บทที่ 4 : สงครามเย็นและพิษไข้
บทที่ 4 : สงครามเย็นและพิษไข้
แสงแดดจ้าของเช้าวันใหม่ไม่ได้ช่วยไล่ความหนาวเหน็บที่เกาะกุมหัวใจของ ฌาณิณ ให้หายไปได้เลย หญิงสาวตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดศีรษะตุบๆ เธอนอนมองเพดานห้องสีขาวสะอาดตา ความทรงจำเมื่อคืนไหลย้อนกลับมาฉายซ้ำราวกับภาพยนตร์
รสสัมผัสที่ริมฝีปาก... แรงบีบที่เอว... และคำขู่สุดท้ายก่อนลงจากรถ ‘ล็อกประตูห้องนอนให้ดี’
เธอทำตามคำสั่งเขาอย่างเคร่งครัด ล็อกกลอนถึงสองชั้น แถมยังลากเก้าอี้มาขวางประตูไว้อีกด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวเขาจะบุกเข้ามา... แต่กลัวใจตัวเองจะเผลอเดินออกไปหาเขาต่างหาก
ฌาณิณลากสังขารลุกจากเตียง อาบน้ำแต่งตัวด้วยความรู้สึกโหวงเหวง เมื่อเปิดประตูห้องนอนออกมา บรรยากาศในเพนต์เฮาส์เงียบกริบยิ่งกว่าป่าช้า ไร้เงาของเจ้าของห้อง ไม่มีโน้ต ไม่มีอาหารเช้า มีเพียงความว่างเปล่าที่ตะโกนบอกว่า... เขาออกไปแล้ว
“คนขี้ขลาด...” เธอพึมพำต่อว่าเขา (หรืออาจจะต่อว่าตัวเอง) ก่อนจะคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องไป วันนี้เธอเลือกที่จะไม่รอรถของเขา แต่เรียกแท็กซี่ไปทำงานเอง เพื่อหลีกเลี่ยงความอึดอัดที่อาจจะทำให้เธอร้องไห้ออกมา
...
Techo Architects Studio
ตลอดทั้งวัน บรรยากาศในออฟฟิศดูจะกดดันผิดปกติ พนักงานหลายคนกระซิบกระซาบกันว่าวันนี้ ‘บอส’ อารมณ์บ่อจอยสุดขีด สั่งรื้องานแผนก Landscape จนเหี้ยน และดุฝ่ายบัญชีจนหน้าถอดสี
แต่สำหรับฌาณิณ... มันแย่ยิ่งกว่าโดนดุ เพราะเตโชใช้วิธี ‘มองผ่าน’
เขาทำเหมือนเธอเป็นธาตุอากาศ เวลาเดินสวนกันเขาไม่แม้แต่จะปรายตามอง เวลาประชุมทีม Interior เขาก็คุยแต่กับหัวหน้าทีมและพี่นนท์ โดยเมินเฉยต่อความเห็นของเธออย่างสิ้นเชิง ความหมางเมินนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าการถูกตะคอกใส่หน้าเสียอีก
“น้องณิณ... ไหวไหมครับ? หน้าซีดๆ นะ” นนท์ เลื่อนเก้าอี้เข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง ช่วงบ่ายแก่ๆ หน้าของฌาณิณแดงระเรื่อแปลกๆ ดวงตาฉ่ำน้ำเหมือนคนจะมีไข้
“ณิณปวดหัวนิดหน่อยค่ะ สงสัยจะพักผ่อนน้อย” เธอยิ้มฝืนๆ ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง ตัวร้อนจี๋จนน่าตกใจ
“กลับก่อนไหม? พี่ไปบอกบอสให้”
“ไม่... ไม่เป็นไรค่ะพี่นนท์ ณิณไม่อยากใช้อภิสิทธิ์” เธอรีบปฏิเสธ ถ้าขืนไปลาป่วยกับเขาตอนนี้ เขาคงหาเรื่องว่าเธอสำออยแน่ๆ
จนกระทั่งเวลาเลิกงาน ฝนเจ้ากรรมตกลงมาอย่างหนักราวกับฟ้ารั่ว พายุฤดูร้อนทำให้การจราจรในกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต ฌาณิณยืนรอรถแท็กซี่อยู่ที่ล็อบบี้ตึกนานเกือบชั่วโมง แอปพลิเคชันเรียกรถก็ไม่มีคันไหนรับงาน อาการปวดหัวเริ่มรุนแรงขึ้นจนภาพตรงหน้าเริ่มหมุนติ้ว
รถยนต์ BMW สีดำคุ้นตาแล่นผ่านจุดรับส่งผู้โดยสารไปอย่างช้าๆ กระจกฝั่งคนขับลดลงครึ่งหนึ่ง... เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างของเตโชที่นิ่งสนิท เขาเห็นเธอ... เธอรู้ว่าเขาเห็น แต่เขากลับเลื่อนกระจกขึ้น และขับออกไปโดยไม่จอดรับ
น้ำตาเม็ดโตไหลลงมาอาบแก้มร้อนผ่าวปนกับละอองฝนที่สาดเข้ามา ‘เขาใจร้าย... ใจร้ายที่สุด’
สุดท้ายฌาณิณตัดสินใจวิ่งฝ่าฝนไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีใกล้ๆ ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วเมื่อเจอกับละอองฝนและความเย็นของแอร์ในรถไฟฟ้า ทำให้ไข้ขึ้นสูงจนเธอแทบประคองสติไม่อยู่
...
21:00 น. ณ เพนต์เฮาส์
ประตูห้องเปิดออก ฌาณิณเดินโซเซเข้ามาในห้องด้วยสภาพเปียกปอนเหมือนลูกหมาตกน้ำ ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวสั่น ห้องมืดสนิท... เขาคงยังไม่กลับ หรืออาจจะกลับมาแล้วแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องนอน
หญิงสาวไม่มีแรงแม้แต่จะเดินเข้าห้องตัวเอง เธอทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาวในห้องรับแขก ขดตัวกอดกระเป๋าถือไว้แน่นเพื่อหาไออุ่น ความร้อนในร่างกายพุ่งสูงจนเธอรู้สึกเหมือนถูกไฟเผา เปลือกตาหนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงพร้อมกับสติที่ดับวูบไป
...
‘ตึก... ตึก...’
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาใกล้ เตโชเพิ่งกลับมาจากยิมที่คอนโด เขาตั้งใจไปออกกำลังกายเพื่อระบายความหงุดหงิดที่สั่งสมมาทั้งวัน และเพื่อลบภาพใบหน้าเศร้าสร้อยของเด็กสาวที่ยืนตากฝนหน้าตึกออกไปจากหัว
แต่เมื่อไฟในห้องรับแขกถูกเปิดขึ้น ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจเขาหล่นวูบ ร่างเล็กนอนขดตัวตัวสั่นระริกอยู่บนโซฟา เสื้อผ้าเปียกชื้นแนบไปกับลำตัว ผมเผ้ายุ่งเหยิงและเปียกลู่ เตโชรีบถลาเข้าไปหาเธอทันที
“ฌาณิณ! ฌาณิณ!” เขาเรียกชื่อเธอ เขย่าตัวเบาๆ แต่เธอไม่ตอบสนอง มีเพียงเสียงครางฮือในลำคอ มือหนาแตะลงบนหน้าผากมน... ร้อน... ร้อนเหมือนไฟ!
“บ้าเอ๊ย! ตัวร้อนจี๋เลย” ความโกรธเคืองทั้งหมดหายวับไปในพริบตา เหลือเพียงความตระหนกและความเป็นห่วง เตโชช้อนร่างบางขึ้นในวงแขนอย่างง่ายดาย พาเธอเดินตรงดิ่งเข้าไปในห้องนอนใหญ่ของเขา... ไม่ใช่ห้องของเธอ
เขาวางเธอลงบนเตียงกว้างอย่างทะนุถนอม รีบไปหยิบผ้าขนหนูและกะละมังน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ มือไม้ของสถาปนิกผู้ใจเย็นเริ่มสั่นเทาเล็กน้อยขณะแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตที่เปียกชื้นของเธอออก เขาต้องเตือนตัวเองซ้ำๆ ว่า ‘นี่คือการรักษา... ไม่ใช่การล่วงเกิน’
ผิวขาวจัดของเธอแดงก่ำเพราะพิษไข้ เตโชกัดฟันข่มอารมณ์ดิบเถื่อน พยายามเช็ดตัวให้เธออย่างเบามือที่สุด ทุกลากเช็ดผ่านผิวเนียนละเอียดคือบททดสอบความอดทนชั้นยอด เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เธอเป็นเสื้อยืดตัวโคร่งของเขาเสร็จ เขาก็ห่มผ้าหนาๆ ให้ แล้วนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงไม่ห่าง
“หนาว... หนาว...” ฌาณิณละเมอออกมาเสียงสั่น ฟันกระทบกันกึกๆ แม้จะห่มผ้าแล้วแต่เธอก็ยังสั่นไม่หยุด
เตโชทนดูไม่ได้ เขาทิ้งตัวลงนอนข้างๆ ดึงร่างเล็กที่ร้อนระอุเข้ามากอดไว้แนบอก ใช้ร่างกายของตัวเองเป็นแหล่งความอบอุ่น ถ่ายเทไออุ่นให้เธอ
“ชู่ว... ไม่หนาวแล้วคนดี อาอยู่นี่” เขากระซิบปลอบโยน ลูบศีรษะทุยเบาๆ จมูกโด่งกดลงบนกลุ่มผมหอมที่เริ่มแห้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขากอดเธอโดยไม่มีเรื่องตัณหามาเจือปน... มีเพียงความห่วงใยล้วนๆ
