บทที่ 4 ดาวหายนะ
ผืนฟ้าแปรปรวน ลมฝนกรรโชกอย่างหนัก องค์ฮ่องเต้ซูจิ้งแห่งแค้วนซูฮวา เดินวนไปมาด้วยความกระสับกระส่าย คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปม ปลายนิ้วยกขึ้นเกาปลายคางของตนไม่หยุดหย่อน พลันเสียงสายฟ้าฟาดลงมายังเบื้องล่างเสียจนบรรดาทหาร และธารกำนัลต่างตกใจสะดุ้งตัวโยน หลุบสายตามองต่ำ แววตาวูบไหว ร่างกายสั่นระริกด้วยความหวาดเกรง
อุแว๊...อุแว๊...
เสียงทารกน้อยดังลอดประตูบานหนากระทบเข้ายังโสตประสาทของฮ่องเต้ซูจิ้ง ใบหน้าเคร่งเครียดปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาในทันใด
"ฝ่าบาท องค์ชายห้าประสูติแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ขันทีค้อมศีรษะ เอ่ยรายงานผู้เป็นจ้าวแห่งดินแดนเบื้องหน้าตน
"อะ...องค์ชายห้า ลูกข้าเป็นบุรุษเช่นนั้นหรือ?" น้ำเสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้นระคนดีใจ
"ตะ...แต่ ฝ่าบาท" ขันทีเอ่ยด้วยความประหม่า ยังคงค้อมกายและหลุบสายตามองต่ำอยู่โดยแทบไม่เคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย
"แต่อะไรของเจ้า มีสิ่งใดก็เร่งพูดมา ข้าจะเข้าไปพบฮองเฮาและบุตรของข้า!"
"ฮะ...ฮองเฮา หลังจากคลอดองค์ชาย พลันสิ้นลมลงแล้วพ่ะย่ะค่ะ" หยาดเหงื่อเริ่มผุดพรายขึ้นระหว่างกรอบหน้าอันแก่ชราของขันที นัยน์ตาระริกไหวด้วยความกริ่งเกรง
ร่างอันสูงใหญ่ขององค์จักรพรรดิแห่งแผ่นดินแข็งทื่อราวรูปปั้น ใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มเมื่อสักครู่พลันเศร้าหมองลงในทันใด ท่อนขาอันหนาแกร่งก้าวเดินพรวดพราดเข้าไปภายในห้องด้วยความรวดเร็ว
ฮ่องเต้ซูจิ้งหยุดยืนอยู่ด้านข้างร่างอันไร้วิญญาณของสตรีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นฮองเฮาของตน เรียวมือสั่นเทาเอื้อมสัมผัสไปยังดวงหน้าอันซีดขาวด้วยความแผ่วเบา กระบอกตาร้อนรื้นเสียจนแดงก่ำ
"อ้ายเฟย[1] เจ้าจงวางใจ บุตรชายของเราข้าจะดูแลเขาอย่างดี" องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนเบนใบหน้าไปยังแม่นมที่กำลังโอบอุ้มทารกน้อยในอ้อมแขน หญิงชรายืนค้อมศีรษะด้วยร่างกายที่สั่นระริก
"ฝะ...ฝ่าบาท..."
ฝ่ามือหนาพลันยกขึ้นห้ามเสียงพูดคุยของอีกฝ่าย
"ส่งเขามาให้ข้า" ดวงตาดุจจ้าวพญากลางเวลาเพ่งมองทารกน้อยที่กำลังเบิกตากลมโต ร้องเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นภาษาด้วยความสนใจ
อ้อมแขนอันสั่นไหวค่อย ๆ ยื่นส่งองค์ชายตัวน้อยให้กับจักรพรรดิเบื้องหน้า บรรยากาศภายในห้องต่างเงียบเชียบและเคร่งเครียดเสียจนทุกคนแทบลืมหายใจ
ฝ่ามือแข็งแกร่งรับเอาทารกน้อยขึ้นมาโอบกอดไว้ในอ้อมแขน พิศมองดวงหน้าที่แสนน่ารักน่าชัง อุ้งมืออันน้อยนิดพลันเอื้อมจับไปยังใบหน้าที่แดงก่ำของบุรุษ แววตาคมเข้มพลอยวูบไหวระริก ผู้เป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาจากในลำคอปนเสียงสะอื้นไห้ด้วยความแผ่วเบา
"ซูเม่ย[2] บุตรชายของข้า!"
ณ ท้องพระโรงแห่งแคว้นซูฮวา
"ฝ่าบาท ตั้งแต่องค์ชายซูเม่ยถือกำเนิด ก่อให้เกิดความอดอยากปากแห้ง ผู้คนต่างแร้นแค้นไปทั่วทุกหย่อมหญ้า แม้ฝนฟ้าก็ไม่อาจตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเป็นเช่นนี้กระหม่อมเห็นควรว่า ควรส่งตัวองค์ชายห้าไปยังชายแดนชั่วคราวพ่ะย่ะค่ะ" เสนาบดีกรมพระคลังจิวเมิ่งเอ่ยขึ้นเบื้องหน้าแท่นบัลลังก์มังกรทอง
ใบหน้าที่ปกคลุมด้วยม่านมุก ขมวดเข้าหากันให้วุ่น ร่างอันสูงโปร่งกำยำนั่งทอดกายบนบัลลังก์มังกร เรียวมือกุมขมับด้วยความเคร่งเครียด นั่งฟังเสียงของเหล่าขุนนางถกเถียงกันไปมา
"ฝ่าบาท เรื่องนี้จะปล่อยให้ล่าช้าไม่ได้ ตอนนี้องค์ชายห้าเองก็อายุได้สิบเจ็ดชันษาแล้ว คงไม่มีสิ่งใดน่าเป็นห่วงนัก ส่งตัวไปอยู่กับแม่ทัพหลิ่งอี้ที่ชายแดนใต้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อีกทั้งองค์ชายห้ายังมีวรยุทธเป็นเลิศ รวมถึงเอ่อ..." เสนาบดีกรมกลาโหมเอ่ย ยังไม่ทันจบประโยค กลับถูกสายตาของขันทีข้างกายองค์จักรพรรดิถลึงดวงตาเป็นการห้ามปราม
"เอาเถอะ ๆ ในเมื่อตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา ทางด้านโหราธิบดีเองก็ต่างทำนายว่าบุตรชายของข้าคือดาวหายนะ สามารถมองเห็นภูตผีได้ เช่นนั้นข้าจะลองทำตามสิ่งที่พวกท่านร้องขอ แต่หากเขาไปแล้วบ้านเมืองไม่ได้สูงขึ้นดังที่พวกท่านกล่าวอ้าง ข้าจะลากไปตัดลิ้นทีละคน!" จักรพรรดิซูจิ้งตะเบ็งเสียงดังก้องทั่วท้องพระโรงด้วยความขุ่นเคือง
"ฝะ...ฝ่าบาท โปรดพิจารณาด้วย"
พลันขุนนางทั้งหลายจึงพร้อมใจกันค้อมกายลงเบื้องล่างโขกศีรษะขึ้นลงไม่อาจนับครั้ง เสียงทุ้มทั้งหลายสอดประสานกันเป็นหนึ่งกึกก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง
"หึ!!" ร่างอันสูงใหญ่ของจักรพรรดิลดสายตาเพ่งมองเหล่าขุนนางด้วยความเคียดขึง ก่อนสะบัดอาภรณ์ลายมังกรทอง ก้าวเท้าลงจากบัลลังก์อย่างไม่สบอารมณ์
"องค์ชายห้าเพคะ เหตุใดมานั่งตากน้ำค้างเช่นนี้เล่า นี่ก็ดึกมากแล้ว เข้าห้องบรรทมเถิดนะเพคะ" แม่นมเอ่ยปากกับบุรุษที่เอาแต่นั่งเหม่อลอยจ้องมองดวงจันทร์บนท้องนภาสีมืดที่ประดับประดาไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ
"แม่นม ท่านว่าข้าประหลาดหรือไม่ เหตุใดข้าเกิดมาจึงมองเห็นในสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น อีกทั้งข้า..." ใบหน้างามของบุรุษเศร้าสลดลง
"องค์ชายเพคะ นี่ก็ผ่านมานานนับสิบเจ็ดปีแล้ว ที่ฮองเฮาทรงจากไปมิใช่ความผิดของท่าน ทุกอย่างล้วนเป็นลิขิตสวรรค์เพคะ" หญิงชราส่งยิ้มเบาบางเพื่อปลอบโยนอีกฝ่าย
"เช่นนั้นสิ่งที่ข้ามองเห็นคงเป็นบทลงโทษจากสวรรค์ด้วยกระมัง" องค์ชายซูเม่ยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ไยองค์ชายกล่าวเช่นนั้น ท่านล้วนเป็นโอรสแห่งสวรรค์ จะถูกลงโทษจากสวรรค์ไปได้อย่างไรกัน"
"ไม่รู้สิ ข้าเพียงคิดว่าอีกไม่นานข้ามีบางสิ่งที่ต้องไปทำ และต้องทำให้สำเร็จด้วยแม่นม"
"ไม่เอาเพคะ เลิกพูดจาเพ้อเจ้อแล้วกลับเข้ามาในห้องบรรทมเถิดเพคะ ประเดี๋ยวน้ำค้างลงจะไม่สบายเอาได้" ว่าพลางสตรีแก่ชราจึงก้าวเดินเข้าใกล้บุรุษรูปงามที่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง ท่อนแขนผอมบางของสตรีเอื้อมห่มผ้าคลุมผืนใหญ่ให้กับบุรุษร่างเล็กแต่ทว่าสมส่วนตามวัยเบื้องหน้า องค์ชายซูเม่ยช้อนสายตาจ้องมองอีกฝ่าย ส่งยิ้มให้ผู้ที่เลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่แบเบาะด้วยความอบอุ่น
