บทที่ 5 จุมพิตรอยแรก
ท่ามกลางม่านราตรี มีเพียงแสงสว่างริบหรี่จากเชิงเทียนภายในตำหนักอันกว้างขวาง ปรากฏเงาบุรุษร่างสูงกำยำ สวมใส่หน้ากากครึ่งใบ ยืนค้อมกายพิศมองใบหน้างาม
นัยน์ตาดอกท้อเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เจ้าของดวงตาสีแดงเข้มกวาดมองอีกฝ่ายอย่างขบขัน พลันยืดกายขึ้นยืนเต็มความสูงด้วยความเมื่อยขบ
"เฮ้อ…ตำหนักแห่งนี้ช่างเร้นกายองค์ชายได้ดียิ่งนัก"
"ระ…เร้นกาย นี่ท่านคือผู้ใด ไม่ใช่คนใช่หรือไม่!?" ร่างงามหยัดกายขึ้นพิงหัวเตียง ฝ่ามือเรียวยาวกระชับผ้าผืนหนาด้วยความสั่นเทา
"หืม…คนที่ไหนเข้าออกตำหนักองค์ชายได้ตามใจชอบกันหรือ?" คิ้วหนาเลิกขึ้น
"แล้วท่านต้องการสิ่งใด เหตุใดพลังวิญญาณสูงจนสามารถล่วงล้ำเข้ามามาถึงพระราชวังได้กัน" องค์ชายซูเม่ยเอ่ยปากด้วยท่าทีประหม่า
"อืม…อันที่จริง ข้ากว่าจะฝ่าขุนพลสวรรค์ที่รักษาประตูวังเข้ามาได้ ก็ยากเอาการเช่นกันแฮะ" เจ้าของดวงหน้าคมฉีกยิ้มให้อีกฝ่าย
"นี่ท่าน ทำสิ่งใดขุนพลสวรรค์ผู้รักษาราชวัง?" ดวงตาคู่งามไหวระริกด้วยความกริ่งเกรง
"โอ้ องค์ชาย แม้แต่ขุนพลสวรรค์รักษาราชวังท่านก็สามารถสื่อสารกับเขาได้เช่นนั้นหรือ?" ชายหนุ่มจุ๊ปาก ส่ายหน้าไปมาด้วยความเหลือเชื่อ ท่อนแขนหนาแกร่งกอดอกจ้องมองอีกคนอย่างสนอกสนใจ
"ช่างเป็นการเผชิญด่านเคราะห์ที่น่าเศร้าเสียจริง ลงมาเป็นมนุษย์ธรรมดาแท้ ๆ กลับต้องมาพบเจอกับสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่ควรพบเจอ"
"พูดจาเหลวไหลอะไรของท่าน เผชิญด่านเคราะห์ใด?" องค์ชายซูเม่ยนิ่วหน้า นัยน์ตาดอกท้อจ้องมองคนที่เหยียดยืนไม่ห่างจากตนด้วยความระแวดระวัง เรียวมือลอบควานหากริชเล่มบางที่ซุกซ่อนอยู่ใต้หมอนใบหนาด้วยความร้อนรน
ร่างกายกำยำสาวเท้าเข้าใกล้คนที่ยังคงนั่งตัวสั่นคล้ายลูกนกกำเนิดใหม่ นัยน์ตาสีแดงฉานหรี่ลงเล็กน้อย เท้าอันสูงยาวหยุดยืนเบื้องหน้าคนบนเตียง
ดวงตาคู่งามช้อนมองสบเข้ากับนัยน์ตาอีกฝ่าย 'น่ากลัวเกินไปแล้ว' มือขวาลอบกำกริชไว้แน่น เหงื่อเม็ดละเอียดเริ่มไหลซึมออกมาจากฝ่ามือที่ซุกซ่อนใต้หมอน
บุรุษร่างสูงใหญ่โน้มกายลงไปหาอีกฝ่ายที่กำลังตัวสั่นระริก โครงหน้าคมเข้มพลันยื่นใบหน้าเข้าใกล้เจ้าของดวงหน้างามเสียจนจมูกเป็นสันแทบแตะเข้าบริเวณปลายจมูกเชิดรั้นของอีกฝ่าย ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดใบหน้าของคนที่เอาแต่หลับตาปี๋อย่างนึกสนุก
องค์ชายซูเม่ยกลั้นหายใจ หัวใจของเขาเต้นดังโครมคราม เลือดในกายสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าเสียจนแดงก่ำ 'ผีอะไร มีลมหายใจเหมือนคนเป็น' ดวงตาที่หลับปี๋จึงเบิกกว้างขึ้นในทันใด
"นี่ท่านกำลังทำสิ่งใด? ท่านไม่ใช่ผีเช่นนั้นหรือ?" มือที่กำลังถือกริชเล่มบางพลันยื่นเข้าจ่อลำคอของอีกฝ่าย คิ้วเรียงสวยเคลื่อนเข้าหากัน เอนกายไปด้านหลังเพื่อหลบปลายจมูกคมสัน