ฌาณิณขยับตัวซุกเข้าหาไออุ่นโดยสัญชาตญาณ ใบหน้าหวานซบลงกับแผงอกกว้าง แขนเล็กๆ โอบกอดเอวสอบของเขาไว้แน่น
“พ่อจ๋า... อย่าทิ้งณิณ...” เสียงละเมอแผ่วเบานั้นกรีดหัวใจคนฟังจนเป็นแผลเหวอะหวะ
เตโชกระชับกอดเธอแน่นขึ้น ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาใส่ เขาทำบ้าอะไรลงไป? ทิ้งให้เธอตากฝน เมินเฉยใส่เธอ ทำร้ายจิตใจเธอ... ทั้งที่เขารับปากเพื่อนไว้ดิบดีว่าจะดูแล
“ขอโทษ...” เขาพึมพำกับความเงียบ กดจูบหนักๆ ลงบนขมับชื้นเหงื่อของคนป่วย “อาขอโทษ... ต่อไปนี้อาจะไม่ทิ้งเราแล้ว”
ผ่านไปนานนับชั่วโมง ลมหายใจของฌาณิณเริ่มสม่ำเสมอ อาการสั่นลดน้อยลง เตโชยังคงนอนกอดเธออยู่อย่างนั้น จ้องมองใบหน้ายามหลับใหลที่ไร้พิษสง ขนตายาวงอนทาบลงบนแก้มใส ปากนิดจมูกหน่อยที่เขาเคยอยากครอบครอง... ตอนนี้เขาแค่อยากปกป้องมันให้ดีที่สุด
แต่ในความใกล้ชิดที่แสนอ่อนโยนนี้... เขารู้ดีว่าความรู้สึกบางอย่างมันถลำลึกจนกู่ไม่กลับเสียแล้ว ความสงสาร... ความห่วงใย... ความใคร่... และความรัก มันผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
และในขณะที่เขากำลังเคลิ้มหลับไปพร้อมกับเธอ มือเล็กที่วางอยู่บนอกเขาก็ขยับเบาๆ ฌาณิณลืมตาขึ้นมา... ดวงตาฉ่ำปรอยมองเห็นคางสากที่มีไรหนวดจางๆ ของคนที่เธอนอนหนุนอยู่ เธอไม่ได้ฝัน... เขากอดเธอ
“อาเต...” เธอเรียกเสียงแหบแห้ง
เตโชก้มลงมอง “ตื่นแล้วเหรอ? หิวน้ำไหม?”
ฌาณิณส่ายหน้าช้าๆ สายตาของเธอมองเขาด้วยความตัดพ้อ “ทำไมเมื่อเย็น... ไม่รับณิณ...”
คำถามนั้นทำให้เตโชจุกในอก เขาถอนหายใจยาว ยอมรับความผิดแต่โดยดี “อา... ขอโทษ อาแค่อารมณ์ไม่ดี ไม่อยากพาลใส่เรา”
“ณิณนึกว่า... อาเกลียดณิณแล้ว” น้ำตาหยดใสไหลลงมาทางหางตา
“ไม่เคยเกลียด” เขาตอบทันควัน ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้เธอ “มีแต่อยากจะตีให้ตายที่ชอบดื้อ”
ฌาณิณยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เธอขยับหน้าเข้าไปซุกอกเขาอีกครั้ง สูดดมกลิ่นกายที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลก “อย่าใจร้ายกับณิณอีกได้ไหมคะ... ณิณเจ็บ”
ประโยคนั้นทำลายกำแพงสุดท้ายของเตโชจนราบคาบ เขาก้มลงจูบที่หน้าผากเธอเนิ่นนาน... จูบที่เหมือนคำสัญญา “ครับ... อาจะไม่ใจร้ายแล้ว นอนซะนะ”
ในค่ำคืนที่พายุฝนยังคงโหมกระหน่ำอยู่ด้านนอก ภายในห้องนอนใหญ่... พายุในใจของคนสองคนสงบลงชั่วคราว เหลือไว้เพียงความอบอุ่นที่แนบแน่น... และหัวใจสองดวงที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน โดยที่พวกเขาแกล้งลืมไปชั่วขณะว่า... พรุ่งนี้เช้า เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ความจริงที่ว่าพวกเขาเป็น ‘เพื่อนพ่อ’ กับ ‘ลูกเพื่อน’ ก็ยังคงรออยู่เหมือนเดิม
