พันธนาการรักกฏสวรรค์

229.0K · จบแล้ว
PPnida
87
บท
211
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เทพสงครามแห่งแดนสวรรค์ ได้รับบททดสอบในการเผชิญด่านเคราะห์สามชาติ และออกตามหาอาวุธเทพทั้งสาม เพื่อขึ้นเป็นเทียนจวินปกครองแดนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ทว่าการลงไปจุติใหม่หาได้ง่ายดาย เนื่องจากยังมีทูตแห่งอเวจี ผู้ได้รับบัญชาจากบิดาที่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์โดยการจองจำใต้อเวจีนับสามหมื่นปี ดังนั้นผู้เป็นบุตรชายจึงต้องออกตามหาอาวุธเทพ และเฝ้าขัดขวางการเผชิญด่านเคราะห์ของเทพสงครามให้สำเร็จ เพื่อนำตัวอีกฝ่ายมอบให้แก่บิดา และใช้อาวุธเทพนั้นปลดปล่อยบิดาตนจากทัณฑ์สวรรค์ เรื่องราวกลับตาลปัตร เมื่อความใกล้ชิดก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างเข้ามารบกวนจิตใจ ทำให้เขาไม่อาจขัดขวางอีกฝ่ายได้ตามคำสั่ง มิหนำซ้ำยังเฝ้าปิดบัง และเก็บตัวเทพสงครามผู้นั้นไว้ข้างกายตนเสียเอง

นิยายเทพเซียนเทพสงครามฝึกพลังเซียนรักแรกพบพระเอกเก่งแฟนตาซี จีนโบราณรักหวานๆ

บทที่ 1 คราแรกที่พานพบ

หากจะกล่าวถึงเมื่อครั้งบรรพกาล ครั้นได้ก่อเกิดสงครามระหว่างปรภพใต้ผืนพสุธาและสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอันสูงส่ง ผู้บัญชาการใต้พื้นพิภพกลับมีใจก่อกบฏต่อสรวงสวรรค์ ต้องการขึ้นเป็นประมุขฟ้าดินแทนที่มหาเทพ ไม่ยินยอมสิโรราบอยู่ภายใต้อาณัติกฎของสวรรค์อีกต่อไป

เฉินหยวนเยว่จึงริเริ่มกระทำการศึกเพื่อกวาดล้างแดนสวรรค์และช่วงชิงอาวุธเทพทั้งสาม อันได้แก่ ดารามหาสมุทร เมฆานภาสวรรค์ และ พสุธาผ่านิรันดร์

ครั้นจะทำลายสวรรค์ให้สิ้นเพื่อขึ้นเป็นประมุขฟ้าดิน ครอบครองพิภพทั้งสามกลับมิใช่เรื่องง่ายดาย เมื่อเทพบรรพกาลที่หลับใหลมานานหลายแสนล้านกัป พลันหวนคืนสู่มหาภูมิ สละร่างกายเพื่อเป็นโล่กำบังแก่สรวงสวรรค์และภพภูมิมนุษย์ สร้างกำแพงเวทเวหา แบ่งแยกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าออกจากปรภพ

เมื่อดวงจิตเทพบรรพกาลหลอมรวมเข้ากับพลังของอาวุธเทพทั้งสามจึงก่อกำเนิดเป็นแหล่งพลังงานมหาศาลที่ไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเทียม เหล่าทัพอสูรของเฉินหยวนเยว่มิอาจต้านทานไหว แผ่นดินที่เหยียบยืนพลันสูบกลืนร่างกายภูตพราย ผีร้าย ลงสู่เบื้องล่างเสียจนหมดสิ้น

ไม่เว้นแม้แต่ผู้บัญชาการเฉินหยวนเยว่ ร่างอันสูงใหญ่กำยำพลันถูกสูบกายลงใต้ผืนธรณี และถูกลงทัณฑ์ด้วยกฎของสวรรค์ จองจำร่างกายและจิตวิญญาณใต้ผืนพิภพ ดูแลเหล่าบรรดาภูตผีแห่งขุมนรกอเวจีชั่วกัปชั่วกัลป์

สามหมื่นปีหลังจากสงครามบรรพกาลยุติลง

ท้องนภาสีแดงฉานส่งเสียงคำรามกึกก้องกัมปนาถ เบื้องล่างปรากฏเหล่าภูตผีรวมทั้งอมนุษย์นับหมื่นนับแสน กำลังตะเกียกตะกายแทรกแซงบดเบียดแก่งแยกช่วงชิงออกมาจากรอยแยกใต้พื้นพสุธา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าดูแล้วช่างน่าสะอิดสะเอียน

พลันร่างของบุรุษรูปงามสวมใส่อาภรณ์สีนวลกระจ่างตา ขับเน้นผิวกายและดวงหน้าดั่งหยกล้ำค่าและบริสุทธิ์ เรียวขาสูงยาวเหยียบยืนบนกระบี่สีทองวาววามแหวกผ่านม่านเมฆา ขับเคลื่อนออกมาจากรอยร้าวระหว่างภพสวรรค์ นัยน์ตาสีอำพันทรงดอกท้อ เหลือบมองเบื้องล่างด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

เรียวมือเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ ฝ่ามืองามตวัดส่งกระแสลมปราณผ่านคลื่นบรรยากาศ กำเนิดเป็นลำแสงพิฆาตฟาดฟันเหล่าอมนุษย์เบื้องล่าง บ้างหัวขาดกระเด็น บ้างร่างกายฉีกขาด บ้างแขนขาด ขาขาด เสียจนน่าสยดสยอง

“จมปลักนิรันดร์กาล!”

สิ้นเสียงทุ้มนุ่มแต่ทว่าทรงพลัง เหล่าผีสาง อมนุษย์ ล้วนต่างกรีดร้องโหยหวน ตะเบ็งเสียงเซ็งแซ่ ร่างกายอันน่าเกลียดน่ากลัวเริ่มมลายหายจมกลับไปยังผืนแผ่นธรณี

ทันใดนั้นบรรยากาศโดยรอบพลันปรากฏลำแสงสีแดงเรืองรองส่องประกายวูบวาบโผล่พ้นมาจากใต้พื้นพิภพ

ร่างกายอันสูงใหญ่กำยำของบุรุษ สวมใส่หน้ากากสีทองอร่ามเพียงครึ่งใบ ปรากฏกายขึ้นท่ามกลางรอยแยกระหว่างพื้นดิน ดวงเนตรสีแดงฉานช้อนสายตาเพ่งมองร่างอันสง่างามที่เหยียดกายสูงโปร่งลอยล่องท่ามกลางท้องนภา

ใบหน้าคมเข้มเพียงครึ่งแสยะยิ้มด้วยความเยียบเย็น ฝ่ามือกว้างรวบรวมพลังวิญญาณสะบัดปลายนิ้วผ่านอากาศไปยังเบื้องหลังด้วยความรวดเร็ว ฉับพลันร่างอันแสนน่ารังเกียจของเหล่าภูตผีกำลังส่งเสียงแผดร้อง โอดครวญเบื้องหลังที่ยังคงหลงเหลือ จึงมลายหายไปในชั่วพริบตา ทิ้งไว้เพียงบุรุษปริศนาที่โผล่พ้นพื้นพสุธาขึ้นมา ประจันสายตากับบุรุษอีกฝั่งที่ยังลอยล่องอยู่เหนือผืนแผ่นดิน

“บุตรแห่งมหาเทพหรือ?” น้ำเสียงทุ้มเย็นเล็ดลอดออกมาจากเรียวปากภายใต้หน้ากากเพียงครึ่งใบ

“ท่านคือผู้ใด หรือท่านคือทูตแห่งอเวจี เหตุใดจึงปล่อยให้เหล่าภูตผีเที่ยวออกมาอาละวาดยังโลกมนุษย์ สร้างความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า”

คิ้วหนาเลิกขึ้น จ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายที่กำลังขยับปากไปมาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง นัยน์ตาคมเข้มยกยิ้มด้วยความสนอกสนใจ

“เฮ้อ!! ท่านเทพแห่งสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เหตุใดจึงสอดมือเข้ามาแทรกเรื่องของมนุษย์และเหล่าปรภพเช่นนี้เล่า”

“ไยท่านจึงเห็นเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับสวรรค์ พวกท่านเหล่าปรภพเหตุใดจึงไม่รู้จักควบคุมนักโทษในดินแดนอเวจีให้จงดี หากพวกข้าไม่ยื่นมือเข้ามา ท่านจะสร้างความเดือดร้อนให้มวลมนุษย์เช่นนั้นหรืออย่างไรกัน”

เรียวปากกลีบดอกบัวเอ่ยเสียงแข็ง หรี่นัยน์ตาทรงดอกท้อเพ่งมองบุรุษอีกฝ่ายอย่างนึกคาดโทษ

เจ้าของท่อนขาสูงยาวที่ยังคงเหยียบยืนบนพื้นพสุธาด้วยความมั่นคง กดยิ้มมุมปากด้วยความเยียบเย็น “ผู้ใดใคร่สร้างความเดือดร้อนกัน นี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หรือพวกท่านเหล่าทวยเทพบนสวรรค์ ต้องการเป็นปรปักษ์กับชาวปรภพเช่นนั้นหรือ?”

“ไฉนทูตแห่งอเวจีจึงพูดจาส่งเดชเช่นนี้เล่า เหล่าเทพบนสวรรค์หาได้ต้องการเป็นปรปักษ์กับพวกท่านอีกไม่ มิใช่ว่ามีแต่พวกท่านหรอกหรือที่ต้องการเป็นปรปักษ์กับเราชาวสวรรค์”

ชายหนุ่มแค่นยิ้มในลำคอ ร่างสูงโปร่งกำยำดีดกายลอยล่องขึ้นเหนือพื้นดิน นัยน์ตาคมปลาบดุจพญามัจจุราชพินิจมองใบหน้างดงามราวภาพวาดลายวิจิตร กวาดสายตาพิศมองทุกอิริยาบถของอีกฝ่ายด้วยความสนใจ

“ตัวข้าได้ยินกิตติศัพท์ของบุตรมหาเทพมาช้านาน แต่กลับไม่เคยได้พบหน้าหรือทราบชื่อแซ่แต่อย่างใด ได้พบเจอท่านในวันนี้ งดงามหามีสตรีหรือบุรุษใดเทียบเทียมสมคำร่ำลือเสียจริง”

“ไยท่านทูตพูดจาไม่อายฟ้าดิน ตัวข้าเป็นบุรุษเหตุใดจึงใช้คำว่างดงามเยี่ยงสตรี" เจ้าของใบหน้างามขมวดคิ้วเสียจนเกิดปม

"วันนี้เหล่าทูตแห่งอเวจีทำผู้คนเดือดร้อนทั้งผืนพิภพ ไม่รู้จักกำราบควบคุมปรภพของตน หากเหล่าภูตผีของท่านหลุดรอดออกจากรอยแยกพวกท่านจะรับผิดชอบเช่นไร?”

“เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่ว่าท่านเห็นสมควรและใคร่จะพิพากษาความผิดให้แก่ทูตอเวจีเช่นข้าว่าควรทำเช่นไร?” ใบหน้าคมสันภายใต้หน้ากากครึ่งใบเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก

เจ้าของดวงหน้าเกลี้ยงเกลาแค่นยิ้มในลำคอ

“วันนี้ข้ามาทันเวลา เหล่าภพสวรรค์จะไม่ถือสาเอาความท่านทูตผู้อ่อนหัดเช่นท่าน ข้าหวังว่าพวกท่านจะสามารถดูแลภพภูมิของพวกท่านให้จงดี และจะไม่ปล่อยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก” ว่าพลางร่างงามจึงสะบัดกายเหาะเหินขึ้นสู่ท้องนภาสูงขึ้นอีกหลายจั้ง[1]

'ทูตอ่อนหัดเช่นนั้นหรือ?'

“ช้าก่อน!” เสียงทุ้มเอ่ยดักทางของอีกฝ่าย

ร่างอันสูงโปร่งพลันชะลอท่าทีลงในทันใด นัยน์ตาคู่งามเหลือบมองบุรุษเบื้องหลังด้วยความฉงน

“ท่านมีสิ่งใดอีกเช่นนั้นหรือ?”

“มิทราบว่าบุตรของมหาเทพมีชื่อเสียงเรียงนามใดกัน?” คิ้วหนาเลิกขึ้น

“ข้าจำเป็นต้องแจ้งแก่ท่านด้วยเช่นนั้นหรืออย่างไร” ว่าพลางเรียวแขนอันผอมบางพลันสะบัดลง หันหลังขี่กระบี่เหาะเหินขึ้นบนท้องนภา หายเข้ากลีบเมฆาในทันใด

“ไม่บอกอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าจะตามหาท่านด้วยตัวข้าเอง” ใบหน้าคมสันแหงนมองผืนฟ้าด้วยนัยน์ตาที่แอบแฝงไปด้วยเลศนัย