"หึ! ฝ่ามือที่จับกริชของท่านช่างไม่มั่นคงเอาเสียเลย คิดแทงมันทะลุลำคอข้าเช่นนั้นหรือ" ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มมุมปากด้วยความขบขัน
ดวงหน้าคมเข้มโน้มกระซิบที่ข้างหูซ้ายด้วยความแผ่วเบา ฝ่ามืออุ่นร้อนคว้าข้อมือเล็กที่ยื่นกริชจ่อมายังเบื้องหน้าของตนไว้แน่น "นามของข้า เฉิน หยาง ซื่อ"
เรียวปากร้อนชื้นพลันประทับรอยจูบลงบนกลีบดอกบัวข้างใบหูงาม อีกฝ่ายที่ถูกสัมผัสอย่างไม่รู้ตัว เบิกดวงตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
ยังไม่ทันได้เอ่ยปากสาปส่ง ร่างอันสูงใหญ่พลันหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงสัมผัสที่ยังอุ่นร้อนจากริมฝีปากปริศนา ทำเอาตัวเขาขนลุกขนชันเสียจนต้องลูบมันให้สงบลง
นัยน์ตาคู่งามเสมองไปริมหน้าต่าง แสงทินกรเริ่มเคลื่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า 'มิน่าหายไปเสียดื้อ ๆ ที่แท้ก็เช้าแล้วนี่เอง ตกลงแล้วคนผู้นั้นใช่วิญญาณหรือเปล่านะ เหตุใดข้ารู้สึกถึงสัมผัสของเขาได้กัน?'
องค์ชายซูเม่ยลดสายตามองกริชบนฝ่ามือ พลันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยื่นกริชเล่มบางซุกซ่อนไว้ยังที่เดิม เท้าอันเรียวยาวก้าวลงเหยียบยืนบนพื้นเย็นเฉียบ ในใจครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ด้วยความคลางแคลงใจ
"เฉินหยางซื่อเช่นนั้นหรือ เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ใดกันนะ?" องค์ชายซูเม่ยสลัดความคิดนั้นทิ้งไปในทันใด ทว่ามิวายหัวใจเจ้ากรรมดันเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ เสียงดังโครมคราม เมื่อเขาจ้องมองเข้าไปบนรอยดอกบัวห้ากลีบที่ปรากฏภาพในกระจกบานหนา
ดวงหน้าขาวเนียนพลันเห่อร้อนขึ้นมา เรียวมือทั้งสองจึงเอื้อมเข้าปิดใบหน้าของตนด้วยความอับอาย "ซูเม่ย นี่เจ้ากำลังคิดสิ่งใดอยู่กัน เหลวไหลเกินไปแล้ว"
"องค์ชาย องค์ชายเพคะ" เสียงแหลมเล็กของสตรีสูงวัยเอ่ยเรียกอีกฝ่ายหลายครั้งหลายครา
คนที่ยืนเอาฝ่ามือปกปิดใบหน้า กว่าจะทันรู้ตัว ก็พลันสะดุ้งตัวโยนขึ้นมาในทันใด
"มะ...แม่นม ท่านมาตั้งแต่เมื่อใดกัน เหตุใดไม่ให้สุ้มให้เสียงเลยเล่า"
"โธ่ องค์ชายเพคะ หม่อมฉันร้องเรียกพระองค์อยู่เป็นนานสองนาน ก็เห็นเพียงท่านยืนเอาฝ่าพระหัตถ์ปิดพระพักตร์อยู่เช่นนั้น จะทำเช่นไรองค์ชายก็ไม่ตอบเสียที"
"อ้อ...เช่นนั้นเองหรือ ขออภัยแม่นมข้าคงนอนน้อยไปเสียหน่อย" องค์ชายซูเม่ยส่งยิ้มฝืดเฝื่อนให้อีกฝ่าย
"บรรทมน้อยหรือเจ้าคะ?" คนที่ยืนก้มหน้าก้มตาพลันช้อนสายตาขึ้นมองอีกฝ่าย หนังตาอันเหี่ยวย่นค่อย ๆ เปิดกว้างอย่างตื่นตกใจ
"นะ...นี่องค์ชาย พระองค์ทรงประชวรหรือเพคะ เหตุใดพระพักตร์พระองค์จึงแดงเช่นนั้น!?" แม่นมเอ่ยปากด้วยความตระหนก
"องครักษ์ พวกท่านจงไปตามหมอหลวงมาโดยเร็ว!!"
"แม่นม แม่นม ท่านไม่ต้องตกใจ ข้าสบายดี เพียงร้อนเท่านั้น ร้อนน่ะ" องค์ชายซูเม่ยว่าพลางโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
"เช่นนั้นหรือ ให้หมอหลวงตรวจดูอาการเสียหน่อยเถิดนะเพคะ"
"ไม่ต้องแม่นม อีกประเดี๋ยวก็ดีขึ้น"
"เพคะ เช่นนั้นเชิญองค์ชายทำความสะอาดพระพักตร์ ประเดี๋ยวหม่อมฉันช่วยสวมฉลองพระองค์ให้เพคะ"
องค์ชายซูเม่ยไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงพยักหน้าหงึกหงักด้วยความเข้าใจเท่านั้น
ร่างอันสูงโปร่งจึงเหยียดยืนให้เหล่าธารกำนัลจัดแจงเสื้อผ้า อย่างสงบนิ่ง
"องค์ชายช่างสง่างาม แม้สตรีทั้งแผ่นดินยังต้องอับอายเลยเชียวเพคะ" หญิงชรายิ้มกริ่ม เรียวมือเหี่ยวย่นเอื้อมจัดแจงเครื่องหัวให้องค์ชายซูเม่ยด้วยความแผ่วเบา
"แม่นม ท่านพูดจาเหลวไหลใด ข้าเป็นบุรุษเหตุใดจึงเปรียบเทียบข้ากับสตรีเช่นนั้นเล่า" ใบหน้างามงอง้ำอย่างไม่ชอบใจ
หญิงชราส่งยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างเบาบางด้วยนึกเอ็นดู "เพคะ เพคะ องค์ชายช่างงามสง่าหามีบุรุษใดเทียมเทียบเลยเพคะ"
องค์ชายซูเม่ยพลันส่งยิ้มให้แม่นมด้วยความชอบใจ
"เรียบร้อยเพคะ ประเดี๋ยวไปเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้นะเพคะ"
องค์ชายซูเม่ยพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ครั้งนี้ที่ฮ่องเต้เรียกเขาเข้าเฝ้า กลับทำให้จิตใจขององค์ชายซูเม่ยรู้สึกครั่นคร้ามอย่างยากอธิบาย
'หรือจะมีเรื่องใดเกิดขึ้นอีกนะ' เจ้าของใบหน้างามพลันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ณ อุทธยาน เขตพระราชฐานแห่งราชวังซูฮวา รอบด้านประดับประดาไปด้วยพืชพรรณหลากหลายละลานตา บุปผาหลากสีต่างแข่งกันเบ่งบานชูช่อ ล่อแมลง ส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนอภิรมย์ ปรากฏร่างของบุรุษผู้สูงส่ง สง่างาม กำลังย่างกรายมุ่งหน้าเข้ามายังบริเวณด้านใน เบื้องหลังติดตามมาด้วยเหล่าธารกำนัลและหน่วยอารักขา ตรงดิ่งเข้าไปยังศาลาที่มีบุรุษอีกคนกำลังนั่งผ่อนคลายเล่นหมากล้อมอยู่กับองครักษ์ข้างกาย
"ซูเม่ย ถวายบังคมเสด็จพ่อ" องค์ชายซูเม่ยค้อมศีรษะเคารพผู้เป็นบิดา
"ซูเม่ยลูกพ่อ เจ้าลุกขึ้นเถิด"
"ขอบพระทัยเสด็จพ่อ" ว่าพลางร่างบางจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ฮ่องเต้ซูจิ้งพลันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่เมื่อจ้องมองเข้าไปยังนัยน์ตาดอกท้อคู่งาม
"ซูเม่ย เจ้าเข้ามาหาพ่อใกล้ ๆ ได้หรือไม่"
เรียวขาอันสูงยาวจึงย่างเท้าเข้าไปใกล้ผู้เป็นบิดา ก่อนค้อมศีรษะและลดกายลง ฝ่ามือหยาบหนาของผู้เป็นบิดา พลันช้อนเชยปลายคางของบุตรชายขึ้นมาสบตาของตน
"เจ้าช่างเหมือนกับมารดาของเจ้าไม่มีผิด" นัยน์ตาเข้มวูบไหว เรียวมือพลันปล่อยใบหน้าของบุตรชายให้เป็นอิสระ
"เจ้าเข้ามานั่งเล่นหมากล้อมเป็นเพื่อนพ่อหน่อยเถิด"
"ซูเม่ยรับพระบัญชา"
"ฮะ ฮ่า ซูเม่ยลูกข้า เหตุใดเจ้ามากพิธีเช่นนั้นเล่า"
องค์ชายซูเม่ยจึงก้าวเดินขึ้นไปนั่งตรงข้ามผู้เป็นบิดา ต่างฝ่ายต่างเล่นหมากล้อมกันไปพลางสนทนาไปพลาง อย่างไม่รีบร้อน
"ซูเม่ย อีกไม่กี่วันเจ้าก็จะอายุครบสิบแปดปีแล้วสินะ"
"พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อ"
"หลังจากวันฉลองครบรอบสิบแปดปีของเจ้า พ่อจะส่งเจ้าไปประจำการกับแม่ทัพหลิ่งอี้ที่ชายแดนทิศใต้ เจ้าจะว่าอย่างไร"
"สุดแล้วแต่เสด็จพ่อเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้ซูจิ้งถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อันที่จริงแล้วทางด้านฮ่องเต้เองไม่ต้องการส่งบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของตน ให้ต้องไปตกระกรรมลำบากเช่นนั้นเลยแม้เพียงน้อย แต่ทว่าเนื่องด้วยการกดดันต่าง ๆ จากเสนาบดีหลาย ๆ ฝ่าย ที่ต่างครหากันหนาหูทั่วแคว้นว่าองค์ชายห้าแห่งแคว้นซูฮวานั้นคือดาวหายนะตั้งแต่ถือกำเนิด อีกทั้งยังมีความสามารถที่ผู้ใดก็ไม่ต้องการมี นั่นคือการมองเห็นภูตผี ฮ่องเต้ซูจิ้งจึงจำเป็นต้องส่งตัวองค์ชายซูเม่ยไปยังชายแดน เพื่อให้บ้านเมืองสามารถลืมตาอ้าปากได้ดังเช่นคำทำนายของโหราธิบดี
"เช่นนั้นอีกไม่กี่วันจะถึงวันครบรอบอายุสิบแปดปีของเจ้าแล้ว เจ้าจงไปเตรียมตัวให้พร้อม"
"ลูกทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ใบหน้างามเคร่งขรึม
องค์ชายซูเม่ยรู้ดีว่าการถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าในครานี้ ล้วนต้องมีเรื่องเกิดขึ้นโดยแน่แล้ว และทุกอย่างก็เป็นไปดังคาด หากเขาออกจากพระราชวังแล้ว ไม่มีขุนพลสวรรค์ที่อารักขาประตูคอยเฝ้าดูแลตนจากภูตผี ต่อจากนี้เขาจะต้องทำเช่นไร หวนนึกไปแล้วกลับทำให้เขาต้องถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกปลดปลง
