บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 ของกำนัลวันครบรอบสิบแปดชันษา

ณ พระราชวังแห่งแคว้นซูฮวา เหล่าขุนนางและท่านอ๋องผู้ดูแลหัวเมืองต่าง ๆ ล้วนเดินทางเข้ามาร่วมเฉลิมฉลองงานวันคล้ายวันพระราชสมภพขององค์ชายซูเม่ย

"ซูเม่ยน้องข้า ไม่พบหน้าเจ้าเสียนาน บัดนี้เติบใหญ่เป็นบุรุษรูปงามเสียแล้ว" องค์ชายซูหนี่เอ่ยยิ้ม ๆ พลันเอื้อมมือเข้าไปตบบ่าผู้เป็นน้องชายเบา ๆ

"เสด็จพี่กล่าวเกินไปแล้ว" องค์ชายซูเม่ยหลุบนัยน์ตาลง พลันก้มศีรษะให้อีกฝ่าย

"ไปเถิดน้องพี่ วันนี้เป็นวันครบรอบสิบแปดปีของเจ้า พี่มีของขวัญจะมอบให้เจ้า" เรียวแขนหนาแกร่งของบุรุษพลันเอื้อมคว้าเอาท่อนแขนผอมบางของอีกคนให้เดินตามหลังเขาไปติด ๆ

บุรุษทั้งสองก้าวเดินเข้ามาหยุดยืนที่บริเวณด้านในห้องโถงขนาดย่อมอันเงียบเชียบ

องค์ชายซูหนี่ยื่นกล่องหยกใบหนาไปยังเบื้องหน้าขององค์ชายซูเม่ย "เจ้าลองเปิดดูสิ ชอบหรือไม่"

"เสด็จพี่ นี่คือสิ่งใดเช่นนั้นหรือ?"

"เจ้าลองเปิดดู ข้าตั้งใจเลือกให้เจ้า ก่อนที่จะไปยังชายแดนใต้ ข้าอยากให้เจ้าพกมันติดกายเอาไว้ เพื่อป้องกันภยันตรายจากด้านนอก"

เรียวมือคู่งามเอื้อมรับกล่องหยกด้วยความแผ่วเบา ปลายนิ้วเปิดฝากล่องออกช้า ๆ ด้านในพลันเปล่งแสงประกายวูบวาบ สะท้อนออกมาด้านนอกเสียจนรูม่านตาขององค์ชายซูเม่ยต้องหดเล็กลง

เมื่อพบว่าด้านในคือสิ่งใด พลอยให้คนที่ได้รับต้องปากอ้าตาค้าง "นะ...นี่ มิใช่ว่าคือเกล็ดมังกรพันปีหรอกหรือ เสด็จพี่ได้มาอย่างไร ล้ำค่าเกินไปแล้ว ข้าไม่สามารถรับไว้ได้หรอก"

"ซูเม่ย ข้ารู้ว่าตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เจ้าต้องพบเจอกับสิ่งใดมาบ้าง บัดนี้ถึงคราวต้องจากบ้านจากเมืองไปไกล ข้าอยากให้เจ้ารับมันไว้ คราใดที่มีสิ่งชั่วร้ายเข้ามากล้ำกราย มันจะปกป้องเจ้าเอง" ฝ่ามือหนาพลันเอื้อมลูบศีรษะของคนตัวสูงน้อยกว่าด้วยความห่วงใย

“น้องเข้าใจแล้วขอรับ” ว่าพลางองค์ชายซูเม่ยจึงรับเอาเกล็ดมังกรสีนิลมาไว้อย่างเสียไม่ได้

“เช่นนั้นเราออกไปหาเสด็จพ่อกันเถิด นี่ก็ปลีกตัวกันออกมาจากด้านในเสียนานแล้ว เกรงว่าท่านพ่อจะตามหาเอาได้” องค์ชายซูหนี่เอ่ย

“ซูเม่ย ซูหนี่ มากันแล้วหรือ?”