"ซูเม่ยต้องขอบคุณแม่นมแล้ว หากไม่มีท่านก็คงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้ข้า"
"เหตุใดพูดจาน่าเศร้าเช่นนั้นเพคะ องค์ชายคือผู้สูงศักดิ์ของแผ่นดิน ผู้ใดจะเข้าใกล้องค์ชายสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร ไปเพคะ แม่นมจะส่งเข้านอน"
"ไม่รู้สิ" องค์ชายซูเม่ยพ่นลมหายใจออกจากริมฝีปากด้วยความแผ่วเบา
ตลอดสิบเจ็ดปีที่ผ่านมา องค์ชายซูเม่ยมักมองเห็นสิ่งลี้ลับมาโดยตลอด วิญญาณสัมพเวสีบ้าง วิญญาณไร้ศาล หรือเหล่าภูตผีต่าง ๆ มักมาปรากฏกายให้เขาเห็นเสียจนคุ้นชิน ทุกคนต่างรู้ดีว่าองค์ชายซูเม่ยสามารถสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณ และสิ่งที่ใคร ๆ ต่างมองไม่เห็น ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้เขาสักคน เขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุใด หรืออาจจะเป็นดอกบัวห้ากลีบที่บริเวณกกหูซ้ายของเขา นับวันกลีบดอกบัวกลับยิ่งเบ่งบานส่องแสงประกายวูบวาบใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งที่เขาสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณ
อีกทั้งในใจของเขามักรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังรอคอยเขาอยู่ เฝ้าพร่ำเพรียกเรียกหาในทุกเมื่อเชื่อวัน เพียงเขาเองไม่อาจรู้ได้ เจ้าของใบหน้าเกลี้ยงเกลาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนเอนกายลงนอนบนแท่นบรรทมอันหนานุ่ม นัยน์ตาดอกท้อปิดปรือลงอย่างช้า ๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อนก่อนผล็อยหลับลงในที่สุด
ครั้นแม่นมเห็นอีกฝ่ายนอนหลับไปแล้ว จึงออกไปยังหน้าห้อง พลางกำชับเหล่าองครักษ์ทั้งหลายให้ดูแลประตูห้ององค์ชายอย่างดี เหล่าองครักษ์หน้าห้องบรรทมต่างฝ่ายต่างจ้องหน้ากันด้วยใบหน้าซีดเผือด ฝ่ามือที่ถือด้ามดาบเริ่มมีเหงื่อซึมออกมา ต่างคนต่างสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่
"ระ...รับทราบขอรับท่านแม่นม"
"พวกท่านล้วนแล้วแต่เป็นบุรุษอกสามศอก ไยแค่ยืนเฝ้าหน้าห้องบรรทมองค์ชายต้องเหงื่อตกกันเช่นนี้ด้วยเล่า"
"โธ่ แม่นม ก็เหล่าทหารที่ต่างผลัดเปลี่ยนเวรยามมาเฝ้าห้ององค์ชายห้าล้วนแล้วแต่เจอดีด้วยกันทั้งนั้น ท่านจะให้พวกข้าไม่หวาดหวั่นเลยก็คงเป็นไปได้ยาก"
"เอาเถอะ ๆ พวกท่านล้วนขี้ขลาดตาขาวกันทั้งสิ้น เหล่าภูตผีจะน่ากลัวกว่าคนด้วยกันไปได้อย่างไร" ว่าพลางท่อนขาเล็กแกร็นของสตรีสูงวัยจึงเดินจากไป ทิ้งทหารองครักษ์สองนายให้มองหน้ากันตาปริบ ๆ
"เฟยหลิงหรง ข้าหาเจ้าพบเสียที" เสียงทุ้มเย็นของบุรุษกระซิบแผ่วเบาที่ข้างใบหูซ้ายของคนที่กำลังนอนหลับตาพริ้ม กลีบดอกบัวทั้งห้าพลันส่องประกายวูบวาบเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งกำลังวนเวียนอยู่ใกล้ตัว
"ผู้ใดกัน?!" ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างท่ามกลางม่านแห่งราตรี มีเพียงแสงเทียนสว่างริบหรี่ที่กำลังสาดส่องให้พอมองเห็นบรรยากาศอันเงียบสงัดภายใน
'ภูตผีตนใดกล้าย่างกรายเข้ามาถึงในห้องของเราเชียวหรือ' คิ้วเรียงสวยขมวดเข้าหากัน หัวใจของเขาเต้นดังโครมคราม
"หึ!! มองเห็นข้าได้สินะ แบบนี้สิน่าสนุกหน่อย" น้ำเสียงแปร่งพร่ากระซิบกระซาบบริเวณหูซ้าย เป่าลมหายใจรดรินอีกฝ่ายเสียจนขนอ่อนลุกซู่
"ท่านคือผู้ใดกัน!?"
เชิงอรรถ
1. ^ อ้ายเฟย = พระสนม/ชายาที่รัก
2. ^ ซูเม่ย = มนตราที่สวยงาม
