่างแรง
“อั้ก!” ขวัญพิชชาจุกจนพูดไม่ออก
ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตั้งตัว แดนดินก็ก้าวประชิดตัว ใช้ท่อนแขนแข็งแรงทั้งสองข้างยันกำแพงคร่อมร่างของเธอเอาไว้ กักขังเธอไว้ในวงแขนของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความคุกคามโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เจือกลิ่นแอลกอฮอล์รินรดลงบนพวงแก้มใส
“เก่งนักนะ ปากดีนักนะขวัญพิชชา” แดนดินกระซิบชิดริมฝีปากบางที่กำลังเม้มแน่น สายตาของเขาจาบจ้วงโลมเลียไปทั่วใบหน้าและลำคอขาวผ่องของเธออย่างไม่ปิดบังความปรารถนา “ด่าฉันเข้าไปเถอะ ยิ่งเธอเกลียดฉันเท่าไหร่ ฉันก็ยิ่งอยากจะเอาชนะเธอมากเท่านั้น”
“คุณมันบ้าไปแล้ว ถอยออกไปนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วยจริงๆ ด้วย!” ขวัญพิชชาขู่เสียงสั่น มือเล็กยกขึ้นดันแผงอกแกร่งของเขาไว้เต็มแรง แต่มันกลับไม่สะเทือนเขาเลยแม้แต่น้อย
“ร้องสิ... ร้องให้ดังๆ เลย เอาให้พ่อกับแม่ฉันตื่นลงมาดู หรือจะให้แม่เธอตื่นมาเห็นสภาพลูกสาวตัวเองกำลังยืนให้ท่าลูกชายเจ้านายอยู่ตรงนี้ดีล่ะ?” แดนดินเลิกคิ้วท้าทาย รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นบนริมฝีปากหยักลึก
“คุณแดนดิน! คุณมันเลว!” ขวัญพิชชาด่าทอด้วยความโกรธจัด น้ำตาแห่งความคับแค้นใจรื้นขึ้นมาคลอเบ้า
“เลวแล้วไง? ความเลวของฉันนี่แหละที่ซื้อผู้หญิงมานักต่อนักแล้ว” แดนดินหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเย็นชาและตรงไปตรงมา “เลิกเล่นตัวได้แล้วขวัญพิชชา เธอก็รู้ว่าฉันต้องการเธอ... มาเป็นของฉันสิ”
คำพูดจาบจ้วงที่หลุดออกจากปากเขาทำให้ขวัญพิชชาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
“นอนกับฉัน... แล้วฉันจะจ่ายให้เธออย่างงาม มากกว่าที่แม่เธอทำงานหลังขดหลังแข็งที่นี่ทั้งปีเสียอีก อยากได้เท่าไหร่ล่ะ หลักแสน? หรือหลักล้าน ขอแค่เธอยอมอ้าขา...”
ยังไม่ทันที่คำพูดหยาบคายนั้นจะจบประโยค มือเล็กของขวัญพิชชาก็ง้างขึ้นหมายจะฟาดลงบนใบหน้าหล่อเหลานั้นให้เต็มแรงด้วยความโกรธที่พุ่งทะลุขีดสุด ศักดิ์ศรีของเธอถูกเหยียบย่ำจนป่นปี้ ผู้ชายคนนี้เห็นเธอเป็นแค่ผู้หญิงหิวเงินที่ซื้อได้ด้วยเศษขยะของเขา
แต่มือของเธอค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ... ห่างจากแก้มสากของเขาเพียงไม่กี่เซนติเมตร
แดนดินไม่ได้หลบ เขายืนนิ่ง ไม่ปัดป้อง ไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขากลับยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอมากขึ้นอีก ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเธอ ริมฝีปากเหยียดยิ้มเยาะเย้ย แววตาของเขาเต็มไปด้วยการท้าทาย
‘ตบสิ... ตบลงมาเลย’ สายตาของเขาบอกอย่างนั้น ‘แล้วมาดูกันว่าแม่ของเธอจะมีที่ซุกหัวนอน หรือมีงานทำต่อไปไหมในพรุ่งนี้เช้า’ ขวัญพิชชารู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าที่หน้ากะทันหัน ความจริงอันโหดร้ายตีแสกหน้าเธออย่างจัง... เธอทำไม่ได้... เธอตบผู้ชายคนนี้ไม่ได้ ถ้าเธอทำร้ายเขา เขาจะต้องเอาเรื่องนี้ไปลงที่แม่ของเธอแน่ๆ แม่ของเธออายุมากแล้วและรักงานที่นี่มาก ครอบครัวของเธอไม่มีเงินเก็บมากมายพอที่จะตกงานกะทันหัน ขวัญพิชชากัดริมฝีปากตัวเองจนห้อเลือด รสชาติเฝื่อนคาวของเลือดกระจายไปทั่วปาก น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลทะลักออกมาอาบสองแก้มอย่างสุดจะกลั้น