“ขอรับ!!” องค์ชายแห่งแคว้นซูฮวาทั้งสองตอบรับผู้เป็นประมุขแห่งแผ่นดิน และเป็นบิดาของตน

องค์ชายซูหนี่ และองค์ชายซูเม่ย เป็นพี่น้องที่กำเนิดจากฮองเฮา ส่วนบุตรชายอีกสามคนของฮ่องเต้ซูจิ้งนั้น ล้วนแล้วแต่กำเนิดจากพระสนมทั้งสิ้น

นั่นจึงเป็นเหตุให้บุตรชายคนรองอย่างองค์ชายซูหนี่ ต้องรับตำแหน่งองค์รัชทายาทไปโดยปริยาย ทว่าเมื่อฮองเฮาได้สิ้นพระชนม์ไป ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขาก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อเหล่าขุนนางต่างร้องเรียกให้ฮ่องเต้ เร่งแต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่โดยเร็ว

“น้องเล็ก เจ้าสบายดีหรือไม่?” เสียงทุ้มของบุรุษดังขึ้นจากเบื้องหลังขององค์ชายทั้งสอง

“ซูโจว มาแล้วเช่นนั้นหรือ มีสิ่งใดมอบแก่น้องชายเจ้าเล่า”

“ซูโจวคารวะเสด็จพ่อ” ซูโจวว่าพลางค้อมศีรษะเคารพผู้เป็นบิดา ก่อนยืดกายเต็มความสูงสายตาเหลือบแลไปยังองค์ชายทั้งสอง

“อา...น้องเล็กเติบใหญ่แล้วงามสง่าเลยทีเดียว พี่ใหญ่มีบางสิ่งจะมอบให้เจ้า” ว่าพลางมือหนาของบุรุษจึงส่งสัญญาณให้เหล่าบ่าวไพร่ยกกล่องขนาดใหญ่เข้ามาวางกลางท้องพระโรง

บรรดาแขกเหรื่อที่เข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลองภายในงาน เมื่อเห็นกล่องอันใหญ่โตโอ่อ่า เคลือบไปด้วยทองคำบริสุทธิ์ ต่างฝ่ายต่างตาลุกวาวด้วยความตื่นตะลึง

“นะ...นี่คือสิ่งใดกันพี่ใหญ่ ข้าว่ามันใหญ่โตเกินไปหรือไม่?” องค์ชายซูเม่ยเบิกดวงตากว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายนำมาวางไว้เบื้องหน้าของตนเอง

“นี่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าลองเปิดดูด้านใน ว่าถูกใจหรือไม่?”

“ข้าว่าพี่ใหญ่ท่านเก็บกลับไปเถิด นี่มันมากมายเกินไปแล้ว เพียงสมบัติที่มีอยู่ตอนนี้ก็มากมายเสียจนข้าใช้แทบไม่หมดแล้วขอรับ” องค์ชายซูเม่ยยิ้มฝืดเฝื่อนให้อีกฝ่าย

“ไยเจ้าจึงปฏิเสธน้ำใจจากพี่ใหญ่เช่นนั้นเล่า หรือเจ้าเห็นว่าเข้าเป็นบุตรชายของสนมเอกเท่านั้น จึงรังเกียจที่จะรับสินน้ำใจจากพี่ชายเช่นนั้นหรือ” คิ้วหนาเลิกขึ้น หรี่นัยน์ตาจ้องมองใบหน้างามอย่างมีข้อกังขา

“ท่านเข้าใจข้าผิดแล้วพี่ใหญ่”

“หากยังไม่เปิดดูเพลานี้ก็ไม่เป็นไร เช่นนั้น เจ้าก็จงรับมันไว้ อีกไม่กี่เพลาเจ้าต้องออกเดินทางแล้ว มันจะมีประโยชน์กับเจ้าอย่างแน่นอน”

องค์ชายซูเม่ยพลันถอนหายใจออกมา “ในเมื่อเป็นความประสงค์ของพี่ใหญ่ เช่นนั้นข้าเองก็ไม่ต้องการขัดใจ”

องค์ชายซูโจวยิ้มกว้างออกมาด้วยความชอบใจ พลันโบกมือให้เหล่าผู้ติดตามแบกหามเจ้ากล่องทองคำขนาดมหึมาออกจากท้องพระโรง เพื่อนำไปยังตำหนักขององค์ชายซูเม่ยด้วยความรวดเร็ว

“เอาละ เอาละ ในเมื่อพวกเจ้าล้วนให้ของขวัญน้องชายกันเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นก็กลับไปยังที่ของตนเองเถิด”

องค์ชายทั้งสามจึงเอ่ยคารวะผู้เป็นบิดาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีทอง ก่อนสาวเท้าอันสูงยาวเดินจากไป

ส่วนองค์ชายซูเม่ย หลังจากปลีกกายออกมาจากพี่ชายทั้งสองของตน เหล่าเสนาบดี และเหล่าอ๋องที่ดูแลหัวเมืองแต่ละแคว้น ล้วนเข้ามาแสดงความยินดีกับเขา อย่างไม่ขาดสาย

พลันสายตาคู่งามกลับต้องสะดุดเข้ากับบุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายของเขาสูงโปร่ง ใบหน้าปกปิดด้วยหน้ากากสีทองเงางามครึ่งใบ

'เหตุใดคนผู้นี้ดูคุ้นตาจังนะ หรือเป็นอ๋องจากทางหัวเมืองใดที่เราเคยพบเจอมาก่อนหรือไม่' ใบหน้างามขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยความฉงน

อีกฝ่ายเมื่อรู้ตัวว่าตนเองถูกจ้องมอง จึงเบนหน้าและสบเข้ากับนัยน์ตาดอกท้อ ริมฝีปากส่งยิ้มพรายให้กับคนที่ยืนห่างออกไปไกลลิบ

เมื่อพบว่าอีกฝ่ายแย้มยิ้มให้ตน ทำเอาผู้จ้องมองแทบวางตัวไม่ถูก นัยน์ตาคู่งามแสร้งเฉไฉมองนกมองไม้อย่างนึกลืมตัว

เท้าอันสูงยาวของบุรุษเดินย่างกรายเข้ามาใกล้กับคนตัวเล็กกว่าด้วยความเนิบช้า นัยน์ตาสีเข้มยังคงจับจ้องเจ้าของดวงหน้างามด้วยความขบขัน ท่อนขาหนาแกร่งชะลอฝีเท้าลง พลันหยุดยืนที่เบื้องหน้าของคนร่างเล็กกว่าห่างกันไม่กี่ชุ่น[1]

ผู้คนที่เข้ามารุมล้อมองค์ชายซูเม่ยต่างหลีกทางให้แก่ผู้มาเยือน บางคนออกจะงุนงงและสงสัย ทว่าหลาย ๆ คนกลับคิดว่าคงเป็นอ๋องที่ดูแลหัวเมืองคนใหม่กระมัง

เสียงผู้คนสนทนาต่างดังระงมไปทั่วทั้งท้องพระโรง “นี่คงไม่ใช่ท่านอ๋องที่ดูแลหัวเมืองแดนใต้กระมัง เห็นเขาว่าอ๋องผู้นี้เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ ที่เขาต้องสวมใส่หน้ากาก เป็นเพราะใบหน้าอีกด้านของเขานั้นถูกเปลวเพลิงจากการทำศึกในคราก่อน”

เสียงซุบซิบเบาวิว ลอยเข้ามากระทบโสตประสาทของชายหนุ่ม แต่เขากลับหาสนใจเสียงนกเสียงกาที่ดังระงมแข่งกันไม่เป็นภาษาไม่ ตอนนี้เขาเองสนใจเพียงองค์ชายรูปงามที่อยู่เบื้องหน้าของตนเท่านั้น

ชายหนุ่มกระแอมไอออกมาเล็กน้อย “กระหม่อมคารวะองค์ชายซูเม่ย”

ว่าพลางประสานมือและค้อมศีรษะให้อีกฝ่ายที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่อเป็นรูปปั้น เจ้าของนัยน์ตาคมช้อนสายตาขึ้นมองคนตัวเล็กกว่า ที่เอาแต่กะพริบตาปริบ ๆ จับจ้องมองตนด้วยความฉงน

“อะ...เอ่อ ท่านไม่ต้องมากพิธี โปรดเงยหน้าขึ้นเถิด”

ร่างอันสูงใหญ่จึงยืดกายขึ้นเต็มความสูง ใบหน้าที่ปกปิดด้วยหน้ากากสีทองครึ่งใบ ปั้นหน้ายิ้มละไมให้คนเบื้องหน้า

“ข้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อน ไม่ทราบท่านคืออ๋องจากทางใดหรือ?” เรียวปากกลีบดอกบัวขยับถามด้วยความสงสัย คิ้วเรียงสวยเริ่มเคลื่อนเข้าหากัน

“อ้อ...กระหม่อมมีนามว่า หยางเยี่ยน เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลหัวเมืองทางแดนใต้ วันนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานคล้ายวันพระราชสมภพขององค์ชาย ถือเป็นบุญวาสนาอันสูงส่งของกระหม่อมยิ่งนัก” อ๋องหยางเยี่ยนเอ่ยตอบด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ

“หยางเยี่ยน เหตุใดข้าคุ้นกับใบหน้าของท่านยิ่งนัก คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเจอที่ใด?”

“พระองค์คุ้นหน้ากระหม่อมเช่นนั้นหรือ?” คิ้วหนาเลิกขึ้น นัยน์ตายังจับจ้องที่ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาอย่างไม่อาจละสายตา

‘บุรุษหรือ นี่เรียกว่าบุรุษได้อย่างไร งามเกินไปแล้ว’ ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มเล็กน้อย

“แล้วท่านมีสิ่งใดกับข้าเช่นนั้นหรือ?”

“อ้อ...กระหม่อมเพียงจะมอบของบางสิ่งให้องค์ชายเท่านั้น ล่วงเกินพระองค์แล้ว”

“เอ่อ ไม่เป็นไร เช่นนั้นท่านมีสิ่งใดจะมอบแก่ข้าเล่า?”

ฝ่ามือหยาบหนาพลันเอื้อมหยิบกล่องสีเงินเงางามขนาดเล็กยื่นให้อีกฝ่าย แสงสีเงินสะท้อนเข้าไปยังนัยน์ตาคู่งามเสียจนต้องหรี่ดวงตาลงเล็กน้อย

'วันนี้ข้าจะตาบอดหรือไม่ มีแต่สิ่งสะท้อนแสง ของธรรมดาสามัญไม่มีบ้างหรืออย่างไร?' องค์ชายซูเม่ยฉุกนึกในใจ

“นี่คือสิ่งใดกัน เหตุใดจึงส่องประกายงดงามเช่นนี้เล่า?” ฝ่ามือเรียวงามยกขึ้นป้องดวงตาของตน

“ขออภัยองค์ชาย นี่คือน้ำตาเงือกจากแดนสนธยา หลอมรวมเข้ากับตัวเรือนเงินบริสุทธิ์ แม้กล่องด้านนอกจะแน่นหนาเพียงใด แต่ทว่าหากของสิ่งนี้ต้องใจผู้ใด ตัวไข่มุกย่อมสะท้อนแสงเป็นการให้เกียรติคนผู้นั้น”

“มะ...มีของเช่นนี้ด้วยหรือ ประหลาดเกินไปแล้ว” ใบหน้างามเหยเกจากแสงที่สะท้อนออกมา

“หึ!! ดูท่าว่ามันจะชอบเจ้าของคนใหม่เสียแล้ว ไม่ทราบองค์ชายจะรับมันไว้ได้หรือไม่?”

“ในเมื่อของสิ่งนี้คือน้ำใจของท่าน ข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน”

มือเรียวเล็กพลันเอื้อมเข้าหยิบกล่องใบเล็กที่กำลังเปล่งแสงวูบวาบด้วยความเชื่องช้า เรียวนิ้วแง้มเปิดฝากล่องออกอย่างแผ่วเบา

นัยน์ตาสีเข้มยืนจ้องมองการกระทำ อันประหม่าของอีกฝ่ายด้วยความสนอกสนใจ

กล่องที่เปิดออกกว้าง พลอยสะท้อนแสงดวงใหญ่ไปทั่วทั้งบริเวณ ทุกสิ่งที่อยู่ภายในท้องพระโรงล้วนหยุดนิ่ง ผู้ที่กำลังเปิดกล่องยืนตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน นัยน์ตากลอกมองไปมาแทบทำสิ่งใดไม่ถูก ดวงตาคู่งามเบิกกว้างตวัดสายตาจดจ้องเจ้าของใบหน้าคมเข้มที่ยังคงยืนส่งยิ้มให้ตนเองตาปริบ ๆ

1 ชุ่น = 1 นิ้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel