บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ผู้ร่วมเดินทาง

"องค์ชายซูเม่ย ท่านจำได้แล้วหรือไม่ ว่าตนคือผู้ใด" คนตัวสูงโน้มลงกระซิบด้วยความแผ่วเบา

ลำแสงสีขาวนวลทอประกายวิบวับสะท้อนเข้านัยน์ตาคู่งามเสียจนแทบมืดบอดพลันดับวูบลง แหวนเงินประดับด้วยไข่มุกเกลี้ยงเกลาขาวบริสุทธิ์ลอยเคลื่อนเข้าสวมบริเวณนิ้วนางด้านขวา[1] อย่างไม่ทันได้รู้สึกตัว

"ซูเม่ย...ซูเม่ย"

เจ้าของร่างบางสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงร้องเรียก ใบหน้าก้มมองนิ้วนางข้างขวาด้วยความฉงน

'เราสวมมันตั้งแต่เมื่อใดกัน?' คิ้วเรียงสวยเคลื่อนเข้าหากัน องค์ชายซูเม่ยนิ่วหน้าไตร่ตรองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา พลันแหงนเงยใบหน้าขึ้นสบตาผู้ที่กำลังร้องเรียกตน

"พี่รอง ท่านมีสิ่งใดหรือ?"

"ข้าเห็นเจ้าเอาแต่ยืนนิ่ง เมื่อสักครู่เจ้าสนทนาสิ่งใดกับท่านอ๋องหัวเมืองแดนใต้เล่า?"

"แล้วเขาหายไปที่ใดแล้วหรือ?"

"เขากลับไปยังด้านโน้นแล้ว มีเพียงตัวเจ้าที่ยังยืนนิ่งอยู่เป็นนานสองนาน"

"กลับไปแล้ว จู่ ๆ เขานึกจะกลับก็กลับเช่นนั้นหรืออย่างไร?" องค์ชายซูเม่ยหรี่นัยน์ตาด้วยความคับข้องใจ

"เอาเถอะ ๆ ข้าก็นึกว่าเจ้าสนทนากับเขารู้เรื่องแล้วเสียอีก"

"ท่านหมายถึงข้าต้องสนทนาเรื่องใดกับเขา?"

"เสด็จพ่อแจ้งแล้ว ให้เจ้าเดินทางไปพร้อมกับท่านอ๋องทางแดนใต้"

"เดินทางไปพร้อมเขาเช่นนั้นหรือ ด้วยเหตุใดกัน ข้าไม่ต้องการให้เป็นภาระของผู้อื่น เสด็จพี่ข้าเดินทางเองได้" องค์ชายซูเม่ยหน้างอด้วยความขัดใจ

"เอาน่าซูเม่ยน้องพี่ ถึงอย่างไรเขาก็ได้ขึ้นชื่อเป็นอ๋องที่เก่งทั้งบู๊และบุ๋น ข้าเชื่อว่าเขาจะปกป้องเจ้าได้"

"แต่ท่านพี่..."

"ไม่ต้องแต่แล้ว ไปเจ้ารีบไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการเจ้าก็จงกลับไปพักผ่อนโดยเร็ว เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางก่อนรุ่งสาง" องค์ชายซูหนี่กล่าวตัดบท ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้เอ่ยทัดทาน

องค์ชายซูเม่ยจำต้องพยักหน้าหงึกหงักด้วยความเข้าใจอย่างเสียไม่ได้

"ซูเม่ย เจ้าเข้ามาใกล้ ๆ ข้ามีบางสิ่งจะมอบให้เจ้า"

"พ่ะย่ะค่ะ" เท้าอันเรียวยาวก้าวเดินด้วยท่วงท่างามสง่า พลันหยุดยืนที่เบื้องหน้าบัลลังก์มังกรทอง สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ตัวเขา

