พันธะลับเพลิงเตโช

67.0K · จบแล้ว
มาตารดา.
40
บท
513
ยอดวิว
8.0
การให้คะแนน

บทย่อ

"อย่าทำตัวน่ารำคาญ ฌาณิณ... อาไม่ใช่เพื่อนเล่นของเธอ" นั่นคือคำเตือนที่ 'เตโช' สถาปนิกหนุ่มใหญ่ผู้เคร่งขรึม มักใช้ขีดเส้นกั้นระหว่างเขากับลูกสาวของเพื่อนสนิท แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีเย็นชาและวาจาเชือดเฉือนนั้น ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายของเขากำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง เมื่อ 'ภูธเรศ' เพื่อนรักฝากฝังแก้วตาดวงใจไว้ในกำมือเขานานนับปี ความใกล้ชิดในบ้านหลังใหญ่กลับกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี เด็กสาวที่เขาเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก วันนี้กลับเติบโตเป็นหญิงสาวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันตราย ทุกครั้งที่เธอเข้าใกล้ ทุกครั้งที่เธอยิ้ม หรือแม้แต่ตอนที่เธอเรียกเขาว่า "อาเตโช" มันเหมือนน้ำมันที่ราดรดลงบนกองไฟตัณหาที่เขาพยายามกดข่มไว้ "ถ้าพ่อรู้... พ่อจะฆ่าเราทั้งคู่ไหมคะ?" คำถามนั้นควรทำให้เขาหยุด แต่ในค่ำคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ เขากลับเลือกที่จะเป็นคนเลว ด้วยการดึงเธอลงมาในหลุมพรางแห่งความลับ... ที่ไม่มีวันปีนกลับขึ้นไปได้อีกตลอดกาล

นิยายรักโรแมนติกนิยายรักรักหวานๆโรงแรม/มหาลัยโรแมนติกพระเอกเก่งนักศึกษารักต้องห้ามเจ้าเล่ห์

บทนำ : ฝากปลาย่างไว้กับเสือ

บทนำ : ฝากปลาย่างไว้กับเสือ

เสียงฝนที่ตกลงมากระทบกระจกบานใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูใจกลางเมือง ไม่ได้ช่วยชะล้างความอึดอัดที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศให้จางลงได้เลย กลับกัน มันยิ่งทำให้ความเงียบงันภายในห้องโถงกว้างขวางนั้นดูเยือกเย็นและน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น

‘เตโช’ ยืนกอดอกพิงเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน นัยน์ตาสีรัตติกาลทอดมองไปยังเพื่อนรักที่กำลังง่วนอยู่กับการกำชับลูกสาวเพียงคนเดียวเป็นครั้งสุดท้าย

“ฌาณิณ... ฟังพ่ออยู่นะลูก” เสียงของ ‘ภูธเรศ’ ชายวัยกลางคนที่ดูภูมิฐานเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง มือหนาลูบศีรษะลูกสาวที่นั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังสีเข้มอย่างรักใคร่

“หนูฟังอยู่ค่ะพ่อ” เสียงหวานใสตอบรับ แต่สายตาของเธอกลับไม่ได้จับจ้องที่ผู้เป็นพ่อ ดวงตากลมโตคู่สวยนั้นลอบมองข้ามไหล่ของบิดา ไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของเจ้าของห้องที่ยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ด้านหลัง

“ปีนึงมันไม่นานหรอก เดี๋ยวพ่อเคลียร์งานทางโน้นลงตัวพ่อจะรีบบินกลับมาเยี่ยม” ภูธเรศถอนหายใจ ก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนสนิทที่คบกันมานานกว่ายี่สิบปี “ไอ้เต... กูฝากน้องด้วยนะมึง”

เตโชละสายตาจากดวงหน้าจิ้มลิ้มของเด็กสาว แล้วเบนมาสบตาเพื่อน เขายกแก้ววิสกี้ในมือขึ้นจรดริมฝีปาก จิบของเหลวสีอำพันรสบาดคอลงไปช้าๆ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “เออ ไม่ต้องห่วง กูจะดูให้”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทุ้มลึก และดูไร้อารมณ์ตามนิสัย แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้ความสงบนิ่งนั้น... ลาวาในใจเขากำลังเริ่มระอุ

“กูไว้ใจแค่มึงจริงๆ ว่ะ” ภูธเรศเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อนรักหนักๆ “ฌาณิณเพิ่งเรียนจบ ยังไม่ทันโลกเท่าไหร่ มึงช่วยขัดเกลาหลานมันหน่อย ใช้งานได้เต็มที่เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าเป็นลูกหลานคนหนึ่ง ดุได้ ตีได้ กูอนุญาต”

ดุได้... ตีได้... คำอนุญาตนั้นทำให้มุมปากของเตโชกระตุกยิ้มหยันขึ้นมาวูบหนึ่ง ยิ้มที่ภูธเรศไม่มีวันเข้าใจความหมาย

“มึงแน่ใจเหรอภู... ว่าอยากให้กูมองลูกสาวมึงเป็น หลาน จริงๆ” เตโชถามเสียงต่ำ คล้ายเปรยกับตัวเองมากกว่าต้องการคำตอบ

“ฮ่าๆๆ มึงพูดอะไรของมึง ก็หลานสิวะ กูไปล่ะ เดี๋ยวตกเครื่อง” ภูธเรศหัวเราะร่าอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะหันไปกอดลาลูกสาวอีกครั้ง แล้วลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ออกไปจากห้อง

เสียงประตูบานใหญ่ปิดลงพร้อมกับเสียงระบบล็อกอัตโนมัติที่ทำงานดัง ‘ติ๊ด... แกร๊ก’

วินาทีนั้น... โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน ความอบอุ่นแบบครอบครัวที่ภูธเรศทิ้งไว้เมื่อครู่ มลายหายไปในพริบตา เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและกลิ่นอายอันตรายที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ของเจ้าของห้อง

เตโชวางแก้วเปล่าลงบนเคาน์เตอร์เสียงดัง กึก เขาไม่พูดอะไร ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสแล็คเนื้อดีก้าวเดินช้าๆ เข้าไปหาหญิงสาวร่างเล็กที่ยังคงนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนโซฟา

‘ฌาณิณ’ เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มรุ่นพ่อที่เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆ และกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยมาแตะจมูกเธอ มันไม่ใช่กลิ่นที่น่ารังเกียจ... แต่มันเป็นกลิ่นที่ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง

เตโชเท้าแขนทั้งสองข้างลงกับพนักพิงโซฟา กักขังร่างบอบบางไว้ในอ้อมแขนโดยไม่สัมผัสโดนตัวแม้แต่ปลายก้อย เขาโน้มใบหน้าคมคายลงมาจนระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกัน ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างแก้มเนียนใส

“พ่อเธอไปแล้ว...” เขาเอ่ยเสียงพร่า ประโยคสั้นๆ ที่มีความหมายมากกว่าคำบอกเล่า

“ค่ะ...” ฌาณิณตอบรับเสียงเบา แต่ดวงตาของเธอกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง “แล้ว... คุณอาจะเอายังไงต่อคะ?”

คิ้วเข้มเลิกขึ้นเล็กน้อยกับคำถามที่ดูเหมือนไร้เดียงสาแต่แฝงความท้าทายนั้น เตโชไล่สายตาสำรวจใบหน้าหวานหยด ตั้งแต่หน้าผากมน จมูกรั้นนิดๆ เรื่อยลงมาจนหยุดอยู่ที่ริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อ

เด็กหญิงถักเปียใส่ชุดนักเรียนคอซองที่เคยวิ่งตามเขาเมื่อสิบกว่าปีก่อน... ตายไปจากความทรงจำของเขานานแล้ว ตรงหน้าเขาตอนนี้ มีเพียงผู้หญิงวัยแรกแย้มที่ร่างกายและสายตากำลังเรียกร้องให้เขาทำลายกฎเกณฑ์ทุกอย่างที่โลกตั้งไว้

“ข้อตกลงของเรา...” เตโชกระซิบชิดใบหูเล็ก “จำได้ใช่ไหม ฌาณิณ”

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก ขนอ่อนตามร่างกายลุกชันเมื่อสัมผัสได้ถึงไอความร้อนจากร่างกายของเขา “จำได้ค่ะ... อยู่ที่นี่ ฌาณิณจะเป็นเด็กดี”

“ดี” เขาผละหน้าออกมาเล็กน้อย นิ้วหัวแม่มือแกร่งยกขึ้นไล้เบาๆ ที่กลีบปากนุ่มหยุ่นของเธอ สัมผัสหยาบโลนที่ทำให้ไฟในห้องดูสลัวลงถนัดตา “เพราะถ้าเธอดื้อ... อาคงไม่ลงโทษด้วยวิธีที่พ่อเธอทำแน่ๆ”

ดวงตาของเตโชวาวโรจน์ขึ้นท่ามกลางแสงไฟสลัว มันไม่ใช่แววตาของผู้ใหญ่ที่เอ็นดูเด็ก แต่มันคือแววตาของ ‘เสือ’ ที่กำลังประเมินเนื้อสมันน้อยที่ถูกวางใส่พานมาถวายถึงปากถ้ำ

“ไปพักผ่อนซะ ห้องเธออยู่ปีกซ้าย... และจำไว้” เขาหยุดพูด เว้นจังหวะให้ความเงียบทำงาน “หลังสี่ทุ่ม... อย่าออกมาเดินเพ่นพ่าน ถ้าไม่อยากเจอ อะไร ที่เธอรับมือไม่ไหว”

เตโชยืดตัวขึ้นเต็มความสูง หันหลังเดินกลับไปที่บาร์เหล้าโดยไม่หันกลับมามองเธออีก ทิ้งให้ฌาณิณนั่งนิ่ง หัวใจเต้นโครมครามจนแทบทะลุออกมานอกอก มือเล็กกำชายกระโปรงแน่น เธอมองแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเป... ทั้งหวาดกลัว... ตื่นเต้น... และโหยหา

พ่ออาจจะคิดว่าฝากลูกสาวไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่พ่อคงลืมไปว่า... ฟางแห้งที่วางไว้ใกล้กองไฟ ต่อให้ไม่มีลมพัด... มันก็พร้อมจะลุกไหม้ได้ด้วยตัวของมันเอง