ร่างอันสูงใหญ่ของจักรพรรดิแคว้นซูฮวา ยืนขึ้นเต็มความสูง

"วันนี้คือวันเฉลิมฉลองวันครบรอบสิบแปดปีของลูกชายข้า ข้าอยากให้ทุกท่านมีความสุขให้เต็มที่" ทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรง ล้วนยืนขึ้นค้อมศีรษะ อย่างพร้อมเพรียงกัน

ฮ่องเต้ซูจิ้งก้าวเท้าลงมาจากบนบัลลังก์ สายตาจดจ้องที่บุตรชายอันเป็นที่รักของตน พลันส่งสัญญาณให้ขันที เหล่าองครักษ์จึงช่วยกันยกกล่องหยกขนาดใหญ่ ออกมาเบื้องหน้า

“ซูเม่ย อีกไม่กี่เพลาเจ้าต้องเดินทางจากบ้านเมืองไปไกล บัดนี้เจ้าเติบใหญ่จนสามารถที่จะดูแลตนเองได้แล้ว พ่อเองมีบางสิ่งจะมอบให้เจ้า”

องครักษ์สองนายจึงช่วยกันประคองเจ้ากล่องหยกอันหนักอึ้งมายังเบื้องหน้าขององค์ชายซูเม่ย ก่อนเปิดกล่องออกด้วยความเนิบช้า

สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือกระบี่สีทองบริสุทธิ์ เปล่งประกายงดงาม นัยน์ตาดอกท้อจ้องมองกระบี่เบื้องหน้า ในใจของเขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าตนเคยได้พบพานเจ้ากระบี่เล่มนี้มาก่อน ทว่าเขานึกอย่างไรก็ไม่สามารถนึกออกได้เลย

“นี่คือกระบี่ เยว่สือ[2] คือของตกทอดของราชวงศ์เรา พ่อขอมอบมันให้แก่เจ้า”

“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ” ว่าพลางร่างอันสูงโปร่งจึงยอบกายคุกเข่าลงเบื้องหน้าผู้เป็นบิดา ฝ่ามือทั้งสองยกขึ้นเหนือศีรษะ ฮ่องเต้ซูจิ้งหยิบเอากระบี่สีทองอร่ามตาออกมาจากด้านใน ก่อนส่งไปยังเรียวมืองามด้วยความแผ่วเบา

“ซูเม่ย เจ้าอย่าได้ตำหนิที่พ่อต้องส่งตัวเจ้าไปไกล ทุกสิ่งล้วนมีความจำเป็น”

“ซูเม่ยทราบดีพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เคยคิดตำหนิเสด็จพ่อ หรือผู้ใดแม้เพียงน้อย” ริมฝีปากกลีบดอกบัวขยับเอ่ยทั้งที่ยังคงก้มศีรษะอยู่เช่นนั้น

“เฮ้อ เจ้าลุกขึ้นเถิด”

ร่างงามค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้น ฝ่ามือยังคงกอบกุมกระบี่เอาไว้อย่างแนบแน่น

“พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสางเจ้าก็เร่งเดินทางไปกับท่านอ๋องหยางเยี่ยนเถิด”

ดวงตาคู่งามจึงเหลือบมองไปยังบุรุษที่สวมหน้ากากสีทองครึ่งใบ ร่างอันสูงใหญ่นั่งห่างออกไปไกลลิบ ในใจขององค์ชายซูเม่ยสัมผัสได้ถึงความไม่ปกติ แต่ทว่าจะให้เขาทัดทานได้อย่างไรในเมื่อทุกอย่างล้วนเป็นความประสงค์ของบิดาตน

ก่อนรุ่งสางของวันถัดมา

“องค์ชายซูเม่ยท่านเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”

อีกคนไม่ได้เอ่ยตอบแต่อย่างใด เพียงพยักหน้าให้เท่านั้น นัยน์ตาดอกท้อเหลือบมองเลยไปยังเบื้องหลังของชายหนุ่ม ก่อนเบนสายตากลับมาจ้องมองอีกฝ่าย

“มีรถม้าเพียงคันเดียวเองหรือ?” คิ้วเรียงสวยเลิกขึ้น

“กระหม่อมไม่ได้มีสัมภาระใดมากมาย จึงมีเพียงรถม้าคันเดียวเท่านั้น หรือพระองค์จะนำรถม้าของท่านไปด้วยก็ย่อมได้”

“เช่นนั้นก็ช่างเถิด ข้าเองก็อยากไปเงียบ ๆ ไม่ต้องการให้เรื่องราวใหญ่โต เดือดร้อนกันไปมา”

“เช่นนั้นก็เชิญองค์ชายขึ้นประทับบนรถม้าเถิด” ใบหน้าคมสันยกยิ้มมุมปาก ผายมือเชื้อเชิญให้เจ้าของร่างงามก้าวเท้าขึ้นไปยังรถม้า

การเดินทางในครั้งนี้องค์ชายซูเม่ยไม่ต้องการให้ลำบากผู้ใด เขาต้องการเดินทางไปยังชายแดนเพียงลำพังเท่านั้น จึงไม่มีผู้ติดตามข้างกายแม้เพียงสักคน รวมถึงองครักษ์ข้างกายเช่นเดียวกัน ทว่าฮ่องเต้ซูจิ้งก็ไม่ได้ทัดทานเจตนารมณ์ของบุตรชายตน เนื่องจากผู้ที่เดินทางร่วมด้วยคืออ๋องหยางเยี่ยนที่ดูแลหัวเมืองทางใต้ จึงทำให้ฮ่องเต้ซูจิ้งนั้นวางพระทัยได้บ้าง

บุรุษทั้งสองออกเดินทางด้วยรถม้าคันเดียวกัน ระหว่างการเดินทางต่างฝ่ายต่างเงียบสงัดไม่มีแม้การสนทนาเสียจนบรรยากาศอึมครึมจนน่าอึดอัด

“องค์ชาย เหตุใดท่านจึงต้องไปยังชายแดนทิศใต้ด้วยเช่นนั้นหรือ?” อ๋องหยางเยี่ยนเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบสงัดที่กำลังก่อตัว

“เรื่องนั้นหรือ ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็ย่อมทราบดี ท่านอ๋องไม่ทราบเช่นนั้นหรืออย่างไร?” คิ้วสวยเลิกขึ้นจ้องมองใบหน้าอีกฝ่ายอย่างคับข้องใจ

“หึ! ก็พอทราบมาบ้าง เพียงแต่กระหม่อมเองไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องจริง”

“เหตุใดจึงคิดว่าไม่ใช่เรื่องจริงเล่า หากข้าบอกท่านว่าข้าสามารถมองเห็นวิญญาณได้ ท่านจะเชื่อข้าหรือไม่”

อ๋องหยางเยี่ยนยกยิ้มมุมปาก “แน่นอน ข้าย่อมเชื่อท่าน แม้กระทั่งตอนนี้ท่านเองก็ยังมองเห็นวิญญาณ อีกทั้งยังสามารถพูดคุยได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว”

“หือ...นี่ท่านหมายความว่าเช่นไรกัน?” ภายในใจขององค์ชายซูเม่ยเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล หรี่นัยน์ตาจ้องมองบุรุษที่สวมใส่หน้ากากทองครึ่งใบ

“ท่านกล้าเดินทางเพียงลำพังกับข้า นี่ท่านไม่รู้สึกเคลือบแคลงใจใดแม้เพียงน้อยเลยเช่นนั้นหรือ?”

“เคลือบแคลงใจ!?”

ใบหน้าหล่อเหลาพลันโน้มเข้าใกล้อีกคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม รถม้าที่พวกเขาทั้งสองเดินทางก็หาได้ใหญ่โตไม่ อีกทั้งบุรุษที่นั่งฝั่งตรงข้ามขององค์ชายซูเม่ยยังร่างกายสูงใหญ่ เพียงยื่นใบหน้าเข้ามาเล็กน้อย ก็แทบชนเข้ากับตนเองอยู่รอมร่อ ใบหน้างามจึงผงะถอยหลังเสียจนแทบชนเข้ากับตัวรถ

“ท่านกำลังทำสิ่งใด?”

“ข้ากำลังมองว่า องค์ชายไยท่านลงมาเป็นมนุษย์เดินดิน ก็ยังคงความสง่างามได้ถึงเพียงนี้ ช่างเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เสียจริง ๆ” ชายหนุ่มจิ๊ปาก นัยน์ตากวาดมองใบหน้าเกลี้ยงเกลาอย่างไม่วางตา

“พูดจาเลอะเลือนใดของท่าน ถอยออกไป!” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยออกมาอย่างไม่สบอารมณ์

“เฮ้อ ข้าเบื่อจะเล่นละครเป็นท่านอ๋องจากแดนใต้ยิ่งนัก คนไร้ฝีมือเช่นนี้ช่างน่าเบื่อเสียจริง” ชายหนุ่มว่าพลางยืดกายของตนเองกลับมาด้วยความเมื่อยขบ

“นี่ท่าน ไม่ใช่อ๋องหยางเยี่ยนเช่นนั้นหรือ?”

คนที่เอาแต่บิดกายยืดเส้นยืดสายพลันชะงักท่าทีลง นัยน์ตาสีเข้มเบนกลับมามองอีกฝ่ายยิ้ม ๆ

“แล้วท่านว่าข้าใช่หรือไม่เล่า” ริมฝีปากได้รูปส่งยิ้มพราย

“ท่านอย่ามาเล่นลิ้นกับข้า เมื่อสักครู่ท่านเป็นคนเอ่ยปากออกมาด้วยตนเองว่าท่านนั้นไม่ใช่ท่านอ๋องหยางเยี่ยน”

“หึ หึ เดินทางร่วมกันมาหลายเพลา ท่านกลับไม่รู้สึกระแคะระคายใจใดเลย เหตุใดท่านจึงเป็นคนไม่ระวังตัวเช่นนี้นะ หากท่านถูกเหล่าพี่ชายข้าตามตัวพบ อย่าหวังจะได้กลับสวรรค์ของท่านอีกเลย”

“นะ...นี่ ท่านไม่ใช่อ๋องหยางเยี่ยนจริง ๆ สินะ ท่านคือใคร!?” ดวงตาคู่งามเบิกกว้าง มือเรียวสวยชักกระบี่ข้างกายออกมาจ่อไปยังลำตัวของอีกฝ่ายในทันใด

“โอ๊ะ!!...องค์ชาย ท่านช่างเลือดร้อนเสียจริง ยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด ก็หันคมกระบี่ใส่ผู้อื่นเสียแล้ว ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก” ใบหน้าคมสันเอ่ยยิ้ม ๆ

นัยน์ตาสีดำคลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง สว่างวาบ แหวนมุกสีเงินบนนิ้วกลางพลันส่องประกายออกมา ร่างบางเซถลาเข้าไปในอ้อมอกอีกฝ่ายในทันใด กระบี่ที่ยื่นจ่อพลันร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อ๊ะ!”

ฝ่ามือแกร่งพลันเอื้อมกอดรัดร่างบางไว้ในอ้อมแขนของตนด้วยความรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดเป็นเช่นนี้กัน?” ใบหน้างามฉายแววความตื่นตระหนก

“องค์ชายขาดความอบอุ่นหรือ ท่านจึงต้องวิ่งเข้ามาในอ้อมกอดของข้าเช่นนี้ หืม...” ว่าพลางอ้อมแขนยิ่งกอดรัดอีกฝ่ายแน่นขึ้น

แค่ก! แค่ก!

องค์ชายซูเม่ยกระอักไอออกมาเมื่อร่างกายถูกบีบรัดเสียจนแทบหายใจไม่ออก

“ทะ...ท่านปล่อยข้า ข้าหายใจไม่ออก”

“โอ้ ร่างกายมนุษย์ขององค์ชายนี่ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ข้าเพียงออกแรงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านก็หายใจไม่ออกแล้วเช่นนั้นหรือ” เจ้าของใบหน้าคมสัน ส่ายหัวไปมายกยิ้มอย่างนึกชอบใจ

“พูดจาเลอะเลือนอะไรของท่านกัน ปล่อยข้า!!” ว่าพลางร่างบางในอ้อมแขนจึงพยายามดีดดิ้นออกจากวงแขนที่แกร่งดั่งเหล็กกล้า ยิ่งดิ้นองค์ชายซูเม่ยกลับยิ่งพบว่าตัวเขาถูกรัดแน่นขึ้นเสียจนกระดูกแทบแหลกละเอียด

“อยู่นิ่ง ๆ ไม่เช่นนั้นองค์ชายอย่ามาหาว่าข้าใจร้าย” นัยน์ตาสีแดงขึงมองอีกฝ่ายอย่างนึกคาดโทษ

“ท่านคือผู้ใดกัน?” ริมฝีปากสีกุหลาบพยายามเอ่ยถามอย่างยากลำบาก

“ไม่ใช่ว่าข้าเคยบอกองค์ชายไปแล้วหนหนึ่งมิใช่หรืออย่างไร” คิ้วหนาเลิกขึ้น ลดสายตาจ้องมองคนในอ้อมกอด

“บอก ท่านมาบอกข้าเมื่อไหร่กัน อย่าได้พูดจาส่งเดช” คนในอ้อมแขนตอนนี้แน่นิ่งลงไปเสียแล้ว ในใจของเขาเหลือเพียงความสงสัยเท่านั้น

“ท่านนี่ช่างความจำสั้นยิ่งนัก เช่นนั้นต่อไปข้าจะทำให้ท่านจำได้แต่เพียงชื่อของข้า ท่านว่าดีหรือไม่เล่าหือ” ใบหน้าอันหล่อเหลาพลันก้มลงสูดดมกลิ่นกายอันหอมกรุ่นที่ลอยเข้ามากระทบปลายจมูกของเขา

คนตัวเล็กในอ้อมแขนตื่นตกใจ เบิกดวงตากว้างในท่าทีของอีกฝ่าย

“นี่ท่านทำสิ่งใด วิปลาสไปแล้วหรืออย่างไร ปล่อยข้า!!” ริมฝีปากบางแค่นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธเคือง

“หึ...เหตุใดหวงตัวยิ่งนัก หากท่านไปเจอท่านพ่อของข้า เช่นนี้จะทำอย่างไรดีเล่า หืม…” ชายหนุ่มพลันถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย

“นะ...นี่ ท่านคนเดียวไม่พอ เหตุใดท่านพ่อคืออะไร ท่านคือใคร เหตุใดไม่ตอบข้า!” ดวงตาคู่งามช้อนมองอีกฝ่าย ขึงสายตาวาวโรจน์อย่างนึกโกรธเคือง

“หึ...เช่นนั้นพระองค์จงฟังนามของข้าให้ดี หากครั้งนี้ท่านยังจำไม่ได้ ข้าจะลงทัณฑ์ท่านให้หนัก ๆ เข้าใจหรือไม่”

ว่าพลางใบหน้าคมสันจึงโน้มเข้าใกล้ใบหูของอีกฝ่าย

“นามของข้า เฉิน หยาง ซื่อ”

เชิงอรรถ

1. ^ การสวมแหวนนิ้วนางข้างขวา ความหมายโดยย่อ การรอใครสักคนมาเติมเต็มในชีวิต Cr.www.rainbowring.org

2. ^ เยว่สือ = ก้อนหินจากดวงจันทร์

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel